Thursday, February 28, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 1: จิตหนึ่งไม่ใช่พุทธะ

จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
ยกมาพอขำๆ แต่นักปฏิบัติทั้งหลายก็คงจะรู้แล้วนะครับว่า ท่านใดที่พูดเอาไว้
บอกแล้วว่าภาค 4 เล่นกันถึงลูกถึงคน ทั้งนี้ทั้งนั้น เราพูดกันถึงเนื้อหาจริงๆ ไม่ได้ติดว่าใครเป็นใคร

แล้วลองดูนะครับว่าวรรคข้างบนนี้เขาเรียงลำดับอริยสัจสี่อย่างไร เขาเรียงแบบนี้ครับ
สมุทัย ทุกข์ มรรค นิโรธ

พระพุทธองค์ทรงกล่าวเอาไว้ชัดๆแล้วว่า พระองค์ทรงเรียงลำดับเอาไว้ดีแล้ว คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค(ท้าให้ไปเปิดพุทธวัจนะได้เลย ทุกวันนี้ก็สอนกันอยู่แต่ไหงตีความเข้าข้างการปฏิบัติของตัวเองเหมือนเดิม)

แล้วทำไมยุคหลังๆจึงมาเรียงกันผิดลำดับแบบนี้ได้?

ก่อนอื่นเราก็กลับมาที่คำว่าอริยสัจสี่ก่อน อริยสัจสี่นั้นคือ ความจริงแห่งเนื้อหาอริยะสี่ประการ เป็นลำดับแห่งความหลุดพ้น ก็จะอธิบายอย่างละเอียดดังนี้

ทุกข์ ปกติคนมันทุกข์กันอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกว่าทุกข์ มันก็รู้เพราะมันเป็นสภาวะที่ทนได้ยาก อึดอัดขัดเคือง
ที่อึดอัดขัดเคืองเพราะไปอุปาทานในสภาวะธาตุ สภาวะธรรม หลงว่าเป็นตัวตน ซึ่งสภาวะทั้งหลายนั้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว พอไปอุปาทานมันจึงทนได้ยาก เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ดังใจเรา

ทุกข์เพราะโมหะอวิชชา ทุกข์เพราะหลง นี่คือสมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธองค์จึงทรงให้ปลงสมุทัยเสีย คือความที่หลงเข้าไปรู้ หลงเข้าไปเห็น อย่างที่พระองค์ตรัสกล่าวกับพระพาหิยะ ประมาณว่า กายก็สักแต่ว่ากาย จิตก็สักแต่ว่าจิต ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม ฯลฯ แล้วพระพาหิยะก็บรรลุอรหันต์ทันที ที่บรรลุทันทีก็เพราะพระพาหิยะปลงสมุทัยหรือโมหะอวิชชาทันทีเมื่อพระพุทธองค์จบประโยคอันเป็นสัจธรรมนั้น

ส่วนที่ไปสอนให้รู้ทุกข์ วางทุกข์นั้นก็เป็นการหลงไปรู้ หลงไปวาง คือแค่ไปรู้ทุกข์ จิตมันก็ยอมรับแล้วว่าทุกข์เป็นของเรา ก็อุปาทาน พอหลงไปวางอีกมันก็คือมีเราเข้าไปวาง

โมหะอวิชชานั้นจริงๆก็ไม่มี เป็นสภาวะที่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน มันจะมีโมหะก็ต่อเมื่อกำหนดรู้ขึ้น เพ่งรู้ขึ้น จากที่รู้เปล่าๆแบบสักแต่ว่าอย่างพระอริยะ พอจะเอาชัดในรู้ มันก็เลยแถมความหมายในรู้ ความเห็นในรู้มาด้วย นั่นแหละคือโมหะอวิชชา อย่างที่ฝึกกันให้รู้ชัด มีสติชัดนั่นแหละสักกายทิฏฐิทั้งนั้น เจริญโมหะทั้งนั้น

