Saturday, February 9, 2013

สมดุลแห่งสสารและพลังงานของโลกธาตุ ตอนที่ 3: ความลับแห่งวงจรกรรม

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าทุกคนเกิดมาเพราะกรรม เป็นไปตามผลของกรรม และมี”ตัวเรา” เป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ไม่มีทางหนีไปไหนพ้นไม่ว่าใครก็ตาม

ดังนั้นถ้าใครมาบอกว่าแก้กรรมให้เราได้ ก็แปลว่าโกหกครับ และถ้ามีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวก็จะถูกหลอกรับประทานเงินในขั้นตอนสุดท้าย เพราะกรรมมันแก้ไม่ได้ ไม่มีทางแก้ ถ้าไปแก้มัน มันก็จะเป็นกรรมใหม่ซ้อนลงบนกรรมเก่าทันที กรรมเก่าก็ไม่หายไปเพียงแต่อาจจะเลื่อนออกไป แถมมีกรรมใหม่มาต่อคิวเอาไว้อีก และถ้าแก้ไปเรื่อยก็ลองคิดดูสิครับว่ามันจะเป็นอะไรถ้าไม่ใช่ห่วงโซ่ แห่งกรรมหรือวงจรกรรม ฉะนั้นอย่าได้ไปหลงกลแก้กรรมอะไรกับใครอีก

กรรมนั้นเที่ยงแท้แน่นอนเหมือนๆกับไตรลักษณ์ เพราะกรรมก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เหมือนกัน

และสมการของกรรมก็เป็นไปตามนี้ครับ

แรงกรรม = ผลของกรรม(วิบากกรรม)

พูดง่ายๆคือทำกรรมไปเท่าไหร่ เราก็จะได้รับวิบากกรรมคืนเท่านั้นเป๊ะๆ ไม่มีผิดพลาด เพียงแต่เราไม่รู้ว่ากรรมนั้นจะกลับมาสนองคืนเมื่อไหร่เท่านั้นเอง นี่คือเหตุที่พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่ากรรมเป็นเรื่องอจิณไตย กลไกของกรรมมันสลับซับซ้อนเกินกว่าความรับรู้โดยกายหยาบของเราๆท่านๆจะรู้ได้ หรือสรุปโดยรวมว่า ไม่ต้องไปสนใจความเป็นไปเป็นมาของกรรม ของวิบากกรรม ให้เข้าใจหลักการของมันเอาไว้เท่านั้นพอ ไม่งั้นจะวุ่นวายไม่รู้จบ จะได้ไม่ต้องตีโพยตีพายเมื่อเจออกุศลวิบากเล่นงานเข้าไป

แล้วถามว่าพระพุทธเจ้าและเหล่าอริยภูมิที่ตรงต่อเนื้อหานิพพานแล้ว ถือว่าพ้นจากวงจรกรรมไปแล้วหรือยัง เพราะตามพุทธประวัติ เราก็ยังเห็นพระพุทธเจ้าท่านทรงยังรับวิบากทางกายอยู่ เช่นการประชวร การเสวยพระกระยาหารที่บูดเป็นพิษ และเห็นพระอัครสาวกเกือบทุกองค์ก็ยังต้องรับวิบากกรรมอยู่

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ไม่มี "ใคร" ที่หนีกรรมพ้น แม้แต่พระพุทธเจ้า

เพราะอะไรครับ?

พระพุทธเจ้านั้นท่านนิพพานอยู่แล้วเมื่อลงมาจุติ เพียงแต่พอจะลงมาสู่กายเนื้อบนโลก ก็ต้องดำริจิตขึ้นมา คืออุปโลกน์จิตขึ้นก่อนจึงจะลงมาจุติได้ พอจุติแล้วก็เกิดเป็นกายธาตุขึ้น แต่ท่านก็ไม่หลงไปกับโมหะอวิชชา นิพพานตั้งแต่พระประสูติ พอลงมาท่านก็ต้องไปเรียนรู้ว่าบนโลกมีศาสตร์หรือวิชาอะไรที่สอนๆกันบ้าง ทดลองจนรู้ว่าคืออะไร พอถึงเวลาที่เหมาะสมท่านก็ออกบวช กลั่นกรองสัจธรรมให้ได้บทสรุปให้เหมาะกับยุคสมัย แล้วก็ประกาศสัจธรรม ล้างโมหะของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าและเหล่าอัครสาวกหรือแม้แต่พระมหาโพธิสัตว์ก็หนีกรรมไม่พ้น เพียงแต่เป็นกรเสวยวิบากทางกายเท่านั้น จิตแห่งองค์พุทธะหรือพระมหาโพธิสัตว์ท่านไม่ได้เสวยวิบากตรงนั้นด้วย พูดง่ายๆคือรับกรรมแต่ก็นอกเหนือผลของกรรมนั้น เพราะไม่มีตัวตนซ้อนลงไปในกายในจิต ไม่มีตัวตนเป็นเจ้าของหรืออุปาทานลงบนกายบนจิต แบบนี้เองที่เรียกว่าพ้นจากสังสารวัฏ พ้นจากผลของกรรม คือไม่มีตัวตนเป็นผู้เสวยผลของกรรมนั้นๆ แต่การที่จะจุติเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น กรรมทั้งหลายที่จะขัดขวางไม่ให้ประกาศสัจธรรมนั้นจะต้องเบาบางเพียงพอ ไม่งั้นก็จะถูกขัดขวางการโปรดสัตว์อยู่เรื่อยๆ

พระมหาโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ก็เหมือนกัน หากลงมาจุติเพื่อทำงานโปรดสัตว์ แล้ววิบากมากเกินไป ชาตินั้นก็อาจจะโปรดสัตว์ไม่ได้มากนัก บางองค์แบ่งภาคลงมาจุติมากกว่าหนึ่งองค์ก็สามารถยักย้ายถ่ายเทวิบากกรรมให้อีกองค์หนึ่งรับแทนได้เหมือนกัน ขนาดพระโพธิสัตว์จำนวนมากก็ยังหลงไปตามกรรมก็มี ส่วนตรงนี้เอาแค่นี้พอนะอจิณไตยเกิน

สรุปคือเมื่อตรงต่อเนื้อหานิพพาน ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม กายธาตุจิตธาตุทั้งหลายก็ไม่มีอัตตาตัวตนซ้อนลงไปเป็นเจ้าของธาตุอันเป็นสากลนั้นๆ(คือไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงสักอย่างเดียว) สมการของกรรมจะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ครับ

แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา

หรือ

พลังงานที่ใส่เข้าไป = พลังงานที่คายออกมา

ขออธิบายแบบกลศาสตร์พลังงานหน่อยก็แล้วกัน

การทำกรรมนั้นคือการดึงพลังงานเข้าไปเพื่อขับเคลื่อนธาตุที่ปกติมันนิพพานอยู่แล้ว คือมีระดับพลังงานที่สมดุลค่าหนึ่ง ที่มันไม่มีพลังงานเข้าและออก เรียกว่าดับอยู่แล้ว(เป็นระดับพลังงานดั้งเดิมของธาตุที่นิพพานอยู่แล้ว) แต่เมื่อหลงเข้าไปทำกรรมคือดึงพลังงานเข้าไปในธาตุนั้นเพื่อเปลี่ยนสถานะให้ธาตุนั้นเป็นอะไรสักอย่าง แต่พลังงานกรรมมันก็อนิจจัง และธาตุทั้งหลายมันก็คลายตัวมันเองตามปกติ แม้แต่มโนธาตุเองก็เป็นไปตามกฏนี้ พอใส่พลังงานกรรมเข้าไป ธาตุทั้งหลายมันก็จะคลายตัวมันเองออกมาทันที ถ้าไม่ติดขัดข้องคาอะไร แต่เมื่อทุกอย่างในสังสารวัฏดำเนินไปด้วยความหลงและอุปาทานในสภาวะในธาตุว่าเป็นตัวตน มันจึงหลงดึงพลังงานจากภายนอกเข้าไปกระทำต่อธาตุ(กายและจิต)อยู่เรื่อยๆ พลังงานที่ดึงเข้าไปก่อนหน้านี้มันก็ไม่คลายออกเพราะมีพลังงานใหม่ถูกดึงเข้าไปเพื่อเปลี่ยนสถานะธาตุอยู่ตลอด พลังงานที่ควรจะคลายทันทีก็เกิดสะสมไปวาระเบื้องหน้าซึ่งก็อาจจะเป็นชาติต่อๆไป ขึ้นอยู่กับว่าระดับพลังงานไหนจะคลายก่อนกัน

ส่วนผลที่เกิดขึ้นจากการตั้งเอากับตัวเองมากๆก็คือพลังงานที่ใส่เข้าไปในธาตุตลอดเวลามันก็ทำให้ระบบปั่นป่วน มันก็ร้อนขึ้น มันก็เกิดแรงเค้นแรงเครียด ไม่เชื่อไปถามคนที่ทำงานหนักๆหักโหมจริงๆจังๆสิ นั่นแหละกรรมตีกลับล่ะ เดี๋ยวเครียดบ้าง ป่วยกาย ป่วนใจบ้าง ก็เพราะมันไม่รู้จักคลายตัวมันเอง

