Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 4: มายาบัญญัติ

นอกเหนือจากที่การปฏิบัติธรรมจะเป็นกรรมซ้อนธรรมแล้ว ยังมีกับดักใหญ่อีกสองอย่างที่ทำให้ผู้ปฏิบัติติดวนอยู่ในสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว และทำให้อุปาทานในขันธ์ต่างๆยิ่งเหนียวแน่นมากขึ้นไปอีก สองสิ่งนั้นคือบัญญัติ และวิธีการในการปฏิบัตินั่นเอง ตอนนี้เราจะว่ากันด้วยมายาแห่งบัญญัติก่อน

โดยปกติขันธ์ 5 นั้นเป็นมายากรรมโดยตัวมันเองอยู่แล้ว สรุปง่ายๆคือสิ่งที่เราเป็น เราคิด เราทำทุกอย่างนั่นแหละมายาทั้งนั้น มันเป็นมายาจากวิบากกรรมเก่า มายาจากการหลงรู้ มายาจากอุปาทาน มายาจากกิเลส ทำให้เราคิดเอา รู้สึกเอาว่าเรามีตัวตนจริง รู้สึกว่าจิตเราก็มีจริงๆ ขันธ์ 5 นั้นถือว่าเป็นเครื่องมือในการดำเนินกรรม เป็นอุปกรณ์ของกิเลสในการสืบต่อสังสารวัฏชนิดที่เราแทบจะไม่เชื่อตัวเอง นี่คือต้นเหตุที่ไม่มีใครเคยเข้าใจในเนื้อหาแห่งความเป็นขันธ์จริงๆ ไม่เชื่อลองไปอ่านความหมายของขันธ์ 5 ใน wikipedia ดูสิ อ่านแล้วมึนจริงๆโว๊ย

พอถัดจากขันธ์ 5 ตัวต้นเหตุ ก็มาถึงการรับรู้ ผัสสะอายตนะต่างๆที่เรามี นึกออกไหมครับว่าเรามีอยู่แค่นี้จริงๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเลยนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงถึงจะนิพพาน....

เห็นไหมเล่า มันเริ่มต้นด้วยประโยคว่า "ทำยังไง" เพราะอนุสัยของสรรพสัตว์นั้นเข้าไปติดการ "ทำ" และด้วยการรับรู้ที่จำกัดจำเขี่ยนี่เอง มันก็ทำให้เราเชื่อแต่ตัวเองซึ่งก็เป็นทิฏฐิบนมายา จากนั้นเราจึงสร้างสื่อในการสื่อสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน...แล้วก็เข้าไปติด อยู่ในนั้น...อีกแล้ว

โดยความเป็นจริงนั้น ในโลกธาตุนี้ มันไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกับอะไรเลย เฉกเช่นน้ำค้างยามเช้า กลั่นตัวเกาะใบไม้ ไอ้ที่ผมบรรยายมาเกี่ยวกับน้ำค้างนั้นคือสมมติบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์ หรือเรียกแบบแนวๆว่า ติ๊ต่างขึ้นมา เพื่อบรรยายให้คนอื่นๆเห็นภาพร่วมกันเท่านั้น แต่จากการแค่ “ติ๊ต่าง” นี่แหละ พอนานๆเข้าเราก็ไปยึดติดอยู่ในความหมายที่สมมติของมันจริงๆ เราอยู่กับมัน ใช้ชีวิตกินนอนอยู่กับมัน จนนึกไม่ออกว่า ถ้าใบไม้ไม่ใช่ใบไม้แล้วมันจะเป็นอะไรได้อีก ถ้าเราไม่ใช่เราขึ้นมาแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตแล้วคิดต่อ ก็จะได้แต่ความงง

ทีนี้ก็มาถึงทางธรรมกันบ้าง ในระบบวิปัสสนาหรือในพระไตรปิฎกนั้น เรามีบัญญัติให้ใช้ในการอธิบายธรรมต่างๆ มากมายจนจำไม่หมด จนถึงต้องมีเปรียญเก้า เปรียญสิบอะไรไปโน่น

แล้วเรียนเพื่ออะไรครับ?