พอปลงสมุทัยลง ก็นิโรธทันที การปลงสมุทัยก็ไม่ใช่เอาอะไรไปวางอะไร แต่คือการวางตัวมันเอง พูดง่ายๆคือไม่ต้องไปยุ่งไปแทรกแซงสภาวะกายและใจแบบไหน ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบของมันเอง คิดก็คิดของมันเอง เดินก็เดินของมันเอง พูดก็ของมันเอง ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปของมันเองทั้งหมด พอเลิกเจริญโมหะที่ติดอยู่กับผัสสะอายตนะทั้งหลาย โมหะก็คลายออก อัตตาตัวตน ตัณหาอุปาทานก็คลายออก จนมันว่างจากตัวตนไปเอง เนื้อหาที่ว่างไร้จากตัวตนนั่นแหละคือนิพพาน แต่นิพพานไม่ใช่เนื้อหาที่ว่างจากสภาวะ สภาวะมันมีของมันอยู่ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เป็นเช่นนั้นเอง นิพพานจึงไม่ใช่อะไร นิพพานนั้นไม่สามารถที่จะปรุงแต่งอะไรได้เลย จะเป็นธรรมก็ไม่ใช่ แต่มันนอกเหนือธรรมทุกชนิด

พอตรงต่อเนื้อหานิโรธจากการปลงสมุทัย บุคคลนั้นก็จะบรรลุเป็นพระอริยะตามลำดับชั้นต่างๆตามแต่บารมี และอริยมรรคก็จะดำเนินของมันเองจากการปล่อย การคลาย อริยมรรคจึงเป็นการคลายจากอัตตาตัวตน อัตตาตัวตนนั้นก็เกิดจากการตอกย้ำในโมหะอุปาทานซ้ำๆไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง

ความต่อเนื่องหรือสันตติอันเกิดจากการตอกย้ำอุปาทานซ้ำๆจนต่อเนื่องเหนียวแน่นก็จะคลายออก ซึ่งอริยมรรคคือการที่ปล่อยให้กายและใจเป็นไปโดยธรรมของมันเองตามเหตุปัจจัยโดยไม่ต้องดิ้นรนไม่ต้องแทรกแซงว่ามันจะต้องเป็นอย่างไร แบบไหน เมื่อโมหะตัณหาอุปาทานคลายออกเรื่อยๆ ยอมในทุกสภาวะ เนื้อหาแห่งความเป็นสัตว์ก็จะลดลงๆ จนบรรลุเนื้อหาอรหันต์ในที่สุด

แต่ไอ้ที่ผ่านมา ดันมีคนไปเรียงลำดับเป็นอริยสัจสี่เป็นของตัวเองก็เพราะเรียงตามลำดับจากการปฏิบัติเอานั่นเอง

คือเอาตัวเองไปดำเนินมรรค เอาสักกายทิฏฐิไปดำเนินมรรค เอาโมหะอวิชชาไปดำเนินมรรค เพื่อให้ถึงนิพพานอันเป็นผล แบบนี้มันผิด นิพพานไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัย นิพพานนั้นเป็นอสังขตธรรม ที่ไม่เนื่องด้วยการปรุงแต่ง พูดง่ายๆคือนอกเหนือธรรม ยิ่งกว่าธรรมอีกเพราะปรุงแต่งอะไรก็ไม่ได้ แล้วจะเอาการทำตัวทำใจ การปฏิบัติธรรมไปทำเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่ปรุงแต่งไม่ได้อย่างนิพพานเนี่ย มันคงจะบรรลุหรอกนะท่าน

มาว่ากันต่อด้วยเรื่องจิต

จิตนั้นก็คือการรับรู้ เป็นหนึ่งในกลุ่มวิญญาณขันธ์ ที่ประกอบด้วย จิต สติ เจตสิก แต่วิญญาณขันธ์นั้นเกิดจากอะไร ก็ไปดูที่วงจรปฏิจสมุปบาทที่เคยแสดงเอาไว้นานแล้วตามนี้

ดูตามภาพ วิญญาณขันธ์นั้นก็คือ ลำดับที่ 4 ซึ่งวิญญาณขันธ์ทั้งหมดเกิดจากการปรุงแต่ง(3)ไปบนอวิชชา(2) ด้วยหลักฐานคาหนังคาเขาแบบนี้ก็ฟันธงได้ว่า จิตหนึ่งไม่ใช่พุทธะแต่มันเป็นเพียงการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาเท่านั้น ดังนั้นก็ไม่ต้องไปพยายามควานหาจิตหนึ่งเสียให้ยาก เพราะถ้าเจอจิตหนึ่งเมื่อไหร่มันก็หลงอุปาทานไปแล้ว

แล้วจิตส่งออกเป็นสมุทัยหรือไม่?

