Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#39

การทำสมาธิ แบบเจตนา  ทำการรวมจิตให้เป็นหนึ่ง  แล้วก็ระเบิด ตูม ! ออกมา  แล้วบอกว่าบรรลุธรรมนั้น  ท่านบอกว่ามันไม่ถูกต้องโดยธรรม  การรวมจิตให้เป็นหนึ่งด้วยอาศัยความเพียร – ความพยายาม, เจตนาทำๆๆๆ  จริง ๆ ก็คือ  การรวบรวมอุปาทาน “เข้าเป็นหนึ่ง”  และเมื่อมันทนไม่ได้ (ทุกขัง – ขังทุกข์) ก็เลยระเบิดตูม! ( แสดงสัจจะ)ออกมา  แต่เมื่อมีอนุสัยความคุ้นชินที่รวบเข้าก็จะรวมกันอีก  ระเบิดอยู่นั่น  เข้า ๆ ออก ๆ อยู่นั่น  สมาธิหรือเอกัคคตาชนิดนี้
ไม่เรียกสัมมา...จะเรียกว่ามิจฉาสมาธิ หรือโลกิยสมาธิก็ว่ากันไป

ท่านจึงกล่าวว่า  เมื่อใจตรงต่อ  ไม่..อยู่แล้ว , ไม่ต้องอยู่แล้ว , ว่างอยู่แล้ว  จริง ๆ
นั่นแหละคือ  นิโรธ  = ความดับลงของตัณหา ความดับไม่เหลือของตัณหา
นี้แหละคือเนื้อหาของ  นิโรธสมาบัติ  ของจริง  ไม่ต้องเข้า –ต้องออก  ไม่ต้องทำ  ไม่ใช่ต้องไปนั่งเข้า – ออกจากสภาวะนิโรธที่ทำขึ้น

การเตือนใจถึงความเป็นจริงที่ว่าทุกสรรพสิ่งว่างอยู่แล้ว , ไม่เกี่ยวกับอะไรอยู่แล้ว , ไม่ใช่อยู่แล้ว , ไม่เนื่องด้วยอยู่แล้ว  ทำให้ใจเลิกสำคัญมั่นหมายในปรากฏการณ์ , เลิกสนใจ , เลิกแวะ, เลิกแช่ , เลิกจม , เลิกงม , เลิกสาระวนกับสภาวะ เรียกว่าตื่น!!! จะไปเอาปัญญาแบบไหนอีก
 มัวแต่ไปวิตก วิจัย วิจารณ์ มันก็เป็นเนื้อหาของโมหะ  อวิชชา อุปาทานนั่นเอง  ดูดี! วิตก  วิจัย  วิจารณ์แล้วจะได้เข้าใจ

           อันนี้ให้เราเข้าใจตรงต่อความจริงที่ว่า “อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา”นี้คือ ทุกสิ่งไม่ยึดเกาะตัวมันเองอยู่แล้ว , มันไม่มีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว , มันไม่เกี่ยวกับกายแบบไหนใจจะอย่างไรอยู่แล้ว ปราศจากเงื่อนไข , ไร้ข้อแม้ใด ๆ, ไม่ใช่การยึดติด ,จะเอาก็เอาไม่ได้จริง จะยึดก็ยึดไม่ได้จริง เห็นชัดเข้าใจชัดดังนี้แล้ว “ใจ”มันจะเด็ดเดี่ยว , เด็ดขาด , อาจหาญในการปรากฏขึ้นของกรรมวิบากทุกรูปแบบ  ก็ข้ามพ้นอนุสัย ธาตุ ขันธ์ไปเอง ,จืดจางไปเอง , หมดความหมาย , หมดความหลงเป็น..ไปเอง เรียกว่า ไม่หลงแบกวิบาก

