Thursday, February 7, 2013

ความเป็นจริงแห่ง อริยสัจ 4 ตอนที่ 3

อริยมรรคนั้นมี 8 ข้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพียงแค่ไม่ต้องไม่ตั้งตัวตนลงไปในกายธาตุ จิตธาตุ องค์มรรคทั้ง 8 จะครบถ้วนสมบูรณ์อยู่เองแล้วโดยไม่ต้องเข้าไปแยกเจริญ แยกดำเนินเป็นข้อๆครับ

อริยมรรคมีองค์ 8 นั้นประกอบไปด้วย

สัมมาทิฏฐิ คือเป็นทิฏฐิที่เกิดขึ้น "หลัง" นิโรธ เป็นทิฏฐิที่ปลอดจากความหลงโดยสิ้นเชิง ตรงเนื้อหาสัจธรรม สัมมาทิฏฐิจึงเป็นเหมือนเครื่องที่ใช้ในการบ่งชี้ว่า สิ่งไหนที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งไหนเป็นไปเพื่อความดับ ไม่ต่อเติมเสริมแต่งให้เกินความจำเป็น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการละตัวละตนจริงๆ สัมมาทิฏฐินั้นเกิดเองเป็นเองเมื่อมีการกลั่นกรองสัจธรรม หากเรียบไร้เมื่อไหร่ สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีครับ ว่างไปหมด

สัมมาสังกัปปะ คือ โลกุตระปัญญา ปัญญาอันเกิดขึ้นจากความว่าง เป็นปัญญาที่ไร้ตัวตนเข้าไปเจริญหรือดำเนิน เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากเนื้อหาสัจธรรม ซึ่งจะกลั่นกรองและสลายอัตตาตัวตนให้หมดไป ปัญญาชนิดนี้ไม่ต้องจำ ไม่ต้องศึกษาเอาครับ รู้เองเป็นเอง อัตโนมัติฉับพลัน ใช้เสร็จก็ดับไป

สัมมาวาจา คือ การพูดแต่พอดี พูดให้ผู้ฟังดับความลังเลสงสัย พูดเพื่อเกื้อกูลต่อการงานต่างๆเท่าที่จำเป็นให้ดำเนินไปได้ ไม่ใช่การพูดกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น หรือสนองกิเลสใคร สัมมาวาจาเกิดเองเป็นเองเพื่อสะท้อนเหตุและปัจจัยแต่พอดี โดยไม่ต้องมีตัวตนเข้าไปคิดว่าจะพูดโต้ตอบอะไรถึงจะดี ดังนั้นสัมมาวาจาไม่ใช่การพูดจาดี พูดจาสุภาพนะครับ คนละเรื่องกัน

สัมมากัมมันตะ คือ ความประพฤติที่พอเหมาะพอสมกับเหตุปัจจัย อันเกิดจากการละเว้นจากเจตนาในกรรมทุกชนิด มันเป็นไปเองเมื่อเรานอกเหนือปรากฏการณ์สภาวะต่างๆ นอกเหนือจิตเมื่อไหร่ มันก็จะนอกเหนือพฤติกรรมไปเอง

สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพแต่พอเหมาะ ไม่ก่อให้เกิดเป็นความหลงวกวนในสังสารวัฏแก่ผู้อื่น สัมมาอาชีวะไม่ได้หมายถึงทำอาชีพสุจริตเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะนั่นก็ยังไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริง แต่หมายความถึงการทำงานทำการทุกอย่างแบบไม่อะไรกับอะไร ไม่เผื่อเหลือเผื่อขาดจนเกินไป ทำเพื่อเพียงเกื้อกูลโลก เกื้อกูลสังสารวัฏ เกื้อกูลธาตุขันธ์เท่านั้น เพราะผู้ที่ตรงเนื้อหาอริยะแล้ว อริยทรัพย์จะมีมาจุนเจือไม่ให้ขาดตกบกพร่องไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องดิ้นรนเบียดเบียนไปตามวิถีสัตว์โลก เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป

สัมมาวายามะ คือ ความเพียรที่พอเหมาะพอดี ในการทำงานเพื่อเกื้อกูลสงเคราะห์ธาตุขันธ์และผู้อื่น แต่ไม่เพียรไปเพื่อสนองตัณหาความอยากได้อยากมีของตน เพราะแม้จะเพียรได้มาโดยสุจริตมันก็เบียดเบียนทั้งนั้น อะไรที่เกิดจากอัตตาตัวตนนี่เบียดเบียนหมดครับ