จิตส่งออกนั้นเป็นปลายเหตุแล้ว จิตส่งออกนี่หมายความว่ามันไหลปรึ้ดหลงสมมติไปไหนต่อไหนแล้ว จิตส่งออกจึงไม่ใช่สมุทัย สมุทัยก็คือโมหะอวิชชาที่มาในรูปแบบหลงรู้ หลงรู้จนเกิดมีความหมายในรู้ เกิดการปรุงแต่งในรู้ ซึ่งเป็นอาการเดียวของโมหะที่แสดงออกมาให้รู้ผ่านทางโลกียวิสัย ซึ่งปุถุชนนั้นมีต้นทุนแค่ผัสสะอายตนะ ก็เลยกระเสือกกระสนเอาเท่าที่ตนมี ปฏิบัติเท่าที่มี พึ่งตัวเอง ก็เลยได้โมหะตัวเองเป็นที่ปรึกษา บางคนก็ได้โมหะของอาจารย์ผสมเข้าไปด้วย เลยหลงวนอยู่อย่างนั้น สมุทัยก็คือหลงรู้ หรือโมหะอวิชชานั่นแหละ



บรรยายภาพ: ปุถุชนทั่วไปส่วนใหญ่จะหลงโลก ไหลไปตามโลก กว่าจะมีสติขึ้นมาได้ก็นาน แถมชั่วประเดี๋ยวเดียวก็กลับไปหลงใหม่อีก

จิตเห็นจิตก็ไม่ใช่อริยมรรค จิตเห็นจิตมันก็แค่รู้แล้วว่ามีตัวตนซ้อนในจิต อย่างเมื่อก่อนที่ผมจะเจอหลวงพ่อฯ 3 เดือน ก็เกิดอาการแบบนี้แหละคือ เห็นตัวเองซ้อนในจิต หรือจิตเห็นจิต แต่มันไม่คลายเพราะไม่รู้ว่า แค่ปล่อย แค่ปลง มันก็คลายออกจากอัตตาบนจิตแล้ว

นักปฏิบัติหลายท่านเห็นจิตผู้รู้แล้ว พบจิตผู้รู้แล้ว และรู้แล้ว่าจิตไม่ใช่เรา ความรู้สึกไม่ใช่เรา แต่ก็คลายไม่เป็น ปลงไม่เป็นเพราะมีแต่สอนกันว่าให้เจริญปัญญา เจริญสติไปเรื่อยๆแล้วจะบรรลุเอง ซึ่งการปฏิบัติทั้งหลายเหล่านี้ก็คือการมีตัวตนเข้าไปทำ เข้าไปจัดการทั้งนั้น

ที่ผ่านมาเราจึงเห็นนักปฏิบัติทั้งหลาย ตลอดจนถึงครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับจิตมากๆ ดังนั้นการเรียนการสอนในห้องกรรมฐานทั้งหมด จึงมุ่งเน้นไปที่การฝึกจิต จนเลยเถิดไปถึงเอาจิตเข้านิพพาน

บรรยายภาพ: ปฏิบัติธรรมแทนที่จะจบ แต่กลับกลายเป็นตัณหาในธรรมซะงั้น คือไปบังคับวิญญาณขันธ์ให้กลายเป็นสติแทน

นัยยะที่สะท้อนจากการเรียนการสอนทั้งหมดในหลักสูตรกรรมฐานนั้น ถือว่าจิตเป็นตัวตน จิตเป็นใหญ่ จิตคือพุทธะ และมองสังสารวัฏกับนิพพานเป็นธรรมคู่ ก็เลยพยายามที่จะทำให้จิตหลุดพ้น ทำจิตให้พ้นทุกข์ นำพาจิตให้พ้นจากสังสารวัฏ เอาจิตไปนิพพานบ้าง ทำจิตบริสุทธิ์พ้นจากกิเลส ทำจิตให้ขาวรอบ ซึ่งทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอยู่ดี เพราะจิตนั้นคือวิญญาณขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็เกิดจากการปรุงแต่งเอาบนโมหะอวิชชาทั้งนั้น เป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วคราวไม่ได้ให้ยึดเอาเป็นตัวตน พูดง่ายๆคือจิตไปยึดอะไรสภาวะไหนมันก็เกิดเป็นโมหะตัณหาอุปาทานเป็นอัตตาตัวตนกับสิ่งนั้น แค่คิดว่าจะเอาจิตไปหลุดพ้นจากอะไรมันก็เป็นตัณหาอุปาทานขึ้นมาในจิตนั้นแล้ว ยอมรับว่าจิตเป็นตัวตนแล้ว เกิดเป็นสักกายทิฏฐิแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการที่ไปสาละวนทำจิตทำใจให้ขาวรอบ ให้หลุดพ้น ให้นิพพานนั้นจึงเป็นโมหะอุปาทานในจิตเท่านั้น

