Tuesday, February 19, 2013

ดั้งเดิมแท้ ตอนที่ 3(จบ)

                เหมือนที่องค์พระพุทธเจ้าท่านเทศน์มาตั้งแต่ 45 ปี นั่นเรียกว่าดีไหม ดี เรียกว่าทำงานไหม ทำงาน ทำเพื่อเอาไหม ไม่ได้ทำเพื่อเอา   ทำให้สรรพดวงใจทั้งหลายให้หลุดให้พ้นทุกข์ตาม ให้รู้จักวางใจตาม   วางสังขารตาม ปลงกายตาม ปลงสังขารตาม ปลงใจตาม ปลงอารมณ์ตาม ปลงกิเลสตาม ก็ เลยราบรื่นเลย คือจิตไม่ต้องสะดุดเลย ไม่ต้องมาขุ่นข้องหมองจิตหมองใจของพระองค์ท่าน เพราะไม่ได้ยึดเอา

นี่ก็เหมือนกัน เมื่อจิตมันมีบทสรุปอย่างนี้ ก็คือชีวิตมันมีบทสรุปไง ตรงที่มันไม่เนื่องด้วยตัณหา คือมันไม่เอาแล้ว หรือว่าถ้าจะเอา เอาเกิดไหม เอาแก่ไหม เอาเจ็บไหม เอาตายไหม อย่างเกิดแล้วก็แล้วไป แก่แล้วก็แล้วไป เจ็บแล้วก็แล้วไป ตายแล้วก็แล้วไป จะเอาได้อย่างไร เอาไม่ได้ไง นี่คือสัจธรรม มันยึดไม่ได้ทั้งหมด

นี่อายุผ่านมากี่สิบปี 40 ปี 45 ปี 50 ปี ปีไหนที่เราเอาไว้อยู่ เอาไว้อยู่สักปีหนึ่งไหม ไม่อยู่ ผ่านมา 10 ปี ก็ผ่านไป 10 ปี ผ่านมา 20 ปี ก็ผ่านไป 20 ปี เอาไว้ไม่อยู่เลยสักปีเดียว อย่าว่าแต่ปีเดียวเลย วันเดียวก็เอาไม่ อยู่ นี่เดี๋ยวมันก็ผ่านไปอีกแล้ว

ฉะนั้น บทสรุปของชีวิตคือ “มันทำเอาไม่ได้ มันเป็นเพียงสภาพอนิจจังของโลกของสังสารวัฏทั้งหลายที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ฉะนั้นการอยู่กับสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานะ การที่จะสอดคล้องกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันต้องไม่เนื่องด้วย ตัณหา อุปาทาน คือยึดเอา มันต้องไม่เนื่องด้วยความพยายามที่จะยึดเอา มันจึงจะอยู่ได้แบบราบรื่น

ฉะนั้นการอยู่กับสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ร่างกาย สังขาร จิตวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนี่ ที่มันจะราบรื่นก็ตรงที่มันต้องไม่เนื่องด้วยการยึดเอา เอาตัวเองเป็นประมาณก็ไม่ใช่ เอาคนอื่นเป็นประมาณก็ไม่ใช่ หรือจะไปคอยเอาอะไรอย่างอื่นมาเป็นประมาณ ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ จิตดี จิตไม่ดีนี่ นี่ถ้าจะมายึดเอาเป็นประมาณ ยึดมาเป็นตัวเองอยู่ ก็ไม่ราบรื่น ไม่ว่าคนไหน คนนั้นดี ตัวเองไม่ดี คนนี้ไม่ดี ตัวเองดี ก็ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมาอยู่นี่ ทำไปทำมาก็วุ่นวายเต็มสังคม มันไม่ใช่ มันผิดธรรมชาติ เพราะมันยังหลงอยู่ ตรงที่มันยังยึดเอาอยู่

เหมือนกับเราสงเคราะห์ลูกหลาน หรือลูกศิษย์ลูกหาตัวเอง สงเคราะห์ แต่ไม่ใช่จะเอา ให้แล้วแล้วไปเลย สงเคราะห์แล้วก็แล้วไป สงเคราะห์แบบไหน คือให้รู้ว่าไม่อยู่บนพื้นฐานของการยึดเอา คือให้ก็ให้ล้วนๆไปเลย สงเคราะห์ก็สงเคราะห์ล้วนๆไปเลย นี่คือ “ทำให้ไม่ใช่ทำเอา” นั่นแหละถึงจะพ้นทุกข์ “ใจ” น่ะนะที่มันจะไม่ทุกข์

