Saturday, February 9, 2013

สมดุลแห่งสสารและพลังงานของโลกธาตุ ตอนที่ 4: อัตตา story

สำหรับบทความตอนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับอัตตาล้วนๆ ส่วนใครที่เถียงกันว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาก็จะได้ไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป จะตอบให้หมดเกลี้ยงหายสงสัย เข็ดเขี้ยวกันไปข้างนึง ส่วนถ้าจะเถียงจะแถอีก มันก็เรื่องของมรึง...กรูไม่เกี่ยว 555

อัตตา คือ การยึดเกาะในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมอันเป็นอนิจจังทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นตัวเอง เป็นสภาวะของตน อัตตาจึงไม่ใช่ความเที่ยงแท้แน่นอนอย่างที่บางวัดตีความเอาว่านิพพานเป็นอัตตา ไม่รู้จริงอย่ามั่ว เดี๋ยวได้ลงนรก

ยกตัวอย่างง่ายๆ เห็นคนที่แต่งตัวหรูดูดีไหมครับ คนเหล่านี้ดูดีขึ้นมาได้ก็เพราะของแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆที่เขาสร้างแบรนด์มาอย่างดี โฆษณาประทับในสัญญาคนหมู่มากมาแล้วว่าหรูหรา ไฮโซ คนใส่จะไฮโซจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่พอสวมใส่เข้าไปมันก็จะดูดีขึ้นมาทันที เพราะคนมองก็มองแล้วก็ไปค้นหาสัญญาที่เคยดูโฆษณามาแล้วก็ปรุงไป อืม...หรูว่ะ 555 หลงทั้งนั้น ไปดูจริงๆดิ ตัวตนของไอ้คนนั้นมันก็คือของแบรนด์เนมหลายชิ้นที่อุปโลกน์สร้างภาพขึ้นมา แล้วนำมา mix and match นั่นแหละ ต่างจากแฟรงเกนสไตน์ตรงไหน ดูทะลุเข้าไปก็ไม่มีอะไรเดี๋ยวก็เน่าตายเหมือนกันทั้งนั้น

เช่นเดียวกัน เราก็ยึดว่าร่างกายนี้เป็นของเรา ยึดในสภาวะกายธาตุ ธรรมารมณ์ นิวรณ์ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลว่าเป็นของเรา เป็นตัวเรา เราเป็นคนเจ้าอารมณ์ก็เพราะยึดเอาอารมณ์โกรธเป็นของเรา เราขี้บ่นก็เพราะเราคับแคบในตัวเอง ทิฏฐิมานะในตัวเอง ตอกย้ำสภาวะเดิมๆที่เป็นอนุสัย ทั้งๆที่จริงๆแล้วสภาวะทั้งหลายนั้นก็ไม่มีตัวตนจริง เสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว พอแยกสลายไปหมดก็ไม่ใช่อะไร ไม่ต่างจากขี้ดิน แต่ที่มันต่อเนื่องเป็นอัตตาได้ก็เพราะไปตอกย้ำเสริมแรงตัณหามันเข้าไปนั่นเอง

ทุกอย่างนั้นอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์อยู่แล้วนิรันดร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วตลอด ไม่มีเวลาไหนเลย ไม่มีใครเลยที่จะไม่ตรงต่อสัจธรรม เพราะนิพพานนั่นแหละเป็นที่มาของคุณสมบัตินี้เต็มๆ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดไม่มีเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นปวงสัตว์ทั้งหลายก็ไม่ต้องมึนงงไป มรึงนั่นแหละนิพพานอยู่แล้ว เลิกหลงเสียที 555

ต้องใช้คำว่า "หลง" นะจ๊ะ เพราะสังสารวัฏเกิดได้ก็เพราะ "หลง" ว่าตัวเองมีตัวตน แล้วก็หลงไปทำกรรม หลงไปรับวิบากกรรม หลงว่ามีความเห็นความหมาย หลงว่าสิ่งที่ตนเห็นนั้นเห็นจริง หลงว่าสิ่งที่ตนได้ยินนั้นได้ยินจริงๆ หลงว่าตัวเองทุกข์ก็เลยต้องดิ้นรนจะพ้นจากทุกข์ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ตัวเองก็ไม่มี มันหลงไปทั้งนั้น อะไรๆก็หลงๆๆๆๆ ไปหมดจนกลายเป็นอัตตาขึ้นมาบังอนัตตาที่มันอนัตตาอยู่แล้วตลอด แล้วทีนี้จะทำอีท่าไหนให้ออกจากความหลงเล่า เพราะแค่เริ่มทำความเพียรก็หลงแล้ว

