Thursday, February 7, 2013

ความเป็นจริงแห่ง อริยสัจ 4 ตอนที่ 2

ซึ่งลำดับอริยสัจ 4 ที่ตีความแล้วนำมาปฏิบัติกับแบบผิดๆนี้เอง จึงทำให้นิพพานกลายเป็นเรื่องยาก ถึงโคตรยาก และกลายเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่เอาแต่หมกมุ่นกับเทคนิควิธีการและการปฏิบัติ จนเนื้อหาพระสัจธรรมนั้นเลือนหายไป เหลือเพียงความสาละวนกับกายกับจิต

นิโรธนั้นก็คือนิพพานนั่นแหละครับ ที่พระพุทธเจ้าทรงลำดับให้นิโรธเอาไว้ก่อนมรรคก็เพราะผู้ที่ได้ฟังสัจธรรมแท้นั้น พอคลายจากอุปาทานขันธ์ถึงจุดหนึ่ง เจตนาและอุปาทานที่ไปบังคับวิญญาณขันธ์ก็จะดับลง เจตสิกที่ไปเสวยอารมณ์ต่างๆตามอำนาจกรรมก็ดับลง ซึ่งพอมันดับลง ทุกธาตุขันธ์ก็จะกลายเป็นสภาวะธรรมเปล่าๆของมันโดยปราศจากการปรุงแต่งไปเอง แล้วก็ตรงต่อนิโรธหรือนิพพานทันที ผู้นั้นจะรู้สึกเหมือนมันว่างอยู่ข้างใน มีขันธ์ก็เหมือนไม่มี มันจะยิ่งกว่าสงบ ยิ่งกว่าสุข ไม่มีคำนิยามอะไรที่จะไปนิยามตรงนั้นได้ เพราะในขณะนั้น ทุกอย่างในโลกล้วนหมดความหมายลงโดยสิ้นเชิง (ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ก็เป็นเพียงผลที่สัมผัสได้จากนิโรธ ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดเอาได้) นี่คือสัญญาณที่ผู้ฟังสัจธรรมได้ก้าวพ้นโคตรปุถุชนสู่อริยภูมิแล้ว ได้ "แจ้ง"กับตัวเองแล้วว่านิโรธเป็นอย่างไร ผิดกับการไปเจริญมรรคตรงๆโดยข้ามขั้นนิโรธไปก่อน มันก็จะเป็นการเดินมรรคที่เลื่อนลอย ปฏิบัติไปตามยถากรรมของความเป็นปุถุชนโดยไม่รู้ว่านิโรธนั้นเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร มันก็หาจุดจบไม่เจอ นี่คือความวกวนที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมทั่วทั่ง 31 ภพภูมิ

ความดับไม่เหลือของเหตุแห่งทุกข์ นั้น ไม่ใช่ "การรู้แจ้งในนิโรธ นิพพาน"หรือรู้ถึงสภาวะนิพพานนะครับ นิพพานนั้นไป"รู้"เอาไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรให้รู้ แต่การแจ้งนั้น เกิดจากการที่โมหะอวิชชา ความหลงอัน "ปิดบัง" เราจากพระนิพพานนั้นดับลง สิ่งที่ปิดบังเนื้อหานิพพานที่มันนิพพานกันอยู่แล้วในทุกๆจิตญาณ ก็จะสว่างแจ้งเจิดจรัสประภัสสร สว่างไสวออกทุกทิศทางไปเอง ซึ่งขณะจิตที่เกิดขึ้นเพราะความหลงเข้าไปบังคับจิตนั่นแหละ ที่บดบังแสงสว่างแห่งเนื้อหาเดิมแท้เสียสิ้น ปุถุชนกับอริยะต่างกันเพียงแค่ "หลง" และ "หมดหลง" เท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่ที่พฤติกรรม ไม่ใช่ที่อะไรทั้งนั้น ยิ่งดับมากเท่าไหร่เนื้อหาเดิมแท้ก็จะยิ่งสว่างใสมากขึ้น ใสมากเข้าๆก็จะไร้ไปเลย

ส่วนผู้ที่บรรลุฉับพลันนั้นก็เพราะ ผู้นั้นมีบารมีมาก ปัญญาหรืออินทรีย์ต่างๆบริบูรณ์พร้อมในการแทงทะลุโมหะแล้ว เพียงได้ฟังสัจธรรมแท้ก็สามารถทะลวงออกจากโมหะได้ทันที ซึ่งการบรรลุแบบนี้ไม่ต้องเพียรครับ เป็นไปโดยฉับพลันจริงๆ