ทีนี้บางทีเราไปตั้งความหวังให้เขามากเกินไป ว่าจะต้องมาช่วยเหลือตัวเอง จะต้องมาตอบแทนตัวเองนะ เวลาแก่ เวลาเฒ่า บางทีลูกหลานก็ไม่เป็นไปตามนั้น ลูกศิษย์ลูกหาก็ไม่เป็นไปตามนั้น แล้วตัวเองก็เป็นทุกข์ เห็นไหม นี่แค่ตั้งความหวังเฉยๆนะ ก็ทุกข์แล้ว ก็ผิดพุทธประสงค์ ไม่ตรงกับความประสงค์ของพระอรหันต์ที่จะให้เราพ้นทุกข์ มันยังดำเนินวิถีชีวิตไม่ถูก
ก็ให้รู้ว่า คือจิตทุกดวงที่มันจะไม่ทุกข์นี่นะ มันจะต้องเป็นจิตที่ไม่เนื่องด้วยอะไรทั้งนั้น จะข้อแม้ จะเงื่อนไข จะอยู่แบบไหน จะอยู่อย่างไร มันจะต้องเป็นจิตอิสระ จิตที่มันไม่เนื่องด้วยเงื่อนไขในการดำรงอยู่ในตัวของมันเอง เขาเรียกว่าเป็นจิตธรรมชาติ จิตเดิมๆ ที่มันไม่เรื่องมาก จะตายตรงไหนดี จะแก่อย่างไร จะเจ็บอย่างไร มันไม่เรื่องมาก เหมือนกับก้อนหินก้อนหนึ่ง แตกเป็นแตก ผุเป็นผุ กร่อนเป็นกร่อน ร่อนเป็นร่อน อย่างนี้ก็เหมือนกัน อยู่ที่มันไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คาในทุกข์ทั้งหลาย จิตมันจะต้องอยู่นอกเหนือเงื่อนไข แก่เป็นแก่ แย่เป็นแย่ เจ็บเป็นเจ็บ ปวดเป็นปวด เปียกเป็นเปียก แฉะเป็นแฉะ แห้งเป็นแห้ง ร้อนเป็นร้อน หนาวเป็นหนาว อย่างนี้ ไม่ติด ไม่ขัด เขาเรียกว่า จิตมันอยู่นอกเหนือเงื่อนไขในการดำรงอยู่ เป็นจิตที่ไม่ฝืดเคืองแบบนี้ นี่ที่เรียกว่า “จิตเดิมแท้ จิตบริสุทธิ์” นั่นแหละ สติแล้ว สมาธิแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับปัญญาของพุทธะเรียบร้อยแล้ว คือสัจธรรมตามธรรมชาติ

แต่นี้เราคุ้นเคยมากกับการเผื่อเลือกทางใจ ต้องอย่างนี้นะ อย่างนั้นไม่ได้ ต้องอย่างนั้นนะ อย่างนี้ไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นจิตที่ยึกยักๆ ทำไมต้องเจ็บด้วย ทำไมต้องป่วยด้วย ทำไมต้องแก่ด้วย แย่แล้วเราอย่างนั้นอย่างนี้   มัน ยึกยักไปหมดชีวิต ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเล็บเท้า อย่างนี้เป็นต้น นี่คือมันพะรุงพะรังอย่างนี้ มันติดอย่างนี้ มันฝืดเคืองอย่างนี้ ทีนี้ธรรมะที่ให้เข้าใจนี่ เป็นธรรมะคือธรรมชาติ หมายถึง ธาตุเดิมๆแท้ ที่มันนอกเหนือเงื่อนไขในการดำรงอยู่ แล้วอันนั้นล่ะมันจะไม่มีกิเลสเหมือนกันหมด