อัตตานั้นเริ่มจากการไปยึดเกาะมโนธาตุว่าเป็นสภาวะรับรู้ของตนเอง จึงปรุงแต่งว่ามันเป็นเรา แล้วก็เกิดเป็นจิตขึ้น ก็คือสังสารวัฏภายใน พอยึดว่าจิตเป็นเราแล้ว ทีนี้ที่เหลือก็เกิดตามมาจนครบวงจรปฏิจจสมุปบาท หรือวงจรสังสารวัฏ แล้วเกิดเป็นสังสารวัฏภายนอกตามมา

เมือยึดจิตว่าเป็นเราแล้ว มันก็ยึดกายว่าเป็นเราอีกนั่นแหละเพราะไปรับรู้ผ่านทางผัสสะ อายตนะว่า "เรา" เจ็บ "เรา" อึดอัด คับข้อง ซ้อนตัวเราลงไปทุกสภาวะที่ผ่านมากระทบ พอไปยึดสภาวะต่างๆเหล่านี้เพียงไม่กี่สภาวะว่าเป็นตัวเราก็เลยเกิดเป็นความคับแคบในสภาวะขึ้นมา พอคับแคบ จำกัด บีบคั้น มันจึงต้องดิ้นหนี ดิ้นสู้อันเป็นสามัญลักษณะของสัตว์ คือดิ้นรนตลอดไม่รู้จบ ดิ้นหาสภาวะหรือ "ตัวช่วย" ที่จะช่วยให้"ตัวเอง"คลายออกจากสภาวะทุกข์หรือความเสื่อมของสภาวะทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว หารู้ไม่ว่าเพียงแค่คลายตัวมันเองออกจากการยึดในสภาวะนั้นๆ มันก็พ้นทุกข์แล้ว

การยึดเกาะในสภาวะต่างๆกลุ่มหนึ่งว่าเป็นตัวเราเป็นของเรานั้นต้องใช้พลังงานครับ พลังงานที่ว่านี้ก็คือพลังงานกรรมที่มาในรูปของตัณหา(พลังดูด) และวิภวตัณหา(พลังผลัก)นั่นเอง

ดูภาพประกอบ

อธิบายภาพประกอบ: การยึดเกาะสภาวะที่ไม่ใช่อะไร ทั้งหมดทั้งมวลเข้าด้วยกันก็เลยเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมา

ซึ่งตัณหาคือการดึงดูดสิ่งที่ต้องการเข้ามาหาตัว อย่างที่สอนกันให้สร้างภาพในใจเพื่อดึงดูดสิ่งต่างๆที่ต้องการเข้ามาในชีวิต เพื่อให้ประสบความสำเร็จนี่ก็เป็นการเจริญตัณหาครับ ถือเป็นเดรัจฉานวิชาแบบหนึ่ง เรียกว่าความลับแห่งเดรัจฉานวิชาก็ได้ 555

ส่วนวิภวตัณหานั้นเป็นพลังผลักสิ่งที่ไม่ต้องการหรือเกลียดชังออกไป ซึ่งทั้งตัณหาและวิภวตัณหานั้น ล้วนเป็นพลังงานที่พุ่งไปยึดทั้งสิ้น คือ ยึดจะเอา ยึดจะไม่เอา ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการ "หลงให้ค่า" ในสิ่งต่างๆที่มันไม่มีค่าอะไรจริงอยู่แล้ว

การเข้าไปยึดในสภาวะต่างๆนั้น ต้องใส่พลังงานเข้าไปตลอดเวลา ยิ่งยึดมาก ก็ยิ่งต้องใส่พลังงานเข้าไปมากเพื่อที่จะยึดให้อยู่ เพราะสภาวะทั้งหลายนั้นมันอนิจจัง ทุกขัง คือเปลี่ยนแปลงและเสื่อมไปตลอดเวลา การเข้าไปยึดสภาวะต่างๆก็ไม่ต่างอะไรกับการไล่จับเงา หรือความพยายามที่จะยึดสว่านที่หมุนสั่น(เกิดดับ)ด้วยความเร็วให้มันนิ่งไม่สั่นไหว หรือเหมือนใช้มือโอบอุ้มน้ำให้อยู่ในมือตลอดไปนั่นแหละครับ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นเมื่อยึดมากๆมันก็เหนี่อย เมื่อยึดไม่ได้ก็ทุกข์ ผิดหวังขัดเคือง ก็ไอ้ที่ชอบร้องเพลงบ่นๆว่าเหนื่อยใจไม่อยากทวงถามนั่นแหละ ก็เพราะมันยึดไม่อยู่ไง มันเลยท้อ เลยเหนื่อย แล้วก็ไปหนีหาสิ่งอื่นเพื่อยึดเหนี่ยวแทน ก็ไอ้ธรรมะทั้งหลายที่สอนๆกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็มาอีหรอบนี้แหละครับ ยึดทางโลกไม่ได้ใช่ไหมลูก งั้นก็มายึดท่างธรรมแทนสิโยม แทนที่จะสอนให้ปลงไม่ต้องยึดอะไร ถ้าจะสอนให้ยึดแบบนี้อย่าสอนดีกว่า เพราะสรรพสัตว์มันก็ยึดกันจนช่ำชองอยู่แล้ว เป็นพระแต่สอนยึดนี่ไม่อายสัตว์มันบ้างหรือไงเล่า