ผู้ที่ไม่ได้ผ่านการดับนิโรธก่อน แล้วเอาความเป็นปุถุชนไปเดินอริยมรรคนั้น ก็เป็นเพียงการเข้าไป "ประพฤติ" เลียนแบบอริยะเป็นข้อๆ แต่ภายในใจนั้นก็ยังสาละวนกับการทำกายทำจิตอยู่เหมือนเดิม

ความดับนิโรธหรือนิพพานนั้น เป็นเหมือน "ตัวอย่างทดลอง" ที่บุคคลผู้นั้นจะได้สัมผัสจริง เมื่อฟังสัจธรรมตรงๆ โดยปราศจากการดำริความนึกคิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ขึ้นมาบดบังเนื้อหาสัจธรรม และจะได้รับรู้ว่าสภาวะที่ไม่ยึดเกาะกับขันธ์ใดๆ และการปราศจากซึ่งขณะจิตอันเป็นตัวตนเข้าไปยึดกุมธาตุขันธ์ ไม่แม้แต่จะยึดเกาะกระทั่งวิญญาณขันธ์เหมือนที่ผ่านมานั้นมันเป็นอย่างไร มันว่างอย่างไร

ด้วยนิโรธที่มี "ลำดับ" มาก่อนมรรคนี้เอง ทำให้บุคคลผู้นั้น เกิดสัมมาทิฏฐิ อันเป็นข้อแรกของอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งแปลเป็นรอบที่ล้านได้ว่า มรรคแห่งอริยะ ไม่ใช่ปฏิบัติมรรคแล้วจะทำให้ใครเป็นอริยะ เรียกว่า "แจ้งก่อนถึงจะรู้" ไม่ใช่ "รู้แล้วแจ้ง" แบบที่คิดกันเอาเอง เพราะหากรู้แล้วไม่วาง วางตัวมันเองไม่เป็น มันก็ไม่แจ้งออกจากโมหะครับ

สัมมาทิฏฐิ คือ ทิฏฐิที่เห็นตรงต่อสัจธรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองภายหลังจากนิโรธ สัมมาทิฏฐินี้เกิดจากความหมดโมหะอวิชชาความหลงที่ครอบงำอยู่ เกิดขึ้นหลังจากบุคคลนั้นได้ละสักกายทิฏฐิ (ทิฏฐิว่าเป็นตัวตน) ลงแล้วในขั้นตอนนิโรธ  เป็นทิฏฐิที่หมดหลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งสัมมาทิฏฐินี้เองที่จะเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ ทำให้บุคคลนั้นสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือสัจธรรมและอะไรที่ไม่ใช่ อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ อะไรที่เป็นการดำเนินไปเพื่อความดับทุกข์ อันเป็นเครื่องมือที่จะนำทางไปสู่ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างแท้จริง

เปรียบเทียบง่ายๆครับ เวลาปุถุชนหรือสรรพสัตว์แก้ปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น จะใช้วิธีการสร้างปัญหาใหม่มาเพื่อให้ปัญหาเก่าหมดฤทธิ์ไปเองโดยไม่รู้ตัว แล้วเรียกวิธีนั้นว่าเป็นการแก้ปัญหา เป็นอย่างนี้ไปตลอดไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เพราะไม่ได้แก้ปัญหาโดยการละต้นเหตุซึ่งก็คือความหลง ว่าแล้วก็เอากรรมไปแก้กรรม มันก็เลยเหมือนหนูถีบจักร(วนเป็นสังสารวัฏ) คือถีบไปข้างหน้า เดี๋ยวไอ้ที่ทำไปก็จะกลับมาให้ผลอีก แล้วก็ต้องถีบไปข้างหน้าอีกไม่รู้จบ สรุปคือถีบจักรไปเรื่อยๆ แต่ตัวมันก็ไม่ได้ไปไหนจริง มัวแต่หลงสาละวนทำกรรมใช้กรรมไปเรื่อย ทั้งหมดทั้งมวลก็เพียงเพราะไม่รู้จักละเหตุแห่งทุกข์

