Thursday, February 7, 2013

ความเป็นจริงแห่ง อริยสัจ 4 ตอนที่ 1

นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้พร้อมกับความเป็นชาวพุทธ ผมก็พบว่า ผมรู้จักอริยสัจ 4 แบบนี้ครับ

ทุกข์ คือความอึดอัด ปฏิฆะ ขัดเคือง ทนได้ยาก
สมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์
นิโรธ คือการดับเหตุแห่งทุกข์
มรรค คือทางเดินไปเพื่อความพ้นทุกข์

ซึ่งอธิบายกันแบบที่รู้กันอยู่แล้วในระบบการปฏิบัติกรรมฐานว่า ทุกข์นั้นมาจากเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งความดับแห่งทุกข์นั้นก็เป็นผลจากการปฏิบัติตามมรรคคือทางเดินไปเพื่อความพ้นทุกข์

โดยนัยยะนี้แปลว่าทุกคน "ต้องปฏิบัติ" ก่อน ถึงจะพ้นทุกข์ได้ และนัยยะนี้เอง ที่ไม่สามารถอธิบายการฟังธรรมแล้วบรรลุต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า หรือธรรมบรรลุฉับพลันของนิกายมหายานหรือเซนได้

องคุลีมาล นางวิสาขา พระสาวกหรืออีกหลายท่านที่บรรลุฉับพลันต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าจึงได้รับการยกเว้นว่าเป็นผู้มีบุญบารมีที่สามารถจบได้เลย เพียงแค่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า...ตามคำอธิบาย(ที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง)ของชาวพุทธนิกายเถรวาท

ยิ่งองคุลีมาลนี่ ท่านได้รับการยกเว้นขนาดที่ว่าศีล 5 ไม่ครบตอนบรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยนะครับ

ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้มีแต่คนบอกว่าศีล 5 ไม่ครบจะไปภาวนาให้ก้าวหน้าได้อย่างไร ต้องรักษาศีล 5 ให้เคร่งครัดก่อนถึงจะเป็นพื้นฐานการภาวนาได้ ไม่งั้นไปไม่รอด

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีใครเลยที่จะเฉลียวใจว่า อริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงประกาศเอาไว้นั้น หากตัดประโยคขยายความในพระไตรปิฏกก็จะเหลือแค่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งเป็น "ลำดับ" ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเอาไว้ดีแล้ว

ที่ต้องเน้นย้ำคำว่า "ลำดับ" นั้นก็เพราะ อริยสัจ 4 นั้นแปลแบบทื่อๆได้ว่า ความเป็นจริงแห่งเนื้อหาอริยะสี่ประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็เน้นด้วยว่าท่านแสดง "ลำดับ" เอาไว้ตามนี้ นั่นก็แปลได้ว่า มรรคไม่ได้มาก่อนนิโรธ แบบที่ตีความกันผิดๆ แล้วเอามรรคไปปฏิบัติเพื่อให้นิโรธครับ

อริยสัจ 4 ที่แท้จริงนั้นเป็นไปตามนี้ครับ

ทุกข์ คือ อุปาทานบนสภาวะของความปฏิฆะ ขัดเคือง มันเลยปฏิเสธต่อสภาวะที่บีบคั้น เป็นสภาวะที่ทนได้ยาก(เพราะมีตัวตนเราเข้าไปเป็นผู้ทนในสภาวะที่ไม่ใช่เราอยู่แล้ว) ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่ทุกข์หรอกครับ แต่รวมถึงสุขด้วย ทั้งทุกข์หรือสุขก็เป็นเพียงมายาที่เราอุปาทาน คือยึดเอาเหมือนกัน เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ใส่คำว่า "สุข" ลงไป เพราะการที่จะโปรดผู้ที่ติดอยู่ในสุขหรืออยู่บนกองบุญนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พวกนี้ก็ต้องปล่อยให้ทุกข์อันเป็นเงื่อนไขแรกของอริยสัจ 4 ก่อนถึงจะเห็นสัจธรรมขึ้นมา แบบที่เรียกว่า ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรมนั่นแหละครับ

แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ก็ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายดิ้นรนไปข้างหน้าทั้งนั้น ทุกข์ก็อยากออกจากทุกข์ ซึ่งก็เป็นกระบวนการที่ไปสร้างทุกข์ขึ้นอีกทอดหนึ่งในการดิ้นรนหนีนั้น สุขก็อยากจะยึดสุขไว้นานๆ ซึ่งก็ก่อให้เกิดกระบวนการที่ไปสร้างทุกข์ขึ้นอีกทอดหนึ่งกับการยึดนั้น และไม่ว่าจะทางไหน เดี๋ยวมันก็จะไปก่อกรรมเบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่นอยู่โดยตลอด ก็ไอ้เพราะการดิ้นรนนั่นแหละ เหมือนคนจมน้ำที่ไขว่คว้าไปเรื่อย สรรพสัตว์จึงคับแคบ อุปาทานอยู่บนสภาวะที่หลงคิดว่าเป็นของตน คอยจะยุ่งเหยิงอีนุงตุงนังอยู่แต่กับกายกับใจของตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา ออกจากกรรมไม่ได้เสียที

ซึ่งสาเหตุแห่งทุกข์และสุข ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ล้วนมาจากสมุทัย หรือเหตุอันเดียวกันนั่นก็คือ โมหะอวิชชา หรือความหลงนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วเราจะใช้คำว่าอวิชชา แล้วก็แปลว่าความไม่รู้เฉยๆ ซึ่งการแปลแบบนี้แหละที่ทำให้ทุกคนดิ้นรนที่จะ "รู้" ให้มาก ทั้ง "รู้ตัว" หรือความรู้ในเนื้อหาของพระอภิธรรม โดยหารู้ไม่ว่า อวิชชานั้นแปลกันจริงๆคือ ความที่ไม่รู้ว่าถูกโมหะความหลงครอบงำอยู่ ความที่ไม่รู้ว่าสัจธรรมความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร

อวิชชาเป็นตัวเริ่มต้นของสังสารวัฏที่ก่อให้เกิดการปรุงแต่ง(สังขาร) อันก่อให้เกิด เวทนา ผัสสะ อายตนะ ตัณหา อุปาทาน ตามมาอีกเป็นพรวน ซึ่งถ้าหากแปลอวิชชาว่าความไม่รู้ แล้วจะต้องทำให้ตัวเองรู้แจ้งนั้นก็ผิดแล้วครับ เพราะรู้แบบที่เข้าไปศึกษา หรือรู้ตัวแบบที่มีตัวเราเข้าไปเป็น "ผู้รู้ ผู้ดู" นั้น ก็ยังหนีการหลงเข้าไปปรุงแต่งหรือสังขารไปไม่พ้น แล้วมันจะก่อให้เกิด ตัวอื่นๆตามมาเป็นสังสารวัฏครบวงจร

ก็เพราะเวลาดูกายดูจิต มันก็เกิดเป็นกระแสความปรุงแต่งขึ้นตามการดูการเห็นครับ เช่น พอเราโกรธ ก็จะรู้ว่าเราโกรธแล้วนะ ใจมันเต้นเร็ว หน้าผากร้อนผ่าว หงุดหงิด ขัดเคือง รู้ว่าปรุงแต่งแล้วนะ ไอ้นี่ทำไมทำแบบนี้กับเรา เราไม่ได้ไปทำอะไรมันนี่ เลวจริงๆ รู้จนมันดับไป แต่หารู้ไม่ว่ากระบวนการตั้งแต่เข้าไปตั้งรู้ ตั้งดูนั้น ก็เป็นกระบวนการที่รู้ไปบนความหลงทั้งนั้น คือถ้าเราใช้กฏไตรลักษณ์ข้ออนัตตา หรือความที่ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เป็นหลักในการตรวจสอบการปฏิบัติก็จะพบว่า โดยสัจธรรมความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีใครดูอะไร ไม่มีอะไรเป็นสิ่งถูกดู ไม่มีอะไรไปหงุดหงิดกับอะไร ไม่มีใครโกรธกับใคร ไม่มีใครขัดเคืองกับอะไร ไม่มีใครทุกข์กับอะไร ไม่มีใครเกิดกับอะไรหรือดับกับอะไร อยู่แล้ว ที่มีใครโกรธกับใครหรืออะไร มีใครดู ใครรู้สิ่งไหน ก็เป็นโมหะความหลงไปเองว่าเป็นตัวเป็นตนของเรา หลง "ไหล" ไปกับความหลอกลวงบนสมมติบัญญัติทั้งนั้น แล้วการไปดู ไปรู้บนความหลงในสมมตินั้นจะช่วยให้ใครออกจากความหลงได้เล่า!