ถ้ายึดมากๆ หรือวนเข้าไปใช้จิตมากๆ รังสีจิตจะมืดสิครับ เพราะโดยธรรมชาติของการเกิดมโนกรรม เวลาที่ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนจิตเพื่อก่อกรรม ก็จะต้องดูดพลังงานโดยรอบเข้าไปใช้งาน ทำให้รังสีจิตออกมามืดๆทึมๆ เกิดความตึงเครียด เพราะมันผิดธรรม หรือพูดง่ายๆคือทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นกรรมหรือสังสารวัฏ ล้วนผิดธรรมชาติทั้งนั้น จึงก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคืองในอัตตาในตัวตนอยู่ตลอด ก็ไอ้พวกไปพิจารณาธรรม วิตก วิจัย วิจารณ์ ดูจิต ดูใจ เจริญสติน่ะ มึดทั้งนั้น พิจารณานิดเดียวก็วนเข้าไปแล้ว เพราะไปเจตนาบังคับจิตที่มันก็อนัตตาอยู่แล้ว ไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์ทีไรก็มืดตลอด สอนให้มึดมันก็มืดล่ะวะทำไงได้เล่าพระอาจารย์ขอรับ

ส่วนรังสีจิตของมโนธาตุ(ธาตุรู้)แห่งเนื้อหาอริยะนั้นจะเป็นสีขาวสว่างจ้าไปทุกทิศทาง ก็เพราะไม่มีเจตนาไปขับเคลื่อนในการดำริจิต จึงไม่มีการดึงพลังงานเข้าไปใช้ในการบังคับจิต ทุกอย่างเกิดเองเป็นเอง เกิดการถ่ายเทพลังงานโดยธรรมชาติแห่งธาตุธรรม มีสิ่งใดมากระทบก็คลายพลังงานที่มากระทบนั้นออกไปทันที ไม่ติดขัดข้องคาในความเป็นอัตตา รังสีจิตจึงกลับมาสว่างเอง ซึ่งความสว่างนี้เป็นคุณสมบัติเดิมแท้แห่งมโนธาตุที่สว่างประภัสสรโดยตัวมันเองอยู่แล้ว

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปยึดเกาะในสภาวะที่ปลี่ยนแปลงและเสื่อมโดยตัวมันเองตลอดเวลา ก็คือมันจะส่งผลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความรู้สึกลึกๆว่าว้าเหว่ วังเวง เหนื่อยหน่าย หงุดหงิด รำคาญ ตึงเครียด เพราะมันเกิดเป็นอัตตาขึ้นมาในสภาพอันอนิจจังนั้น ก่อให้เกิดนาม รูป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่แน่นอน เอาแน่อะไรไม่ได้ สภาวะอารมณ์ต่างๆมันก็วูบวาบสับสนเหมือนผีเข้าผีออก จะยึดอะไรก็ยึดได้ไม่นานมันก็ทุกข์อีก เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนที่สุดแม้ยังไม่ตายก็จะกลายเป็น "วิญญาณหลงทาง" ไปจริงๆ คือหลงวกวนอยู่กับโลกที่มันปรุงแต่งไปบนสมมติที่ไม่มีจริงทั้งนั้น ถ้าใครปัญญาแก่รอบพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอันนี้ ผู้นั้นก็จะเริ่มแสวงหาความพ้นทุกข์ แต่ถ้าใครยังมีบุญเหลือพอแถมปัญญามืดทึบก็จะดิ้นรนหาที่ยึดเกาะต่อไปได้อีก ก็จะว่ายเวียนในสังสารวัฏไปเรื่อยๆจนกว่าบุญจะหมดแล้วเจอทางตันนั่นแหละ ถึงได้เข้าเงื่อนไขแรกของอริยสัจสี่คือ ทุกข์นั่นเอง

ทั้งหมดทั้งมวลแห่งความยึดติดนั้นไม่สามารถคลายออกได้ด้วยการเจริญสติ เพราะเจริญสติเป็นมรรควิถีที่มุ่งวางสิ่งที่ถูกรู้ วางสิ่งที่ถูกพิจารณา แต่ไม่วางจิตเอง ทั้งยังหันเข้าไปยึดในจิตให้เหนียวแน่นขึ้นกว่าปกติ มันก็มีแต่มืดทึบอยู่อย่างนั้น เป็นตัวเองโด่เด่อยู่อย่างนั้น เหงาไหมล่ะจ๊ะตะเองอิอิ

