Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#40

                                             กรรมฐาน

คำอธิบายทั่วไป  กรรมฐาน  แปลตามรูปศัพท์หมายถึง  ที่ตั้งของการกระทำ
        รวมถึง    วิถี – วิธีการฝึก – อบรมจิต
โดยทั่วไปก็หมายถึง วิธีการปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4  ซึ่งเมื่อดูจากคำแปลก็จะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เรียกว่า  ฐานหรือที่ตั้ง คือ กาย – เวทนา – จิต – ธรรม  อันเป็นที่จิตเข้าไประลึกรู้  เพื่อให้เห็นถึงความเป็นจริงของฐานนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ  จากสัญญา จนเกิดญาณ – ปัญญา  ปล่อยวาง  กาย – ใจ ได้ในที่สุด

หรือในอีกแง่หนึ่งคือ  การให้จิตมีหลักหรือที่อาศัย หรือที่อยู่(ที่เกาะ)กับสภาวะอะไรซักอย่างเพื่อใช้เป็นฐาน  ประมาณว่าฐานที่มั่น ก่อนที่ออกจะไปทำงาน (ไม่ว่ามโนกรรม  วจีกรรม  กายกรรม) เพื่อไม่ให้กระทำการใด ๆ ไปด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน , หรือทำไปเพราะมีอารมณ์ (โดยเฉพาะอารมณ์อันไม่พึงประสงค์)  หรืออคติครอบงำ  อันเข้าใจว่าจะเป็นเหตุให้กิเลส อกุศลได้เกิด ได้กำเริบแล้วเกิดทุกข์โทษตามมา  อีกทั้งจะเป็นการเจริญธรรมฝ่ายกุศล – วิชชา กุศลใด  ยังไม่เกิดก็จะได้เกิด , กุศลใดที่มีแล้ว  เกิดแล้วก็จะได้เจริญยิ่งๆขึ้นไป  ภาษาเรียกว่า  การปรารภความเพียร  ความเข้าใจดังนี้  ดูเข้าท่าดี !
      คำอธิบายดังกล่าวเมื่อผู้อ่านได้อ่านแล้ว ปฏิบัติตามแล้ว จะมีผลแตกต่างกัน  เพราะอะไร?  เพราะภาษาที่ใช้และเนื้อหาที่แท้จริงของวิธีการปฏิบัตินั้น  ไม่ตรงต่อความเป็นจริง (สัจจะ) หรืออาจไปขัดแย้งกับสัจจะ   ความเป็นจริงแท้ๆ(มีอยู่แล้ว)ว่าทุก(ข์)สภาวะ ไม่ว่าภายนอก ภายใน
                 ดังนั้นการเกี่ยวข้องกับสัจจะอย่างถูกต้อง – ตรงต่อเนื้อหาของสัจจะจริง ๆที่เรียกกันว่า สัมมามรรค (อริยมรรค) สรุปลงสู่สมมติบัญญัติที่สั้นที่สุด  ก็คือ  “ ไม่ ”
       รู้เอง - ไม่เจตนารู้
           รู้แบบไม่อะไรกับอะไร  (ไม่หลงไปให้ค่า ให้ความหมาย)  
      รู้แบบแล้วแล้วไป(ไม่ทำตาม ไม่ทำต้าน ไม่ทำแม้การทรงอยู่-เฝ้าไว้)
          รู้ไม่เอารู้(และความรู้) – ไม่ติดรู้  นั่นแหละ  “ไม่หลงรู้”
              ก็คือ ตัดซะรู้  เรียกว่า ตรัสรู้  ตามตำรากล่าวว่าพระพุทธองค์ได้ปฏิญาณเป็น  
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็ต่อเมื่อได้สำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอันประกอบด้วย                                                                           
เมื่อไม่เข้าใจความเป็นจริงที่มีอยู่แล้ว  ความรู้ในการที่จะเกี่ยวข้องกับความจริง (อริยสัจทั้ง 4 )  ก็ไม่ตรงคือไม่ถูกต้องตามไปด้วย(มิจฉามรรค - โลกิยมรรค)  