ดังนั้นการรู้ทุกข์ตาม "ความเป็นจริง" หรือพูดเต็มๆเพื่อไม่ให้หลงเข้าใจผิดอีกว่า "รู้ทุกข์ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรม"  นั้นก็คือว่ารู้เฉยๆ รู้เปล่าๆ รู้แบบไม่มีตัวเราเข้าไปเป็นผู้รู้ จงใจรู้ ไม่ปรุงแต่งไปบนสภาวะใดๆทุกสภาวะธาตุ ทุกสภาวะธรรม ซึ่งอะไรๆมันก็ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรอยู่แล้ว

แต่การที่จะ "รู้ทุกข์ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรม" นั้น หากเข้าไปสอนให้ฝึกรู้ ทำสติให้รู้โดยตรงมันก็จะเป็นการไปฝึก "ตัวกู" ให้เข้าไปรู้ ซึ่งเมื่อไหร่ที่มีตัวกูเข้าไปรู้ มันก็จะปรุงแต่งอยู่วันยันค่ำ เพราะมันเป็นตัวรู้ที่เริ่มต้นมาด้วยอวิชชาที่ครอบงำอยู่ เป็นรู้ที่ติดเชื้อ"ตัวกู"หรือความหลงว่าเป็นตัวกูเข้าไป แม้ว่าจะทำให้มันรู้เป็นกลางๆได้ แต่การเข้าไปฝึกบังคับรู้นั้น ก็เป็นอวิชชาที่ซ้อนลงไปในตัวรู้อีกทีแบบไม่รู้ตัว

พูดง่ายๆคือมันยังแอบปรุงแต่งว่าตัวรู้นั้นเป็นเราอยู่ มันเลยหลงไปว่าบังคับให้ไปดูไปรู้ได้ ซึ่งจริงๆแล้วทุกอย่าง ไม่ว่ากายหรือจิตนั้นก็ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว แล้วจะมีใครไปบังคับใคร จะมีใครไปฝึกใครได้เล่า หลักฐานชัดๆก็คือคนที่ฝึกปฏิบัติกรรมฐานนั้นต้องฝึกต่อเนื่อง เลิกฝึกเมื่อไหร่เป็นเหลวเมื่อนั้น ฟุ้งเมื่อนั้น ทิ้งไปนานๆก็จะเหมือนคนไม่ได้ปฏิบัติมาเลย เพราะอะไรครับ?