สัมมาสติ คือ สติที่เกิดเองเป็นเองตามสภาวะธรรมเปล่าๆของมันเอง โดยไม่มีตัวเราเข้าไปบังคับหรือเข้าไปทำเข้าไปปฏิบัติให้มันเกิด สติลักษณะนี้คือสติแห่งอริยะ เกิดจากการปลงจิต ปลงใจ ไม่อะไรกับการรู้การเห็น ไม่ซ้อนเข้าไปในรู้ ไม่ซ้อนเข้าไปในเห็น หมดตัวหมดตนซ้อนลงไปบนกายธาตุ จิตธาตุเมื่อไหร่ มันก็จะเป็น สัมมาสติไปเอง

สัมมาสมาธิ คือ สมาธิหรือความสงบ อันเป็นผลจากการงดเว้นที่จะเข้าไปเกาะเกี่ยว ยึดเหนี่ยวในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมอันเป็นอนิจจังทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ความสงบจากการเข้าไปทรงเข้าไปดำรงหรือเข้าไปเกาะกุมอยู่กับอารมณ์ใด หรือทรงในสภาวะใดเพื่อให้เกิดเป็นสมาธิ

ผู้ที่มีเนื้อหาอริยมรรคนั้นไม่ใช่การดำเนินไปเพื่อเป็นคนดีนะครับ แต่อริยมรรคคือขั้นตอนการสำรอกวิบากกรรมเก่า ละเจตนากรรมใหม่ เลิกเอาตัวตนซ้อนลงไปในกายธาตุ จิตธาตุ ดังนั้นวิบากกรรมเก่าที่ดีบ้างไม่ดีบ้างก็จะสำรอกออกมาหมด กรรมอนุสัยที่ไม่ดีก็จะแสดงตัวออกมาเพื่อล้างสลายคลายไป ไม่ใช่การดัดจริตดำเนินมรรคเพื่อที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ อย่าเข้าใจผิด แต่อริยมรรคเป็นไปเพื่อให้เรานอกเหนือกายใจ นอกเหนือสภาวะ ปรากฏการณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีจะเลวก็ยังไม่ใช่ครับ จะเอาเกณฑ์นี้ไปตัดสินไม่ได้

ส่วนการดำเนินมรรคโดยข้ามขั้นนิโรธ หรือการดำเนินมรรคโดยเอาความเป็นปุถุชนเข้าไปดำเนินโดยตรงนั้น จะก่อให้เกิดผลแบบนี้ครับ

มิจฉาทิฏฐิ คือ เป็นทิฏฐิที่ยังมีความหลงเจือปน ว่าเป็นเราเป็นเขา(สักกายทิฏฐิ) มีตัวเราเข้าไปเจริญ เข้าไปดำเนิน เข้าไปสงบ เข้าไปฟุ้งซ่าน เข้าไปจัดการ มีตัวมีตนเข้าไปถือศีล (สีลัพตปรามาส) มีเรา มีนิพพาน มีกิจที่ต้องทำให้มันจบ ทั้งๆที่โดยสัจจะความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีอะไรเลย มันจบอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้าไปทำให้มันจบก็จบอยู่แล้ว

ส่วนข้อที่เหลือนั้นก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้ตัวนั่นแหละครับ คือ

มิจฉาสังกัปปะ คือ หลงใช้โลกียะปัญญาในการคิดพิจารณา วิจัย วิจารณ์เนื้อหาสัจธรรม มันจึงหลงแง่หลงมุมหลงทิฏฐิ ยึดติดในความเป็นธรรมคู่และบดบังสัจธรรมแท้โดยตลอด ปัญญาลักษณะนี้เป็นปัญญาบนความหลงครับ ไม่เคยให้สัจธรรมความเป็นจริงกับใคร

มิจฉาวาจา คือ พูดจาวกวนให้คนหลงยึดติด แม้จะพูดดีก็เถอะ แต่ถ้าพูดแล้วไม่จบ พูดแล้วไม่ดับ พูดธรรมไปบนทิฏฐิตน พูดบนปัญญาหลงผิด พูดเกินเลยความพอดี พูดไปเพื่อความฟุ้งซ่านรำคาญแก่ผู้อื่น พูดออกมาจากอัตตาตัวตน เหล่านี้ถือว่ามิจฉาวาจาทั้งนั้น มีตัวตนในการพูดเมื่อไหร่มันก็สร้างแต่กรรมนั่นแหละครับ