การที่จะคลายออกจากความยึดติดได้ก็ต้องคลายออกจากการยึดจิตตรงๆ ซึ่งมันไปปฏิบัติเอาไม่ได้ ก็เพราะการปฏิบัติคือเจตนาในการบังคับจิต ยึดจิต ซึ่งมันก็คือเกิดตัณหาในการใช้จิต ยึดจิตนั่นแหละ มันก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งกับสภาวะจิตแบบไหนอย่างไร ไม่อะไรกับสภาวะธรรมแบบไหนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แค่นี้มันก็ตัดตัวตนที่ซ้อนลงไปบนจิตบนสภาวะธรรมทั้งหลายแล้ว มันก็จะหมดหลงหมดอัตตาซ้อนไปเอง พลังงานกรรมที่มุ่งเข้าไปยึดก็จะคลายออกเอง

เมื่อคลายออกจากความยึดติดในจิต ความเป็นอัตตาตัวตนก็คลายออกด้วย นี่แหละครับที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงใช้คำว่า คลายตัวมันเอง ยิ่งคลายยิ่งสว่าง(รังสีจิต) ไม่ใช่ไปเจริญเอา ไม่ใช่การไปทำเอา

การคลายตัวมันเองนั้นก็จะทำให้เกิดการใช้พลังงานกรรมน้อยลง การถ่ายเทพลังงานทั้งหลายก็จะเริ่มเป็นไปโดยธรรมชาติของมันเองมากขึ้น ไม่มีใครเข้าไปบังคับอะไร มันก็จะไม่มีใครขัดเคืองอะไรจากพลังงานกรรมส่วนเกินนั้น มันจึงโปร่งโล่งเบาไปเอง ต่อเมื่อหมดการยึดเกาะในสภาวะใดๆจริงๆแล้วนั่นแหละก็จะไร้ตัวตนในอะไรๆจริงๆ การกระทำทั้งหลายก็จะเหลือเพียงกิริยา แต่ไร้เจตนา แต่คนภายนอกก็จะมองพระอรหันต์เหมือนคนปกติทั่วไป เพราะท่านก็หัวเราะได้ ด่าได้หมด (พระอรหันต์ไม่ใช่ผักนะโว้ย) ก็เป็นการใช้ทิฏฐิและทัศนะในการมองและตัดสินท่านตามวิสัยของปุถุชน ยิ่งทิฏฐิมาก โลกียปัญญามาก ก็ยิ่งบังมาก ดีไม่ดีเผลอไปวิพากษ์วิจารณ์เข้าอีก ทีนี้กรรมบังยาวซวยชนิดที่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะเมื่อไหร่ที่ทิฏฐิปัญญาบังก็ยากที่จะรู้ตัวแล้ว รอให้คางเหลืองก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วย 555

ในความป็นจริงแล้ว อัตตาก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เหมือนกัน คือเสื่อมโดยตัวมันเอง ถ้าไม่ดันทุรังมากๆ เดี๋ยวมันก็คลายออก แต่ถ้ายังหลงดันทุรังอยู่ก็จะออกมาประมาณเสริมสร้างกำลังใจ ให้กำลังใจ คิดบวกอะไรไปนั่น เพื่อเสริมแรงยึดให้มันเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น ตัณหาทั้งนั้นรู้เอาไว้ซะด้วย

สัจธรรมจึงมีขึ้นเพื่อล้างความหลง เลิกหลงจะได้หมดตัณหาในการดิ้นไปให้เป็นอัตตา แต่ถ้ายังไม่หมดหลงมันก็จะตอกย้ำอัตตาต่อเติมความหลงไปได้เรื่อยๆนั่นแหละ ทั้งๆที่ความหลงและอัตตาก็เสื่อมโดยตัวมันเองเหมือนกัน แค่ปล่อยแค่ปลงเท่านั้นแหละมันก็คลายออกแล้ว

ส่วนพวกที่บอกว่านิพพานเป็นอัตตา ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วยังตะแบงพูดแบบเดิมอยู่ ก็ลองไปให้สุดทางของตัวเองก่อนนะ จะได้รู้เองว่าทุกอย่างเป็นแบบที่บอกเอาไว้ไหม พิสูจน์เองเลย ไม่สอยตอนอัตตาแข็งๆหรอกเปลืองแรง

แต่ขอโทษ....ไม่อยู่รอหรอกนะ ปล่อยให้วังเวงอยู่กับตัวเองไปเรื่อยๆนั่นแหละ 555

No comments:

Post a Comment