          คราเมื่อวิบากปรากฏก็ไม่ทุกข์ยากลำบาก(เพราะไม่แบก)จนเกินไป  อนุสัยก็ไม่ใช่อนุสัย , ธาตุก็ไม่ใช่ธาตุ , ขันธ์ไม่ใช่ขันธ์อีกต่อไป  ไม่ไปหลงแวะเวียน เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง  วิตก – วิจัย – วิจารณ์ ให้เป็นเป้า เป็นจุด เป็นธุลีให้ตัณหา – อุปาทานได้หยั่งรากฝากเมล็ดไว้สืบภพ  สืบเผ่า  สืบพันธุ์ต่อไปอีก

               สรุปให้ใจตรงต่อความเป็นจริงเรื่อย ๆ แล้วมันก็เลิกหลงไปเอง  ทุกปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกายและใจ “ ไม่ใช่”ทั้งหมด  นี้คือความจริง  ที่ไปหลงยึด  หลงเกาะ หลงแกะกันอยู่มันก็เป็นเรื่องที่เนื่องด้วย  กาย – ใจทั้งหมด เมื่อ “ใจ”ไม่เนื่องด้วยปรากฏการณ์ของใจเองเป็น  เพราะใจได้บทสรุปที่ตรงต่อสัจธรรม  ตัณหาก็เป็นอันถูกละ , อุปาทานก็ไม่อาจหาที่ยึด – ที่เกาะได้  มันก็ล้มหายตายจากไปเอง
    พระนิพพานนั้น   :   ไม่ใช่กาย – ใจ, ธาตุ – ขันธ์ใด ๆ
:   ปราศจากเหตุ – ปัจจัย
:  นอกเหนือ กิริยา – เจตนากรรม
:  นอกเหนือและไม่ใช่สิ่งปรุงแต่ง(สังขาร)ทุกชนิด
:  นอกเหนือข้อแม้  เงื่อนไขทั้งปวง
:  พ้นจากตัณหา – ปราศจากตัณหา  หรือความดับลงของตัณหา
:  สมบูรณ์อยู่แล้ว
           เมื่อใจตรงต่อ  
                 ไม่...อยู่แล้ว
                                ไม่ต้องอยู่แล้ว                    
                                                ไม่ตั้งอยู่แล้ว
                          ไม่เนื่องด้วยอยู่แล้ว   ไม่อะไรกับอะไร   แล้วแล้วไป ....
                                        อย่างเด็ดเดี่ยว – เด็ดขาด – อาจหาญ

จุดอ่อนทั้งหลายจะหายไปเอง  ไม่ต้อง(หลง)ไปกำจัดจุดอ่อน....หลอก
มันเลิกอ่อนแอไปเอง  ไม่ต้อง(หลง)สร้างความเข้มแข็งขึ้นมา...หลอก
มันเลิกอ่อนไหว – เลิก ไหลตามไปเอง  ไม่ต้อง(หลง)ไปสร้างความมั่นคงขึ้นมา...หลอก
มันหมดความหย่อน – ยานไปเอง  ไม่ต้อง(หลง)พยายามสร้างตบะขึ้นมา...หลอก
เพียงใจตรงต่อสัจจะ  ความที่ใจตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) จะเป็นไปเอง  เพราะจิตมันเลิกหลงเลิกแวะ – เวียน – วกวน – แส่ส่าย – ควาน – ค้น – หา – เอา  อะไร, ไม่อะไรกับอะไร  อย่าได้หลงไปพยายามทำใจให้ตั้งมั่นเลย  นั่นมันถูกตัณหา – อุปาทาน – โมหะหลอก  

     ความไม่ทุกข์ หรือความพ้นทุกข์  คือ การดำเนินชีวิตไปแบบไม่เนื่องด้วยอะไร  ยิ่งเนื่องด้วยมาก , เกี่ยว - ข้องกับสิ่งใดมาก ๆ ทุกข์ก็ยิ่งมากเพราะติด – ขัด – ข้อง – คามาก

No comments:

Post a Comment