แต่พอมาเจอสัจธรรมเข้าก็นิโรธ ดับโมหะทันที ซึ่งนิโรธนี่แหละครับเป็นจุดเปลี่ยนจากความเป็นสัตว์เป็นโคตรปุถุชน สู่เนื้อหาอริยะ นิโรธนั้นเปรียบได้กับการแหยียบเบรค พอจักรที่หมุนอยู่หยุดลง ทุกข์ก็คลายออกทันที ตื่นออกจากความหลงทันที ได้รู้ว่าตนเองกำลังมัวแต่ละเมอถีบจักรอยู่ สร้างเหตุแห่งทุกข์ให้ตนเองอยู่ตลอด นิโรธนั้นคือการรู้จักหยุดให้ตัวเองเป็น จบให้ตัวเองเป็น ไม่ใช่เอาตัวเองเข้าไปทำให้ทุกข์มันหยุดหรือจบ เพราะถ้ายังมีตัวตนก็ยังทุกข์อยู่วันยันค่ำ

อริยมรรคจึงเหมือนการใช้ยางลบครับ มรรคก็เดินไปบนพื้นฐานที่ลบอัตตาตัวตน เพราะนิโรธนั้นคือ ความดับลงแห่งความหลงว่าโลกนี้มีโลกนี้เป็น ตัณหาจึงดับ อุปาทานจึงดับตาม เมื่อตัณหาดับแล้วนี่จะเอาอะไรอีก ผู้ที่นิโรธแล้วจึงดูเหมือนคนไม่เอาอ่าวไม่เอาโลก เมื่อพิจารณาดูจากภายนอก ก็เพราะมันไม่มีอะไรให้เอา มันมีแต่สมมติ มีแต่ของปลอม และสังสารวัฏก็ไม่ใช่อื่นใดอีกนอกเสียจากการสร้างเหตุแห่งทุกข์ไปเรื่อยๆ เมื่อตัณหาในการพุ่งเอาหมดลง กิเลสก็เบาบางลงตามลำดับไปเอง ซึ่งอริยมรรคนี่แหละคือการลบตัวลบตนออกจากสังสารวัฏ ยิ่งลบก็ยิ่งหมด มันไม่ต่อไปข้างหน้าเหมือนตอนถีบจักร

นี่คือเหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตบอกว่าเนื้อหาแห่งพุทธะก็คือการจาคะนั่นเอง จาคะออกให้หมดใจ จาคะใจด้วยมันจะได้หมดจิตหมดใจ หมดความยึดติดในสรรพสิ่งทั้งหลาย เวลาทำอะไรก็ทำทิ้ง ไม่ต้องทำเอา เพราะเอาก็เอาไม่ได้ นี่คือรหัสนัยแห่งอริยมรรคครับ เป็นไปเพื่อการลบตัวลบตน ลบความยึดติดออกให้หมดเหมือนการใช้ยางลบ

บารมีทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงมีนั้น ก็เกิดจากการจาคะออกทั้งสิ้น ไม่ใช่การทำเอา แต่เป็นการจาคะออก สละออกจนหมดใจ ซึ่งถ้าจะทำเอาแบบปุถุชนนั้น บารมีจะเต็มช้าครับเพราะทำบารมีไปก็มีตัณหาความอยากในบารมีซ้อนเข้าไปอีก

ส่วนลำดับขั้นของอริยบุคคลนั้นไม่ได้วัดเนื้อหาอริยะนะครับ เป็นเพียงการบ่งบอกเนื้อหาปุถุชนที่เหลืออยู่เท่านั้นและไม่ได้มีความสำคัญแบบที่เอาไปวัดกันหรืออวดเบ่งใส่กันเลย ส่วนอรหันต์นั้นไม่มีขั้นอะไรครับ เพราะว่างอยู่แล้ว ว่างมีขั้นที่ไหนเล่า แล้วก็ไม่ต้องไปให้ความสำคัญกับลำดับขั้นด้วยเพราะเอาแค่ไปเช็คสภาวะขึ้นมาก็ผิดแล้วครับ

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหรือเอาความเป็นปุถุชนไปดำเนินบนอริยมรรคนั้น ผลก็ไม่ต่างจากการถีบจักรนั่นแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นจักรตัวใหม่เท่านั้นเอง ผลที่เกิดขึ้นจึงสวนทางกับอริยมรรคแท้ กลายเป็นการเข้าไปเจริญอัตตาตัวตนไปเสีย แทนที่จะลบตัวลบตน และแม้จะลบบางแง่บางมุมได้ แต่ตัวต้นเหตุแห่งสังสารวัฏมันยังอยู่ เดี๋ยวไอ้กิเลสทั้งหลายมันก็จะงอกกลับมาเหมือนเดิม เพราะมันเป็นการเอาจิตที่มันติดหลงอยู่ เข้าไปดับมันแบบหลงๆนั่นแหละ