ดังนั้นเจตนากรรมในทุกรูปแบบ  ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า กรรม(กำ)ฐาน  ถ้าหากยังมีเนื้อหาของจงใจกระทำ , ปรุง ,แต่ง, สร้าง...ฯลฯ   มันก็จะได้แค่ดูดี  แต่ไม่อาจที่จะเข้าถึง(เป็นเนื้อหาเดียวกันกับ)ความเป็นจริงคือสัจจะได้  เพราะเจตนากรรมนั่นเองปิดบัง , บดบัง , เคลือบ , ปกปิด...สัจจะนั้นไว้  ท่านเรียกว่า  กรรมบัง , การปฏิบัติปิดบังพระนิพพาน เปรียบเหมือน ตัวเราเป็นกระแสน้ำอยู่แล้ว  หลง – เข้าใจผิดว่าขณะนี้เป็นก้อนน้ำแข็ง  ก็เลยพยายามทำอะไร ๆ ให้น้ำแข็งละลายจะได้หมดความเป็นก้อนน้ำแข็ง  และกลับไปรวมกับกระแสน้ำดังเดิม เหมือนกันคือ ด้วยความหลงยึดว่ามีตัวตน ผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยก็หวง – ห่วง self อันนี้แบบโลก ๆ ทุกข์ – ยาก – ลำบากไปแบบโลก ๆ    ผู้ที่สนใจธรรมะ  ก็เริ่มได้ยินและเข้าใจว่าไม่มีเรา  หรือตัวตนที่แท้จริง  แต่พอลงมือปฏิบัติเข้าจริง ๆ ก็พยายาม , ทำๆๆๆอะไร ๆๆ ให้หมดตัวตน  หรือตัวตนหมด  หรือให้อะไร ๆ ที่เรียกว่า  ไม่ดี – อกุศล  หลุดหรือหมดไป  ขณะเดียวกันก็พยายาม  (ขยัน)ทำในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะให้มีสิ่งที่เรียกว่า กุศล  โดยเฉพาะสติ  ศีล สมาธิ  ปัญญา  หวังว่า – เข้าใจว่า – รู้สึกว่า – เห็นว่า เมื่อมีสิ่งเหล่านี้(แบบที่ตัวเองเข้าใจว่าใช่)แล้วจะพ้นทุกข์ได้ , จะทำให้ตัวตนหมดไป  
หารู้ไม่ว่า – ยิ่งมีเจตนากรรม  เพื่อให้อะไรๆมี ให้อะไรๆหมด  กลับกลายเป็นการตอกย้ำ  หรือหลงสร้าง(บำเพ็ญ)-เสริมความหลงผิดว่าเป็นตัวเป็นตนให้หนักแน่นยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว   เพราะความหลงผิดที่รู้สึกว่าเป็นตัวตนนั่นแหละที่ผลักดันให้เกิดความเพียรนั้น  และมันจะซ้อน – แทรกไปพร้อมกับเจตนากรรมเรียบร้อยแล้ว  เหมือนที่อุปมา  อุปมัยถึงเรื่องก้อนน้ำแข็ง (ซึ่งไม่มีจริงอยู่แล้ว)  ยิ่งพยายามทำให้ก้อนน้ำแข็งละลาย กลับกลายเป็นยิ่งพอกพูน(ความหลงผิดว่าเป็น)ก้อนน้ำแข็งอีกด้านหนึ่งให้คงอยู่หรือเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่จริงๆมันก็เป็นกระแสน้ำเดิมอยู่แล้ว

ดังนั้นทางเดียวที่จะกลับรวม (ยืมภาษาใช้) คือไม่ทำ  หรือยุติทำ  งดเว้นเจตนากรรมทุกรูปแบบ(นี่แหละศีลอริยะที่แท้จริง)ลองดูสิ  ปล่อยให้ปรากฏการณ์ของใจแสดงออกอย่างอิสระเต็มที่   ลองไม่ทำตาม – ทำต้าน – ทำต่อ  ดูซิ ทุกสภาวะมันจะดับให้ดู , แล้วแล้วไปให้รู้ได้เอง  ลองไม่ต้อง ไม่ตั้งดูซิ  ใจก็จะประจักษ์แจ้งถึงสิ่งที่เป็นเหตุและการไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์ไปเอง, 

    การงดเว้นเจตนากรรม(ศีล)ด้วยความเข้าใจที่ตรงต่อสัจธรรม(ปัญญา-สัมมาทิฐิ)นี้ ก็เป็นอันเดียวกับ  การไม่ยึดหรือปล่อยวาง (แต่ไม่ใช่ทำอะไรขึ้นมาเพื่อที่จะไม่ยึดหรือไปวางมัน)