ก็เพราะไปฝึกสิ่งที่เป็นอนิจจังไง มันจึงฝึกไม่ได้ พอไม่ฝึกต่อเนื่องมันก็เสื่อม เพราะไปฝึกสิ่งที่เป็นอนิจจังไงมันก็เลยแสดงความเป็นอนิจจังให้ดูอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นรหัสนัยที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตให้ไว้คือ ให้ทิ้งรู้เลย ซึ่งมันหมายถึง ทิ้งเจตนาที่จะรู้ไปเลย เพราะมันคือสมุทัยที่ติดอยู่กับตัวรู้ ก็ปลงสมุทัยทิ้ง จะเอาตัวเราไปดับสมุทัยไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าทิ้งรู้แล้วมันจะไม่รู้นะครับ รู้มันก็ทำงานของมันตามปกติอยู่แล้วโดยสภาวะหน้าที่ของธาตุขันธ์ที่มันเป็นไปของมันเอง เพียงแต่เมื่อเราไม่เอาตัวเราซ้อนรู้ลงไปบนรู้ตามธรรมชาติธรรมดาของมัน มันก็จะเป็นรู้เปล่าๆ รู้เฉยๆของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งรู้แบบนี้แหละครับ ที่เป็นรู้แบบไม่ปรุงแต่ง เป็นการ "รู้ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรม" โดยแท้ เพราะรู้แบบนี้มันไม่แส่ไปมีความเห็น ความหมายกับอะไร ไม่ปรุงแต่งไปเรื่อยแบบที่ฝึกกัน ไม่จำสภาวะให้หนักไปเรื่อยเหมือนที่จำไปส่งการบ้านหรือสอบอารมณ์กัน

เมื่อปลงรู้แล้วสังสารวัฏก็จะหยุดลงทันที ไม่ใช่ให้ฝีกรู้อย่างเป็นกลางแบบที่สอนกันนะครับ เพราะแบบนั้นก็ยังถือว่าเป็นการรู้ที่เข้าไปบังคับให้มันเป็นกลางอยู่ ไปกดข่มอยู่ ไปทรงมันอยู่ตลอดเวลา แล้วมันจะเป็นกลางจริงได้ยังไง เพราะความเป็นกลางจริงๆนั้นก็คือสุญญตา คือว่างจากอุปาทาน ว่างจากความยึดติดในธาตุขันธ์ใดๆ ว่างจากการมีตัวเราเข้าไปมี ไปเป็น ไปเห็น ไปรู้ ไม่ใช่ว่างแบบสูญหายไปหมดทุกอย่าง

การรู้ที่เป็นกลางจริงๆนั้น มันจะไม่มีความเห็นความหมายใดในการรู้ เป็นการรู้ที่เกิดเองเป็นเองตามหน้าที่ของวิญญาณขันธ์ โดยไม่มี "ตัวเรา" ซ้อนลงไปในการรู้ เป็นการรู้ที่บริสุทธิ์ตามสภาวะธรรมดั้งเดิมแท้ของธาตุขันธ์นั้นๆ ตรงตามกฏไตรลักษณ์ ไม่มีกรรมซ้อนลงไป ซึ่งไตรลักษณ์นี้แหละที่เป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีความจริงอื่นอีก ความจริงที่มันไม่มีอะไรเป็นอะไรอยู่แล้วนั่นเอง

รู้แบบนี้มันเป็นการ "รู้เหมือนไม่รู้" เพราะมันรู้ผ่าน รู้ไม่จดจ่อเอาความอะไรกับสภาวะใด  รู้ไม่จำ ไม่ปรุง รู้เป็นปัจจุบันไปเองแล้วดับไปเองโดยอัตโนมัติ ดังนั้นรู้แบบนี้จะเอามาส่งการบ้านหรือสอบอารมณ์ไม่ได้ ก็สอบอารมณ์นั่นก็หลงเหมือนกัน คือถ้าคุณดูสภาวะก็จะหลงเห็นสภาวะ หลงเข้าใจเอาว่าสภาวะนั้นเป็นสภาวะ เป็นตัวคุณ พอสอบอารมณ์ คนสอบก็หลงไปกับคุณด้วยพอดี