จะสงบแบบไหนดี ไม่ต้องมีรูปแบบ ถ้าสงบแบบไหนดี มันไม่สงบหรอก เพราะมันคารูปแบบอยู่ แต่ถ้ามันสงบจริงๆ มันไม่มีรูปแบบ ลืมตาก็สงบ เปิดตา หู จมูก ลิ้น ก็สงบ จิตมันไม่เนื่องด้วยอะไร นี่เขาเรียกว่ามันไม่เรื่องมาก มันไม่เกาะ มันไม่ยึด ก็เรียกว่า “เบิกบานอยู่แล้ว เป็นธาตุที่เบิกบาน และจิตที่เบิกบานอยู่แล้ว”

ดังนั้นที่มันเป็นอยู่นี่ ที่มันซึมบ้าง มันเหงา มันหงอยอยู่น่ะ มันเป็น “วิบากของอุปาทาน” เพราะว่าจุดหมายของจิตนี่มันถี่ยิบเลย จึ้ง จ้อง จริงจัง จดจ่อๆๆๆ มันถี่ยิบไปหมด มันเป็นวิบากของอุปาทาน แล้วมันก็ต้องมาซึมมาเหงามาหงอย มาเสวยเวทนา กลายเป็นนิวรณ์ ง่วงเหงาเศร้าซึม
คอยสังเกตง่ายๆ เวลาไปดูหนังดูละคร หน้าจอทีวี จ้องอยู่น่ะ สังเกตง่ายๆ ตรงนี้ คือวิบากมันเยอะ สักหน่อยน้ำตาไหลไม่รู้เรื่อง สักหน่อยก็แยกเขี้ยวไม่รู้เรื่องอีกนะ อย่างนี้เป็นต้น เพราะวิบากมันแรง
ฉะนั้น การแก้วิบากตรงนี้มันมีอย่างเดียว ตอนนี้นะ จิตน่ะ ให้มันไร้เงื่อนไขในการดำรงอยู่ไปเลย และให้มันไร้ที่หมายไปเลย อย่าหาที่หมายให้กับมัน เพราะเท่าที่ผ่านมานี่ ที่หมายมันถี่ยิบมาก มันจะจึ้ง จะจ้อง จะจดจ่อนี่ เขาเรียกที่หมายของอุปาทาน อุปาทานมันตามยึดไปเรื่อยๆในสรรพสิ่งทั้งหลายในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทั้งหลาย ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเอาใจอุปาทานแล้ว ปล่อยจิตให้เป็นธรรมชาติ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปิดกว้างเอาไว้ อย่าพยายามไปเน้นอะไรมาก อย่า พยายามไปจดจ่ออะไรมาก อย่าพยายามไปบุคลิกเจาะจงอะไรกับสรรพสิ่งมาก เปิดจิตไปตามธรรมชาติ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ตามธรรมชาติ แต่ไม่ต้องไปเจริญตัณหา ไม่ต้องไปเจริญอุปาทาน ไม่ต้องไปคอยเน้นอะไรมาก และไม่ต้องไปคอยตอกย้ำอะไรมาก เท่านั้นแหละ เดี๋ยวมันจะคลายวิบากตัวนี้ไปเอง ถ้ายิ่งเราไปตอกย้ำมาก เรื่องนั้นเรื่องนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ เดี๋ยววิบากตัวนี้จะมาเยี่ยมเยียน จะมาถามหาเลย เดี๋ยวก็จะเศร้า เดี๋ยวก็จะซึม จมอารมณ์ก็ง่าย โทสะก็ง่าย ราคะก็ง่าย หงุดหงิดก็ง่าย รำคาญก็ง่าย ฟุ้งซ่านก็ง่าย มันจะง่ายต่อการจมอารมณ์ไปหมด อย่างหงุดหงิด รำคาญ ฟุ้งซ่าน เบื่อหน่ายนี่ ก็เรียกว่าเป็นอารมณ์ พอใจไม่พอใจนี่ ก็เรียกว่าเป็นอารมณ์ พยาบาทนี่ก็เป็นอารมณ์ เป็นอารมณ์ไปหมด