ปัญหาสำครับอีกอย่างหนึ่งคือ พอบอกว่าจิตหนึ่งคือพุทธะ ครูบาอาจารย์และนักปฏิบัติทั้งหลายก็เลยตั้งหน้าตั้งตาควานหาจิตหนึ่งให้เจอ จะได้มีจิตตรงพุทธะ คำสอนแบบนี้ก็ก่อให้เกิดตัณหาอุปาทานกับจิตหนึ่ง แล้วจิตมันจะหนึ่งตรงไหนเล่า ก็มันเปลี่ยนไปทุกขณะ

ยิ่งไอ้ประโยคที่ว่า พบจิตผู้รู้ให้ฆ่าจิตผู้รู้เสีย อันนี้ยิ่งงงไปกันใหญ่ จะเอาจิตผู้รู้ไปฆ่าจิตผู้รู้ยังไงเล่า ลองถามครูบาอาจารย์ของท่านไหมว่าฆ่ากันยังไง? รับรองได้ว่าตอบกันไม่ได้ เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะฆ่ายังไง

ผมเองก็พบจิตผู้รู้ก่อนไปเจอหลวงพ่อฯท่านตั้ง 3 เดือน แต่ระหว่างนั้นก็ได้คำแนะนำแค่ว่า ก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ..อ้าว ก็เห็นตัวกูขึ้นมาซ้อนรู้นี่ยังจะให้ปฏิบัติอีกเหรอ หลังจากที่เห็นอัตตาซ้อนรู้แล้ว ผมก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อหรอกนะ เพราะมันโคตรจะสิ้นหวังเลยตอนนั้นพูดกันตรงๆ ถามครูบาอาจารย์กี่คนๆก็ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งไปเจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะนั่นแหละ มันก็ปลงอัตตาซ้อนรู้ได้ต่อหน้าท่านทันทีเลย จากนั้นมาก็ไม่เคยไปวัดอื่นอีกเลยครับ เพราะมันจบต่อหน้าหลวงพ่อท่านนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกอยู่แล้วว่า จิตก็อนัตตาเหมือนกัน คือไม่เป็นตัวตน เพราะธาตุดั้งเดิมแท้แห่งจิตนั้นก็คือมโนธาตุเปล่าๆที่ไม่มีสถานะอะไรเป็นการถาวร ไม่มีความหมายหรือเป็นอะไร ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา มันเพียงเปลี่ยนแปลงสถานะไปตามเหตุปัจจัยที่มากระทบแล้วก็ดับไป แต่พอมีเราเข้าไปซ้อนในสภาวะอารมณ์การรับรู้ต่างๆ มันจึงเกิดไปยึดว่าจิตเป็นเราขึ้น แล้วก็เลยเถิดไปถึงว่าจิตมันหลง จิตมันทุกข์ สุดท้ายก็เอาจิตไปดิ้นรนทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ก็เลยต้องติดใช้กรรมกับจิตชนิดข้ามพุทธันดรกันเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโมหะอุปาทานทั้งนั้น