การฝึกตามดูตามรู้นั้น เป็นการบังคับกดข่มให้วิญญาณขันธ์ เปลี่ยนสถานะจากการรับรู้อารมณ์ ไปเป็น "สติรู้ตัว" แทน ซึ่งการใช้ตัวเราเข้าไปบังคับนี่แหละครับ ที่เป็นกรรมซ้อนลงในวิญญาณขันธ์ สติที่เกิดขึ้นจากการฝึก จึงไม่อัตโนมัติ แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจกำกับจากการฝึกฝนอันหนักหน่วงถึงจะได้สติที่เกิดเร็ว "ใกล้เคียง" กับสติอัตโนมัติ สติแบบฝึกเอา จึงมีเพ่ง มีเผลอ มีหลุด ไม่เป็นสภาพที่มันทำหน้าที่ไปอย่างอัตโนมัติของมันเอง เพราะโดนแทรกแซงจาก "ตัวกู" ตลอด มีกรรมซ้อนเพิ่มเติมเข้าไปตลอด ซึ่งการปฏิบัตินี่แหละครับที่จะก่อภพก่อชาติใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

การปลงรู้นั้นก็เพียงแค่ ไม่ต้องไปตั้งเอากับการดูการรู้ นั่นแหละมันก็จะละสมุทัยหรือเหตุแห่งความหลงไปเองโดยอัตโนมัติ ผลที่เกิดขึ้นคือ ความโปร่งโล่งเบาในกายในจิต เพราะค่อยๆคลายจากอัตตาตัวตนที่กดทับธาตุขันธ์ วิญญาณขันธ์ที่เคยหลงถูกบังคับให้ไหลไปตามสภาวะต่างๆจนเกิดเป็นเวทนา(หรือทุกข์)ก็น้อยลงเรื่อยๆ คือจากวิญญาณขันธ์ที่ถูกบังคับ ถูกกำกับอยู่โดยอำนาจของตัณหาอุปาทานนั้นอ่อนแรงลง วิญญาณขันธ์เมื่อไม่ได้ถูกบังคับให้เกิดเป็นเจตสิกชนิดไหน ที่ไปเสวยอารมณ์ใดหรือไปรู้อะไร หรือแม้กระทั่งการเกิดเป็นสติที่ฝึกเอา บังคับเอา วิญญาณขันธ์ก็จะค่อยๆกลับคืนสู่สภาวะธาตุเดิม หน้าที่เดิมของมัน ที่เป็นอยู่เองแล้ว นั่นก็คือ "สติ" นั่นเอง สติที่ไม่ได้ถูกบังคับจากการฝึก การภาวนา การเจริญนี้เองที่เรียกว่า "สติอริยะ" เป็นสติที่เกิดจากการทำงานอย่างบริสุทธิ์ พ้นจากอำนาจการบังคับใดๆ และสติแบบนี้เองที่เกิดเองเป็นเอง ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปฝึกเอาหรือไปทำเอาครับ ไม่มีเพ่ง ไม่มีเผลอด้วย มันจะรับรู้กว้างออกไปเองโดยอัตโนมัติ

ที่องคุลีมาล นางวิสาขา หรืออริยบุคคลท่านอื่นๆ ซึ่งได้ฟังธรรมต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าแล้วบรรลุฉับพลัน ก็เพราะว่าได้ฟังสัจธรรมที่แท้จริง อันเป็นปรากฏการณ์ที่การตีความอริยสัจ 4 แบบเข้าไปปฏิบัติเอา ไม่สามารถอธิบายได้ และการปฏิบัติก็เป็นวิถีที่ขัดแย้งกับกฏไตรลักษณ์อย่างสิ้นเชิงโดยตัวของมันเอง และการบรรลุธรรมก็ไม่ใช่เพียงแค่บุญบารมีแบบที่อธิบายกันข้างๆคูๆเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับว่าได้ฟังสัจธรรมของจริงด้วยหรือไม่

การบรรลุฉับพลันนั้นเป็นไปตามลำดับอริยสัจ 4 ด้วยคือ ละสมุทัยแล้วนิโรธทันที ไม่ใช่การเอาตัวตนไปดำเนินมรรคแล้วไปสู่นิโรธ ถ้าตีความแบบนี้ก็แสดงว่า ผู้ปฏิบัติไป "ลำดับ" อริยสัจ 4 ใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง เป็น ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธ ผิดกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดงอริยสัจ 4 เป็นลำดับเอาไว้ดีแล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment