Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#3

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(อริยมรรค)

มรรคเพื่อเป็นทางออกจากทุกข์(ระวังภาษานะ) คือ ไม่ทำ หรือ ยุติทำ   บัญญัติที่ว่าปฏิบัติ ไม่ได้หมายถึง การสร้าง หรือ ปรุง  แต่ง  ทำ เพราะอะไรจึงว่า มรรคที่แท้ คือ ไม่ทำ เพราะโดยการปรากฏขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน = สมุทัย (ผลของความเคยชิน – อนุสัยเก่าๆ = วิบาก) นั้น เขาจะหลอกหรือยั่วยวน  เชิญชวนให้เรา ทำ = กรรม(ต่อ)คือไม่ตัด ไม่จบ ซึ่งตรงจุดนี้ก็คือ การหลงมีเจตนา หรือเป็นความหลง-เกิด-ความจงใจ

         ณ  จุดที่ผู้คนเป็นอยู่นี้ จะมีความหลงในการทำเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะความจงใจทางใจ คือ มโนกรรม เนื่องเพราะความไม่รู้สัจธรรม  มีความอยาก ความยึด  ก่อให้เกิดเจตนากรรม เรื่อย ๆ ไป เป็นการสืบต่อภพชาติ(สันตติ) โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น  การจะพ้นจาก
สังสารจักรนี้ได้ คือ การยุติเจตนากรรม ที่เรียกว่า ไม่ทำ (ยุติทำ) ซึ่งการยุติทำนี้ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ จิตใจนั้นต้องเข้าใจและซาบซึ้งต่อความเป็นจริงของทุก ๆสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่

     เมื่อ“ยุติทำ” ก็เท่ากับยุติการส่งผลของตัณหา–อุปาทาน ทำให้ตัณหา–อุปาทานฝ่อ – หมดอิทธิพลหรือจืดไปเรื่อยๆ อันนี้แหละที่ท่านกล่าวว่า “ ขันติคือความอดกลั้น(ตบะ)  เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง” ขันติในที่นี้หมายถึงปัญญา คือเข้าใจหรือสัมมาทิฐินั่นเอง

    เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้น ก็เริ่มที่ มโนกรรม สืบเนื่องเป็น วจีกรรม หรือ กายกรรมแล้วก็ต้องมี ผลของกรรม ที่เรียกว่า วิบาก ตามมาให้ต้องเสวยอีก และแน่นอนว่า วิบาก นั้นคือ ขันธ์ อันหมายถึงกองทุกข์ คำว่าวิบากโดยเนื้อหาจริงๆก็คือ ลำบาก จะหยาบ - ละเอียดก็เป็นเพียงดีกรีของความลำบากคือกัน ลำบากมาก – ทุกข์มาก หมายถึง สุขน้อย วิบากน้อย  ลำบากน้อย- ทุกข์น้อย หมายถึง สุขมาก แต่ขึ้นชื่อว่าผลของกรรม หรือวิบากจะรูปแบบไหน ก็เป็นแค่ลีลา หรือลวดลาย ของอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา เท่านั้น มิใช่สิ่งที่เรียกว่าอมตะ คือ ทุกข์ก็มีอายุรกรรม, สุขก็มีอายุรกรรม กลางๆเฉยๆก็มีอายุรกรรม  ล้วนเป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จึงไม่สมควรเลยที่จะไปเพลิดเพลิน  จมปลักหรือดิ้นรน ไขว่คว้าเพื่อให้มี ให้เป็น    ให้ได้อะไรๆ  ทั้งหลายทั้งปวง  หรือ ปฏิเสธ ปฏิฆะ ต่อต้าน ผลักใสอะไรๆให้เหนื่อยฟรี!

                          ตรองดูดีๆเถิดนะ...

No comments:

Post a Comment