มิจฉากัมมันตะ คือ การหลงเข้าไปประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี เพื่อหวังว่าจะเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยลง เพื่อรักษาศีล เพื่อมรรคผลนิพพาน แต่การมีตัวตนเข้าไปประพฤติเพื่อผลบางสิ่งบางอย่างนั่นแหละคือการเบียดเบียนตนเองแบบไม่รู้ตัว เป็นตัณหาเบียดเบียนตัวเองที่แนบเนียนจนไม่รู้สึก ก็เข้าไปทำเพื่ออะไรเล่าถ้าไม่ใช่ความอยากดี

มิจฉาอาชีวะ ก็ดันไปแปลว่าอาชีพชอบไง มันก็เลยทำทุกอาชีพได้หมดเลย การตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักเขียน นักข่าว ฯลฯ พูดง่ายๆคือ อาชีพของปัญญาชนน่ะ มันสนองแต่กิเลส ตัณหา อัตตาตัวตนและความหลงทั้งนั้น มันจะเป็นสัมมาอาชีวะได้อย่างไร มันไม่ใช่อาชีพแต่มันเป็นกรรม

มิจฉาวายามะ คือ ความเพียรอย่างหักโหม จดจ่อเคร่งเครียดแบบไม่ลืมหูลืมตา เป็นความเพียรบนตัณหาเพื่อความสำเร็จทางโลกหรือทางธรรม ซึ่งก็ล้วนเป็นมายาทั้งนั้น ความเพียรจริงๆนั้น ก็แค่ทำงานให้จบก็จบกัน ตอบสนองตามเหตุปัจจัยอย่างพอดี ไม่ใช่หวังว่าจะกำไร 4-5 เท่า หรือเพียรสั่งสมเพื่อให้ตัวเองสุขสบาย หรือเพียรเพื่อบรรลุธรรม ก็ถูกตัณหาขี่คออยู่ตลอดจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมได้อย่างไรเล่า

มิจฉาสติ คือ สติที่หลงเอาตัวเอาตนเข้าไปทำ เข้าไปปฏิบัติ เข้าไปเจริญสติ ทั้งๆที่พระพุทธองค์ก็บอกอยู่แล้วในไตรลักษณ์ว่า ทุกอย่างมันไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว(อนัตตา) สติแบบที่ทำเอาก็เลยลุ่มๆดอนๆ ไม่ทำก็ไม่เกิด ไม่ฝึกก็ไม่ชำนาญ พอเกิดสติแล้วก็ละตัวละตนไม่ได้ เพราะความหลงมันเชิดให้หลงดูหลงรู้อยู่ ก็เพียงแค่ไม่ต้องเท่านั้นแหละ มันก็หมดตัวตนซ้อนลงไปในสติเองตรงนั้นเดี๋ยวนั้น

มิจฉาสมาธิ คือ สมาธิหรือความสงบที่หลงเอาตัวตนเข้าไปทรง เข้าไปดำรง เข้าไปยึดเกาะสภาวะใดสภาวะหนึ่ง หรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพื่อให้เกิดเป็นความสงบ เป็นสมาธิที่มีอัตตาเข้าไปดำเนิน

จะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อมี "ตัวตน" เข้าไปเจริญ เข้าไปดำเนินอริยมรรค ผู้ปฏิบัติจะต้องแยกทำเป็นข้อๆ ผู้ที่เข้าไปดำเนินก็จะติดขัดข้องคาอยู่กับวิธีปฏิบัติ ขั้นตอน การใช้จิต การใช้ปัญญา การวิตก วิจัย วิจารณ์ การเข้าไปวนเวียนในธาตุขันธ์ ซึ่งก็คือการเกิดสังสารวัฏภายในโดยตรง พูดง่ายๆคือไปดัดจริต "ทำ" แล้วมันจะเป็น "อริยะ"มรรคได้อย่างไรเล่า?

ผลที่ตามมาจากการเอาตัวตนเข้าไปกระทำอริยมรรคนั้นก็คือ อาการอึดอัดขัดเคือง ความวุ่นวายสาละวน ความสับสน ความฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย หนักแน่นกดทับ ท้อแท้ เดี๋ยวเหนื่อยเดี๋ยวอยาก เกิดทุกข์ซ้อนลงในธาตุขันธ์ เป็นตัณหาอุปาทานในธรรม วกวนในการเช็คสภาวะธาตุขันธ์ของตน แล้วมันไปละตัวละตนได้ตรงไหน? เพราะที่ทำลงไปก็คือการกดอาการเอาไว้ทั้งนั้น เป็นคนที่ดีขึ้นเหรอ? มันก็ยังไม่ใช่