รู้หรือไม่ว่าเนื้อหาพระอรหันต์นั้นคือ หมดจากตัณหาในความเป็นจิตทุกชนิด ไม่ใช่เอาจิตไปพ้นจากกิเลสอะไร เพราะกิเลสก็แค่สภาวธรรมที่จนมาจรไป มันก็พ้นของมันเอง ส่วนอาการรู้นั้น จะรู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ไม่มีความแตกต่าง จะสภาวะอารมณ์ไหนก็ไม่มีความแตกต่างอยู่แล้ว พอหมดความแตกต่าง มันจึงหมดโมหะตัณหาอุปาทานกับจิต หมดการเลือกเอา ขาดจากสิ่งร้อยรัดอันเป็นสังโยขน์แล้ว ไม่ยึดติดอะไรแล้วแม้กระทั่งความยึดติดเอง จิตมันก็จะดับลงเอง ไม่ต้องพยายามเข้าไปดับจิตหรือทำอะไรกับจิตอีก เมื่อคลายออกจากตัวตนแล้ว มันก็จะเหลือเพียงมโนธาตุเปล่าๆที่ทำงานของมันไปเองตามเหตุปัจจัยโดยไร้การบังคับควบคุม และไม่เลือกชอบเลือกชังในสภาวะใดๆอีก
บรรยายภาพ: พระอรหันต์ท่านหมดใจกับสรรพสิ่งสรรพธรรมทั้งปวง จิตจึงไม่เกิด แต่ท่านไม่ได้ไปดับมัน พอหมดตัณหามันก็ดับของมันเอง พอจะดำริใช้จิตก็ดำริมันขึ้นมาขณะจิตหนึ่ง แล้วขันธ์ที่เหลือก็ทำไปโดยอัตโนมัติไปเอง ส่วนจิตที่ดำรินั้นก็ไม่ได้แช่หรือตอกย้ำอะไรก็ดับไปของมันเอง

ส่วนความพยายามที่จะเอาสติไปดับจิต หรือพยายามเอาสติไปตัดจิตที่เสวยอารมณ์ให้สั้นลงๆจนกระทั่งจิตไม่เกิด แล้วคิดว่าเป็นการฆ่าจิตผู้รู้นั้น ผลของมันก็จะกลายเป็นการบังคับมโนธาตุให้เกิดเป็นสติแทนที่จะให้มันรับรู้อารมณ์ตามเหตุปัจจัยโดยธรรมชาติไป การเข้าไปเจริญสติจึงผิดธรรม จนกลายเป็นกรรมกับสติ เกิดภพเกิดชาติกับสติ กลายเป็นโมหะสติ กลายเป็นตัวตนกับสติ จนต่อเนื่องมาเป็นสักกายทิฏฐิในสติ เพราะดันไปอุปาทานกับสติเอง แทนที่จะปล่อยให้มโนธาตุรับรู้ไปตามธรรมของมันเอง หรืออย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านเรียกว่าเกาะรู้ ทรงรู้ นั่นแหละ ซึ่งหากอุปาทานในสติมากๆ กรรมตรงนี้ก็จะทำให้ไปเกิดในชั้นพรหมครับ ไม่ได้จบภพจบชาติอย่างที่เข้าใจกัน

ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นก็เพราะไม่รู้ว่า เพียงแค่ตัดเหตุแห่งโมหะอวิชชาหรือความหลง จิตมันก็จะดับของมันเองโดยที่ไม่ต้องไปพยายามดับแต่อย่างใด แต่ไอ้ตัณหาตัวดีนี่แหละที่อยากจะบรรลุ ก็เลยกลายเป็นความพยายามที่จะตัดจิตตรงปลายเหตุ แล้วลุกลามบานปลายกลายเป็นการเอาโมหะไปดับโมหะ ความมันส์จึงบังเกิดขึ้นตามหลักสูตรปฏิบัติในสถานปฏิบัติธรรมต่างๆที่นักปฏิบัติทั้งหลายมุ่งมั่นเอาเป็นเอาตายกับการฝึกสติไปดับจิตกันใหญ่ ดรามากันเข้าไป

โดยหารู้ไม่ว่าแค่ปลงเหตุ เชื้อตัณหาราคะมันก็จะหมดลงเอง จิตมันก็ดับของมันได้เองอยู่แล้ว เหมือนรถไม่มีน้ำมัน

แล้วเหตุมาจากอะไรเล่า?