        ไม่เจตนาสนใจ ก็จะไม่มีเนื้อหาที่    จะมุ่ง  จะหมายให้มันมั่น
      
                       ไม่อะไรกับอะไร  ก็ไม่ติด – ขัด –    ข้อง – คาในสภาวะ สถานการณ์
                                                       
                                    ไม่ตอกย้ำอนุสัยเดิม วิบากเดิม  ให้กลับกลายเป็นเหตุสืบต่อ
                                                           
                            ไม่สร้างอนุสัยใหม่  ก็ไม่ต้องรับ วิบากใหม่
                                                                 
               เมื่ออนุสัย ปรากฏได้อย่างอิสระเต็มที่  และไม่ค้าง(แช่)อยู่  อาสวะ ( การหมักดอง อันเกิดจากการแช่สภาวะ  สภาวะที่เกิดไม่สามารถแล้วแล้วไปตามธรรมชาติเดิมของเค้าได้ เพราะตัวยุ่ง คือการไปตอกย้ำตามสันดานเดิมคือความคุ้นเคยที่ติดลมมา ) ก็จะจืดจางหมดกำลังไปเอง

กรรมฐานที่จะไม่หลง  :  ต้องสะท้อนมาจาก  “ว่าง”  ไม่ใช่สะท้อนมาจากหรือเนื่องด้วยความหลงว่าเป็นตัวตน , หรือเนื่องด้วยตัณหา – อุปาทาน  แม้ในธรรมะ
                 :   จะตรงต่อวิปัสสนาจริง ๆ ก็ต่อเมื่อไร้เจตนาเป็น , มีแต่เรื่องของการผ่านไป ๆ ของขันธวิบาก เริ่มแต่ขันธ์รู้ มีแต่ปลง- ปล่อย-วางทุกฐาน  ไม่ใช่มัวหลงกำฐาน 
                      เฝ้าฐาน  ติดฐาน
          อย่างไรจึงเรียกว่า  หลงกำฐาน  ก็คืออาการที่ใจมีเจตนาเข้ารู้-ไปดู-ไปกำหนด- Focus 
 ดูให้ชัด เห็นให้ชัด...นั่นแหละคือ อุปาทานในฐาน  ติดขันธ์ = อุปาทานในเบญจขันธ์  

ให้เข้าใจความจริงตรง ๆ อย่างนี้ แล้วมันจะเลิกหลงไปเอง แล้วก็ไม่ต้องไปตามเช็คว่ามันเลิกหลงกันยังไง  มันเลิกหลงกันไปถึงไหนแล้ว “ ไม่ต้อง ก็คือไม่ต้อง...” ก็เพราะสภาวะมันไม่ต้อง...  เรามัวไปต้อง...มันก็ผิดธรรม  มัวไปเช็ค  การเช็คนั่นแหละเป็นการต้องแล้วล่ะ มันก็ติดนะซิ ติดอะไร ก็ติดรู้ – ติดอนุสัย เป็นตัณหาในปัญญาผลักดันมา  ให้กลายเป็นทิฐานุสัย,  มานานุสัย  ทำได้ – ทำไม่ได้  ทำสำเร็จ – ไม่สำเร็จ (หลง)มีตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับธรรม(อนัตตา)ติดฝั่ง – ติดธาตุ  ติดขันธ์โดยไม่รู้ตัว
 รหัสนัยของภาษา  คำว่า 
              “มัว” แสดงถึงความไม่ชัด  ไม่กระจ่าง  ไม่แจ่ม  ไม่แจ้ง  มีภาษาที่สอดคล้อง  
                         กันอีกเช่น พร่ามัว  หมองมัว  มัวหมอง เป็นต้น จริงๆก็คือยังหลงอยู่  
                         หรือไม่ - เข้า - ใจ
             “ ต้อง” มีเนื้อหาของสภาวะคือ : สัมผัส(ผัสสะ) , กระทบ – แตะต้อง
                                                              :  มีเงื่อนไข, มีข้อแม้
                                                              :  ความอยาก(เอา-ไม่เอา)และความยึด

            เพราะ “ความมัว” จึงหลงไป  “ ต้อง”  ไม่เข้าใจว่า เมื่อ “ต้อง”มันก็ “ติด” นั่นคือ
      การเจริญขึ้นของสมุทัย 

No comments:

Post a Comment