ที่ข้อต่างๆของอริยมรรคมี คำว่า "สัมมา" อยู่ข้างหน้านั้นก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเนื้อหาอริยมรรคนั้น "เกิดเอง เป็นเอง" พอดีของมันเอง ปราศจากอัตตาเข้าไปแทรกแซงในการทำให้มันเกิด มันจึงไม่ใช่การเข้าไป "ทำ" ให้เกิดมรรคขึ้นมาเพื่อที่จะได้ผลเป็นนิพพาน แต่เป็นการ "ละ" เสียซึ่งเจตนากรรมใดๆลง แล้วมันจะตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานไปเอง

อริยมรรคคือ สภาวะธาตุ สภาวะธรรมที่เกิดเองเป็นเองล้วนๆ ไม่มีกรรม ไม่มี "เรา" ซ้อนลงไปในสภาวะธรรมใดๆ ผลก็คือไม่ว่าจะทำอะไร มันก็จะทำไปแบบไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งเอาผลในการทำ ทำไปตามเหตุและปัจจัย ทำแล้วก็จบกัน ไม่ต่อไม่ตาม ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนหรือพุ่งไปตามอะไร แล้วก็ไม่ได้เพ่งจ้องจริงจังลงไปในการกระทำสิ่งต่างๆ การทำสิ่งต่างๆมันจึงเบา แล้วทุกอย่างมันจึง "พอดี" และ "ดีพอ" ของมันไปเอง โดยไม่ต้องมีตัวเราเข้าไปจัดการให้มันพอดี และไม่ได้แปลว่า ทำชอบ ทำให้ดี หรืออะไรชอบๆแบบที่แปลกันทั่วบ้านทั่วเมือง

เพราะการที่อริยมรรคนั้นปราศจากตัวตนเข้าไปดำเนิน เราจึงเรียกอริยมรรคได้ว่าเป็นวิถีแห่งความเรียบไร้ วิถีแห่งการเกื้อกูลสัตว์โลก วิถีแห่งการโปรดสัตว์โลกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีการเบียดเบียนแม้กระทั่งตนเอง หมดตัวหมดตนจากการจาคะ จึงเป็นการทำให้ ทำทิ้งไปเรื่อยๆ หากยังมีตัวตนเข้าไปดำเนินมรรค มันก็จะเผื่อนั่นเผื่อนี่ให้ตนเองตลอด เป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นไปด้วย เมื่อมรรคดำเนินไปเองโดยที่ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรแล้ว การดำเนินชีวิตที่เหลือมันก็จะพอดีไปเอง ไม่ถูกผลักดันด้วยตัณหา ไม่สะสมเพื่อกิเลสอีกต่อไป ไอ้แบบที่พอดีเพราะการเข้าไปจัดการหรือวางแผนน่ะไม่ใช่อริยมรรคครับ อริยมรรคนั้นเกิดแบบฉับพลัน ตอบสนองต่อเหตุและปัจจัยแบบฉับพลันเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่มัวแต่คิดวางแผนล่วงหน้าให้เป็นทุกข์เป็นกรรมครับ

ด้วยนัยนี้เอง ผู้ที่ดำเนินอริยมรรคจริงๆนั้น จึงหมด "อยาก" ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ไม่เอา หมดจิตหมดใจกับทุกสิ่ง สัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกลั่นกรองให้ละเหตุแห่งทุกข์จนหมดไป ไม่ไปแส่หาเรื่องสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้ตัวเองอีก และสัมมาทิฏฐินี้แหละที่จะนำทางไปสู่สุญตาที่แท้จริงคือ ว่างจากความยึดติด โดยสิ้นเชิงไปเอง

จริงอยู่แม้กรรมอนุสัยที่เกิดจากความเคยชินจะยังมีอยู่ แต่ในที่สุดมันก็จะนอกเหนือกรรมอนุสัยไปเอง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นภายนอก เช่นพฤติกรรมก็จะกลายเป็นเพียงมายาสมมติที่อริยบุคคลทั้งหลายสวมบทบาท เล่นไปตามเหตุและปัจจัยในการเกื้อกูลผู้อื่นเท่านั้น แต่ไม่ไหลตาม ไม่ขัดขืนฝืนใจอะไร และอยู่กับมายาสมมติโดยไม่ติดไปกับมัน

No comments:

Post a Comment