 ก็เรียนเพื่อที่จะเข้าใจธรรมขั้นสูง ราวกับว่าใครไม่รู้ เอาพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปเข้ารหัสเอาไว้ให้เราอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านไปก็งงในความหมาย ต้องตีความกันหลายตลบ หลงทางในความเป็นระบบที่ซับซ้อนของมันไป จนคลาดเคลื่อนในเนื้อหาที่แท้จริง แต่ไปติดอยู่ที่ลีลาภาษาและกำแพงภาษาที่วกวนหาทางออกไม่เจอ เนื้อหาในทางธรรมที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็เลยต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ตีความ ซึ่งมันตรงต่อสัจธรรม..ที่ไหนเล่า(โว๊ย)

วิธีการเข้าถึงเข้าใจธรรมแบบนี้มันไม่ตรงต่อสัจธรรมเสียเอง แต่มันตรงต่อความวนเวียนของสังสารวัฏ คิดดูก็แล้วกันว่าศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยการติดวนน่ะ มันตลกไหม แล้วคิดหรือว่าศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าแบบนี้จะนิพพาน ไม่มีทาง วิธีการก็วนแล้ว มันก็วนไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่จบ ไม่เชื่อลองเข้าไปดูเว็บไซต์แนวสติปัฏฐานสิ เห็นแล้วหน้ามืดไหมเล่า เต็มไปด้วยการไปเจริญความเห็นความหมายในระดับสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ทั้งนั้น ไอ้ประเภทธรรมที่ยิงเข้าตัดขั้วหัวใจตรงๆน่ะ...ไม่มี

ดังนั้นระบบการศึกษาสติปัฏฐานเองก็ผิดธรรมอยู่เองแล้ว เพราะเต็มไปด้วยความเห็นความหมายที่เราเข้าไปติด เข้าไปยึด เข้าไปฟุ้ง พอเราฟังมากๆ อ่านมากๆ ศึกษามากๆเข้า ไอ้มายาบัญญัติเหล่านี้ก็จะถูกเก็บเอาไว้ในสัญญาขันธ์ แล้วย้อนกลับมาหลอกหลอนเอาตอนปฏิบัตินั่นแหละ เพราะจิตมันหลอกจิตอยู่แล้ว หากไปเล่นกับมันเข้ามันก็เล่นคุณกลับ คุณจะอ่านอะไรมา จำอะไรมา ศึกษาอะไรมาเดี๋ยวมันจัดฉากให้เห็นไปหมดนั่นแหละ แต่เห็นแล้วจริงไหม ก็ขันธ์มันเป็นมายา สิ่งที่เห็นมันจึงไม่จริงไปด้วยทั้งหมดนั่นแหละ

หลายๆคนไปฟังสภาวะธรรมของคนอื่นๆมากๆ เดี๋ยวก็อุปาทานกิน เห็นตามมั่ง เทียบเคียงบ้าง วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์กันไปสารพัด บางคนพอไม่เห็นแบบคนอื่นเข้าก็ท้อแท้ว่าชาตินี้คงไม่มีทางบรรลุ ไอ้คนที่เห็นอะไรแปลกๆก็ได้ใจ เอาใหญ่ เอามาเล่า เอามาวิเคราะห์ วิจัย เผยแพร่ ทำตัวเป็นผู้รู้ เร่งศึกษา เร่งปฏิบัติ แล้วเข้าไปติดอยู่ในมายาเหนียวแน่นขึ้น วกวนขึ้นไปอีก มันก็มั่วกันไปในบ่วงกรรม บ่วงกิเลสตัณหาที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้น ไอ้ที่ไปฟังการส่งการบ้านของคนอื่นนั่นแหละตัวดีเลย อุปาทานแอบกินเรียบโดยไม่รู้ตัว

เรียกว่าระบบการศึกษาทั้งหมดของสติปัฏฐานนั้นคือปัญหาใหญ่โดยตัวมันเอง นอกจากการผิดธรรมโดยวิธีการแล้ว ที่ดันไปสร้างสังสารวัฏแทนที่จะดับสังสารวัฏ สร้างระบบความหมาย ความเห็น ระบบวิจัย วิจารณ์ ซึ่งเป็นวิถีของกรรมอนุสัยของสัตว์โลก แทนที่จะคลายอุปาทานในขันธ์ให้แก่ผู้ศึกษา มายาบัญญัติเหล่านี้ยิ่งถูกสร้างขึ้นมาให้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหมดที่มั่วกันอยู่นี่ไม่ใช่วิถีแห่งองค์พุทธะแม้แต่น้อย

ไม่เคยเอะใจหรือว่าทำไมจึงมีคนฟังธรรมต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าแล้วบรรลุทันที?