อารมณ์ เขาเรียกว่าเหมือนกับทะเล เหมือนมหาสมุทร เหมือนกับน้ำ พอเราไปจมกับมัน ไปแช่กับมัน มันก็เหมือนกับแช่น้ำ ลอยคอในมหาสมุทร มันไม่ตื่น ไม่คล่องแคล่ว มันก็ทุกข์ไป เวทนาไป อืดไป แช่ไป จมไป นี่ก็เกิดจากการที่เราคอยเจริญตัวจดจ่อมาก คอยเน้นมาก คอยสนใจมาก ใส่ใจมากนี่ มันเป็นกิริยาของอุปาทานหมด ตัณหาหมด ซึ่งเราก็ไม่รู้ตัวเองว่านี่กำลังเจริญตัณหาอุปาทานตั้งแต่ตอนไหน จนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์มาบอก จึงจะเข้าใจ อย่างนี้นะ การไปเน้นมาก จดจ่อมาก อุปาทานมาก มันก็ตึงมาก แคบมาก อึดอัดขัดเคืองมาก
อ้อ…เราก็เปิดเลยทีนี้ เหมือนกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ มันจะไร้ทิศทาง ถ้าเปรียบด้วยจิตรู้ของทุกคน ก็เหมือนกับว่า เป็นการรู้ที่มันตื่นพร้อมตลอด ไม่จำเพาะทิศทาง จ้า…พร้อมกันทีเดียวเลย มันไม่ไปมัวเลือกทิศทางอยู่ ไม่ไปมัวเจาะจงตรงนี้ตรงนั้นอยู่เพราะฉะนั้นจิตของพระอรหันต์ก็เหมือนกัน ตื่นพร้อมตลอด ไม่มัวไปเจาะจงอยู่ ต้องอย่างนี้ต้องอย่างนั้น ไม่มัวไปงมอยู่
ช่วงหลังนี้พวกเรางานเยอะ เขาให้งานเยอะ เราก็จดจ่อกับงานมาก เลยเครียด อาจารย์ 2 อาจารย์ 3 อาจารย์ทั้งหลาย คนไม่เคยใส่แว่นก็ต้องใส่แว่น มันเครียด จดจ่อ ทุ่มเท แล้วก็ได้มานิดเดียว หมดอีกแล้ว งานเยอะ แล้วมันก็เลยทำให้อุปาทานมากตามงานเหมือนกัน จริงจัง จดจ่อ ถ้าเราผ่อนคลายไม่เป็น ก็เรียบร้อยเลย เข้ารพ.ก็มีบางคน บางคนก็ตั้งเอาไว้เยอะ เสียศูนย์ ก็ดื่มเหล้ายา เมา 3 วัน 7 วัน เพราะมันก็อยู่บนพื้นฐานที่เราตั้งเพื่อเอาทั้งนั้น มันผิดตั้งแต่เริ่มต้น
ถ้าเรารู้ว่าเราทำงานทุกวันนี้เราทำตามเหตุตามปัจจัย ทำแล้วก็แล้วๆไปซะ มันจบแล้ว มันผิดนิดเดียวตรงที่เราไปตั้งเอามากเกินไป แล้วมันก็ยึดไม่ได้ มันไม่แน่นอน หมายถึงว่าเราจะได้มาแล้ว มันก็ยึดไม่ได้เหมือนเดิมแหละ ก็ได้แต่บรรเทา แค่อาศัย แต่นี่เราให้มันเรียบง่ายไปตลอดชีวิตจะไม่ดีกว่าหรือ
ขอให้รู้ว่ามันเอาไม่ได้อยู่แล้ว ก็เรียบง่ายกับการอยู่ไป วันนั้น วันนี้ เดือนนั้น เดือนนี้ ปีนั้น ปีนี้ จนแก่ จนตาย เป็นวิถีของความเรียบง่ายไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นหลวงพ่อขอฝากไว้นิดหนึ่ง ตรงที่ “จิตที่สงบน่ะ ไม่ต้องไปเริ่มต้นให้กับมัน ว่ามันต้องแบบไหน ไม่ต้องหาหนทาง ไม่ต้องพยายามเข้าไปทำ ถ้าพยายามเข้าไปทำ ยิ่งไม่สงบ ยิ่งหาหนทาง มันก็ไปเรื่อย ค้นก็ไม่ต้องค้น หาก็ไม่ต้องหา สงบเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ”
ถ้าเข้าใจอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ใส… สว่างขึ้น… ทุกวันๆๆๆ ใจก็เย็นลง วาจาก็เย็นลง
จบบริบูรณ์

No comments:

Post a Comment