เหตุแห่งทุกข์ก็คือโมหะอวิชชาหรือความหลงอันเป็นมายาภาพตัวพ่อที่หลอกหลอนเราผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลาย ในทุกครั้งที่ดำริรู้หรือกำหนดรู้ขึ้นมา จนเกิดเป็นม่านมายาสมมติมาปิดบังสัจธรรมความจริง จนต้องไปสาละวนกับกายกับใจ เพื่อที่จะหาทางพ้นทุกข์นั่นไง ดังนั้นการปฏิบัติที่ไปกำหนดรู้ ดูรู้ หรือระลึกรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม แบบที่ทำๆกันนั้นก็คือการไปเจริญสติบนสมมติอันเกิดจากโมหะอวิชชานั่นเอง ถ้าค้นพบจิตหนึ่งจากการปฏิบัติแบบนี้ก็ให้รู้ไว้เลยว่า นั่นคือุปาทานหนึ่งต่างหากเล่า

ซึ่งในเนื้อหาที่แท้แห่งสติปัฏฐานนั้น เมื่อปลงเหตุแห่งทุกข์ หรือปลงโมหะสติอันเกิดพร้อมๆกับการกำหนดรู้ อาการรู้มันก็จะกลายเป็นรู้เปล่าๆโดยธรรมชาติของมันเอง ไม่มีเราเป็นผู้รู้ รู้ในแบบที่ไม่มีความหมายอะไรกับการรู้ และไม่ใช่รู้แบบ รู้และเข้าใจ เพราะความเข้าใจเป็นการปรุงแต่งในความเห็นความหมาย การรู้เปล่าๆที่ไม่มีอัตตาซ้อนรู้ ไม่มีเราในรู้ ไม่มีตัวเองในรู้นั้นแหละคือ สติบริสุทธืแห่งอริยะ รู้แบบนี้นอกเหนือปัญญาทั้งปวงที่เข้าไปพิจารณาสิ่งต่างๆ เพราะมันรู้ซื่อๆของมันเองอยู่อย่างนั้น เป็นอาการสักแต่ว่ารู้ของมันไปเอง มันจึงไม่มีความหมายกับอะไร พออะไรๆก็ไม่มีความหมาย ความแตกต่างระหว่างสรรพสิ่งหรือธรรมคู่ก็หมดลง จิตจะดับลงเองเพราะหมดเชื้อที่จะขับดันจิตให้ต่อเนื่องเป็นสันตติหรือที่เรียกว่าสันตติขาด อาการข้างเคียงที่สามารถรับรู้ได้จากการปลงการปล่อยก็คือ มันจะเบากายเบาใจ ผัสสะอายตนะทั้งหลายจะจืดจางลงไปเอง ตัวที่จะตั้งรับการกระทบก็น้อยลงๆ จนหมดไปในที่สุด

สติของพระอรหันต์นั้นคือการรู้โดยอัตโนมัติแต่ไม่มีความหมายอะไรในการรู้นั้น พระอรหันต์จึงเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไร รู้ก็เหมือนไม่รู้ รู้แต่ไม่มีเรื่องอันเกิดจากการปรุงแต่งบนโมหะ จึงเหมือนไม่รู้เรื่อง เพราะหมดเรื่องไปแล้ว จบกิจไปแล้ว จึงไม่มีจิตไม่มีใจจะให้กับอะไรอีก ดำรงขันธ์ก็สักแต่ว่าไปของมันเอง ตอบสนองเหตุปัจจัยไปแบบอัตโนมัติจริงๆ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้สรุปได้ว่า จิตหนึ่งไม่ใช่พุทธะ หรือแม้แต่จะหมายถึง มโนธาตุเดิมแท้ว่าเป็นพุทธะก็ยังไม่ใช่ มันเป็นเพียงธาตุธรรมตามธรรมชาติที่ถูกหยิบยืมมาดำรงอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งก็หมายถึงพระอรหันต์ก็ต้องทิ้งมโนธาตุหรือทิ้งจิตเหมือนกัน จึงจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏอย่างแท้จริง

คงต้องล้างกันขนาดนี้ล่ะ ไม่งั้นก็เก็บไปตีความหลงทางกันอีก
ส่วนจะรับได้หรือไม่ได้ก็อโหสิให้อยู่แล้วนะจ๊ะ

1 comment:

  1. จากนี้ไปก็เดินหน้าจัดหนักกันต่อนะครับ ใครจะหลงยึดต่อไปก็เอาเถิด ความจริงแจ่มแจ้งกันขนาดนี้แล้วยังจะยึดในมานะในทิฏฐิตนอีก เดี๋ยวจะเสียใจ

    ReplyDelete