เรื่องนี้ไม่มีใครเขียนขยายความเอาไว้ เพราะมันถูกวิธีการปฏิบัติ และมายาบัญญัติที่ซับซ้อนชนิดเขาวงกตเรียกพี่ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังๆบดบังเนื้อแท้แห่งสัจธรรมไปจนหมดนั่นแหละ แล้วทุกคนก็ถูกปล่อยให้คิดกันไปว่าคนยุคพุทธกาลมีบุญกว่าคนยุคนี้ จึงไม่สามารถบรรลุตามได้ ซึ่งมันไม่ใช่เสียทั้งหมด

เหตุที่ในยุคพุทธกาลมีผู้บรรลุธรรมต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้ามากมายด้วย การแค่เพียงฟังธรรมจากพระโอษฐ์โดยตรงนั้นมีปัจจัยสองอย่างก็คือ หนึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนนั้นเป็นสัจธรรมแท้แห่งพระนิพพาน เป็นความจริงที่พระองค์ทรงสรุปมาแล้ว ออกจากพระโอษฐ์ท่านตรงๆ ไม่มีการบิดเบือน ไม่ต้องไปลำบากลำบนบำเพ็ญเพียรอีก ผู้ฟังจึงคลายในอุปาทานขันธ์และบรรลุตามได้ในขณะที่ฟังทันที ตรงนั้นเดี๋ยวนั้น

สอง สัจธรรมแท้นั้นลัดเข้าสู่ใจโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจึงเน้นให้ฟังสัจธรรมตรงๆ ซึ่งผมก็สนับสนุนให้ฟังสัจธรรมตรงๆเป็นอันดับแรกเหมือนกัน และย้ำเสมอว่าบันทึกสัจธรรมนี้ เป็นเพียงอรรถกถาธรรมของสัจธรรมเท่านั้น ผมเขียนขึ้นเพื่อเคลียร์ความเข้าใจในสัจธรรมให้ผู้ที่ยังติดขัดข้องคา จะได้ไม่ตกตะกอนนอนก้นเป็นอาสวะในใจ ส่วนใครที่ฟังสัจธรรมแล้วเข้าใจเลย ก็ไม่ต้องเข้ามาอ่าน

เหตุที่สัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะนั้นแทบไม่มีภาษาบาลี ซึ่งเป็นกระดูกชิ้นใหญ่สำหรับหลายๆคน ก็เพราะภาษาบาลีมันไม่สามารถใช้ในการสื่อสารให้เข้าถึงชนิดจิตสู่จิตได้อย่างมีอานุภาพอีกต่อไปแล้ว ลองไปฟังสิสวดทำวัตรเช้าเย็นน่ะ ถ้าไม่แปลออกมา ก็มีอันใบ้รับทานทุกคน ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองกันไปหมด

การสื่อสัจธรรมนั้น ไม่เน้นวิธีการ แต่จะเน้นที่การส่งเนื้อหาเข้าสู่จิตของผู้รับชนิดฉับพลันทันที หรือที่เรียกว่าธรรมบรรลุฉับพลัน ดังนั้นคำที่เลือกใช้จึงต้องเป็นคำง่ายๆ เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วๆไป เพื่อลดกำแพงภาษาลงให้มากที่สุด ยกเว้นว่าจะเทศนาให้ผู้ปฏิบัติหลุดจากการปฏิบัตินั่นแหละ ถึงต้องอ้างอิงศัพท์เทคนิคกันบ้าง เพื่อคลายความยึดติดในบัญญัติเก่าๆ บางทีหลวงพ่อฯท่านก็แสดงธรรมด้วยการเปลี่ยนกำหนดการอะไรบางอย่างกะทันหันโดย ไม่บอกกล่าว เล่นเอาเหวอกันไปหมด หากใครไม่รู้ว่านี่คือการแสดงธรรมอย่างหนึ่งของท่านก็อาจจะปฏิฆะได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสลัดความยึดติดของลูกศิษย์ออกไปให้หมด ไม่ให้ยึดแม้กระทั่งองค์หลวงพ่อฯเอง ซึ่งวิธีแบบฉับพลันของหลวงพ่อนี่แหละได้ทำลายมายาบัญญัติที่หลายคนเข้าไปติดขัดข้องคามาแล้วมากมาย