การเจริญอริยมรรคที่แท้จริงนั้นก็คือการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดำเนินไปโดยธรรมของมันเอง โดยปราศจาก "ตัวเรา" เข้าไปแทรกแซงหรือบังคับสภาวะให้มันเป็นไปตาม "เจตนา" ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นไปโดยมี "เรา" หรืออัตตาตัวตนเข้าไปจัดสรรนั้น ล้วนไม่พอดีทั้งนั้น คือไม่ขาดก็เกินตลอด อริยมรรคของจริงจึงโปร่งโล่งเบา เพราะเป็นการงดเว้นเข้าไปแทรกแซงสภาวะธาตุ สภาวะธรรมทุกชนิด ปล่อยให้มันเกิดเองเป็นเอง อย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านบอกอยู่เสมอว่าคลายตัวมันเอง ยิ่งคลายยิ่งสว่าง นั่นแหละคือรหัสนัยแห่งอริยมรรค

สัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้นสามารถให้ผลเป็นการพ้นทุกข์ได้ฉับพลันทันทีเมื่อเข้าใจในสัจธรรมครับ ไม่ต้องพากเพียรกันสิบยี่สิบปี ทุกข์ทรมานกับการปฏิบัติแบบมาราธอนเหมือนที่ทำผิดๆกันอยู่ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ที่ยังยึดติด ล้วนคิดไปเองว่า ถ้าไม่พากเพียร นิพพานก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สูงส่ง ก็ถ้ายังให้ "ค่า" กับอะไรๆอยู่แล้วมันจะนิพพานได้ยังไงเล่า ก็เพราะนิพพานนั้นพ้นจากมายาสมมติทั้งหมดอยู่แล้ว นิพพานนั้นไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไร เป็นการคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่เรียบง่ายและสามัญอย่างที่สุด คือความไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแม้แต่อย่างเดียว และนิพพานก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้วิเศษครับ หลงเข้าใจกันไปเองทั้งนั้น

ลองพิจารณาดูก็แล้วกันว่า พระพุทธเจ้าท่านมาเพื่อพาเราให้พ้นทุกข์ ออกจากโมหะอวิชชา ความหลง แล้วพระองค์ท่านต้องการให้เราเจริญอัตตาอันเป็นทุกข์ก่อนที่จะพ้นทุกข์ เจริญไปบนความหลงก่อนที่จะหมดหลงแบบที่ทำๆกันอยู่ในปัจจุบันจริงๆหรือ?

ทำไมอริยมรรคที่ตีความเพื่อเข้าไปปฏิบัติมรรคให้ถึงนิพพาน จึงอธิบายขั้นตอนการบรรลุฉับพลันไม่ได้ ตัวต่อภาพที่หายไปหรือถูกละเลยเหล่านี้ ถูกบดบังด้วยคำสอนผิดๆ และการเอาตัวตนเข้าไปปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นภายหลังทั้งนั้น

ก็เพียงแค่เปิดใจฟังสัจธรรมตรงๆ ไม่ต้องคาดหวังอะไร เดี๋ยวโมหะอุปาทานมันก็จะคลายตัวมันเองออกมา โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปทำอะไรครับ ที่เหลือก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรไปนั่นแหละ อริยมรรคมีองค์ 8 ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์โดยตัวมันเอง โดยที่ไม่มีตัวเราเข้าไปดำเนินอยู่แล้ว

เมื่ออริยมรรคกลั่นกรอง(หรือที่ชอบเรียกกันว่าเจริญมรรค)ตนเองไปเรื่อยๆ ผู้นั้นก็จะค่อยๆ เรียบไร้จากตัวตนไปเอง สังสารวัฏก็หมดค่าไปเอง ถึงที่สุดแล้ว ก็จะได้รู้เองว่าทุกอย่างมันไม่มีอะไรจริงๆ ทุกอย่างที่เรารับรู้เป็นเพียงเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น ไม่มีความหมายอะไรที่แท้จริง แม้กระทั่งสัจธรรมเองก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อล้างความหลงของสัตว์โลกเท่านั้น จะไปยึดเอาก็ไม่ได้ ธาตุขันธ์ก็หมดความเป็นภาระลงไปเองเพราะปราศจากอุปาทานเข้าไปยึดติด

ทั้งหมดนี้คือรหัสนัยแห่งความพ้นทุกข์ที่แท้จริงในอริยสัจ 4 ครับ

No comments:

Post a Comment