แต่เมื่อฟังสัจธรรมแบบไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งแล้ว(อริยมรรค) เดี๋ยวพลังงานกรรมส่วนเกินที่สะสมจากอดีตก็จะเริ่มคลายตัวมันเองออกมา เพราะเราไม่ได้ดึงพลังงานใหม่เข้าไปทำกรรมซ้อนลงไปอีก ถ้าคลายเรื่อยๆ พลังงานส่วนเกินนั้นก็จะหมดลงในวันหนึ่ง ธาตุธรรมทั้งหลายที่เคยเป็นของเราก็ไม่ใช่อีกต่อไป หมดหลงว่าเป็นอะไร ก็เข้าสู่เนื้อหาอรหันต์คือเป็นธาตุเปล่าๆตามธรรมชาติที่ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปเป็นกรรมกับอะไร กายธาตุจิตธาตุก็หมดความปั่นป่วนจากพลังงานกรรมส่วนเกินที่เข้าๆออกๆ เข้าสู่สมดุลแบบที่ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ ไม่มีอัตตาซ้อนลงบนธาตุใดๆอีก หรือที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง

ดังนั้นการพ้นจากวิบากกรรมนั้นก็คือ กรรมหรือวิบากกรรมมันหมดความหมายไปเพราะหมดตัวตนเป็นเจ้าของธาตุธรรมทั้งหลายทั้งปวง กรรมและวิบากกรรมจึงไม่มีใครเป็นผู้ทำและผู้รับ มันจึงกลายเป็นเพียงแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาหรือเป็นพลังงานที่เข้ามากระทบธาตุและคลายออกไปแบบไร้เจตนา เหมือนก้อนหินตกจากหน้าผา มันไม่ได้ไปบังคับให้ตัวเองต้องกลิ้งแบบไหนหรืออย่างไร จะแตกหรือไม่แตก จะโดนหัวใครหรือไม่โดน มันไม่ได้สนใจ พอตกลงมากระทบพื้นแน่นิ่ง แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาก็จบตรงนั้น พลังงานส่วนเกินทั้งหลายก็คลายออกทันที เพราะไม่มีพลังงานกรรมใหม่ซ้อนทับลงไป ไม่มีต่อภพต่อชาติ เพราะมันไม่มี "ใคร" เข้าไปกระทำ ไม่มี"ใคร"เข้าไปรับแรงปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับมา แรงทุกอย่างมันจะคลายออกตรงนั้นเดี๋ยวนั้น ไม่มีการต่อแรง(กรรม) จบทันที ที่เรียกว่าไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา หรืออธิบายแบบเต็มๆว่า ไม่มีตัวตนเข้าไปคาไปข้องกับสภาวะไหนอย่างไร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บรรลุ(สภาวะ)ธรรม คือสภาวะธรรมไม่ว่าแบบไหนอย่างไร ก็ไม่มีตัวตนซ้อนลงไป ธาตุธรรมทั้งหลายจึงเปลี่ยนแปลงไป เสื่อมลงไป ไม่มีตัวตนซ้อนลงไปของมันเอง บรรลุไปทุกสภาวะธรรม นี่คือธาตุธรรมแห่งอริยะที่ไม่มีตัวตนซ้อนลงในอะไร ทุกอย่างล้วนแต่เป็นธาตุสากลที่ไม่มีเจ้าของอยู่แล้วทั้งนั้น

นี่คือกรรมในเนื้อหาแห่งโลกุตระที่แท้จริง ส่วนที่ทำให้มันยากกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทำให้มันขรึมขลังมลังเมลืองดูดีแต่ภายนอก แต่เนื้อหาไม่ตรง ก็เพราะมันไม่รู้รหัสนัยตรงนี้แหละ มันจึงสาละวนอยู่กับการจัดท่าจัดทาง ทำกายทำจิตกันราวกับเล่นโยคะหรือฟิสเนสอยู่นั่น

ท่าน่ะดูดีนะ แต่ข้างในมันระเบิดตูมตามไปด้วยแรงแห่งมโนกรรมในการทำเอาดัดจริตเอาทั้งนั้น แล้วมันตรงต่อสัจธรรมที่มันไม่ใช่อะไรเสียที่ไหนเล่า ตั้งเอากับกายกับจิตมากๆเดี๋ยวกรรมก็ตีกลับเป็นความเครียดนั่นแหละ

จะพ้นจากวงจรกรรมจริงๆก็ปลงไปเลย ปลงเจตนากรรมไปเลย ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรไปเลย มันก็จะไม่มีพลังงานกรรมใหม่ซ้อนลงไป กรรมเก่าที่สะสมมามันก็จะเริ่มคลายตัวมันเองออกมาเรื่อยๆ ยิ่งไม่ตั้งมากเท่าไหร่มันจะยิ่งคลายพลังงานกรรมเก่าออกมามากเท่านั้น แล้วมันก็จะสว่างใสคลายจากอัตตาไปเอง

No comments:

Post a Comment