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะพูดสัจธรรมได้นั้น ต้องแจ้งซึ่งสัจธรรมแล้วและได้ รับอนุญาตจากหลวงพ่อก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะมามั่วเขียนหากินได้เหมือนในระบบสติปัฏฐาน (การเผยแพร่สื่อสัจธรรมนั้นห้ามขายครับ เพราะได้มาฟรี อีกอันที่น่ากลัวคือเดี๋ยวลงนรก) เพราะหากใครยังไม่แจ้ง เวลาพูดสัจธรรมออกไปแล้วมันจะต้องคิด ต้องปรุง ต้องศึกษาก่อน เป็นการสร้างมายาซ้อนขึ้นมาในใจของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดธรรม สัจธรรมนั้นผู้รับสาร เมื่อได้รับสารแล้วก็จบตาม ดับตามได้ทันที และประโยคไหนที่เข้าไปตัดขั้วหัวใจนั่นแหละธรรมบรรลุที่หลวงพ่อให้รหัสนัยเอาไว้เฉพาะตัวของคนๆนั้น

ส่วนผู้ที่แจ้งแล้วซึ่งสัจธรรมนั้นไม่ต้องจดจำ ไม่ต้องศึกษาสัจธรรม ไม่ต้องค้นคว้าอ้างอิงอะไรอีกต่อไปเพราะสัจธรรมจะกลั่นกรองออกมาเองทุกครั้งที่มีเหตุให้ต้องพูดสัจธรรม ยิ่งพูดสัจธรรมมากๆตัวเองก็จะยิ่งสว่าง ยิ่งไร้ ยิ่งเข้าใจสัจธรรมมากขึ้น ยิ่งมองเห็นความยึดติดของผู้รับสารมากขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้พูดสัจธรรมได้ จะไม่มีหนังสืออะไรเอาไว้อ้างอิงเลยแม้แต่น้อย เพราะการตรงต่อสัจธรรมนั่นแหละเป็นเนื้อหาอยู่แล้วโดยตัวมันเอง การสื่อสารสัจธรรมจึงเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีการจดจำ ไม่มีหวนกลับไปตอกย้ำอะไรอีก ไปสังเกตได้เลยว่าเวลาสนทนาธรรมกับหลายๆท่านที่หลวงพ่ออนุญาตให้พูดสัจธรรมได้นั้น เราจะคลาย โล่งโปร่งเบา นี่แหละคืออานุภาพแห่งสัจธรรมแท้ ที่ไม่เนื่องด้วย ตัวตน บุคคล เราเขา การได้ฟังสัจธรรมตรงๆ ไม่ว่าจากใครก็มีสิทธิ์จบกันได้หมดทุกคน

ด้วยเหตุนี้สัจธรรมของหลวงพ่อฯจึงไม่อ้างอิงบัญญัติเก่าๆในระบบวิปัสสนา แม้แต่น้อย ก็เพราะบัญญัติเหล่านั้นมันถูกใช้จนช้ำ จนเน่า จนคลุมเครือไม่ชัดเจน มีหลากหลายความหมาย ความเห็นแตกต่างกันไป ซึ่งผิดกับลักษณะของสัจธรรมที่มีความเด็ดขาด ชัดเจน ฉับพลันทันที ไม่มีขั้นมีตอน ไม่มีลีลาอะไรให้น่าเหนื่อยหน่ายทั้งสิ้น

ดังนั้นระบบบัญญัติน่ะโยนทิ้งไปได้เลย เพราะนิพพานมันนอกเหนือบัญญัติอยู่แล้ว ศึกษาไปก็เสียเวลาหลงไปบนมายาเปล่าๆ

No comments:

Post a Comment