Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#38

สิ่งที่ทำขึ้น ไม่ใช่(ทางสาย)กลาง  (ทางสาย)กลางที่แท้ ปราศจากการกระทำ

                      กลางคือว่าง  กลางคือไม่เลือกอะไร(เพราะอะไรๆก็ไม่ใช่อยู่แล้ว)

(ทางสาย)กลางนั่นคือความพออยู่แล้ว  ไม่ใช่ทำให้มันพอ  หรือให้มันดีพอ  หรือให้มันพอดี ๆ  ธรรมชาติมันพออยู่แล้ว  อย่าทำความไม่พอ  หรือสร้างความพร่องไปซะเอง

      (ทางสาย)กลางไม่ใช่การอยู่กับอะไร หรือคอยอยู่กับอะไร , การอยู่กับสภาวะใด ๆ ได้นั้นมันมีตัณหาพาอยู่  เพราะโดยสัจจะ มันวางกันเองตลอดและอยู่เองแล้ว  สภาวะที่ค้างคา , ทรง , ดำรง , คอย , อยู่จริงๆ  ไม่อาจมีในธรรมชาติแท้ ๆ ได้  ถ้ามีก็เป็นเพียงสภาวะอุปโลกน์คือสมมติเท่านั้น  แม้จะอยู่ , ทรง , ดำรงกับความเป็นกลาง หรือแม้แต่ความว่างก็ไม่ใช่ มีแต่ผ่านตลอด,   หลุดตลอด, วิมุติหลุดพ้นกันอยู่เองแล้วโดยตลอด  นี่คือสัจธรรม!!

           คำโบราณกล่าวว่า  จะถึงนิพพานเร็ว  ให้คลาน  จะถึงนิพพานนานให้วิ่ง  ดูเหมือนจะถูกแต่ก็ยังไม่ใช่  ถึงนิพพานไม่ได้  หากยังคลานยังวิ่งอยู่  “นิพพานอยู่แล้ว”  อย่ามัววิ่งให้เลยนิพพาน  อย่ามัวคลานให้เลยวิมุตติไปซะเอง  ถ้ามัวแต่คลาน มัวแต่วิ่ง แต่ไม่ยอมหยุดซักทีแล้วจะตรงต่อจบอยู่แล้วได้อย่างไร(ก็มัวแต่ มัวแต่อยู่นั่นไม่จบซะที เพราะเข้าใจไม่แจ่มชัด จึง “มัว” เมื่อใจมัน “มัว”ก็เลย “ลังเล” จึงมี “แต่”ตามมา นี่เป็นรหัสนัยของภาษา)
สำเหนียกถึงคำว่า...เองอยู่แล้วให้ดี ๆ ให้มันแม่นๆซะหน่อยต่อความเป็นจริง จะได้เลิกหลงทำ  เลิกหลงปรุง  เมื่อใดที่ “ยุติทำ” ก็ตรงต่อเนื้อหาของ “ยุติธรรม” ทันที

     คำว่า “ทาง” จริง ๆ จึงมิได้หมายถึงทางในลักษณะที่เป็นวิถี วิธีการ พิธีกรรม  วัตรปฏิบัติใดๆ
            ไม่มีทาง  นั่นแหละ  ทาง
     ไม่มีทำ    นั่นแหละ  ทาง
หมดทาง  ก็ถึง  ธรรม
      หมดทำ    ก็ถึง  ธรรมแท้

สมาธิที่แท้ปรากฏเมื่อหมดความตั้งใจ , นอกเหนือความพยายาม , ไม่เอานั่นแหละตรงกับเนื้อหาว่าปล่อยวาง  ที่ใช้คำว่า  ปรากฏ  เพราะที่แท้มันสงบอยู่แล้ว – ตั้งมั่นอยู่แล้ว – ดับอยู่แล้ว  เพียงแต่ให้เราเลิกวุ่นวายไปซะเอง  สิ่งนั้นก็สัมผัสหรือรับรู้ได้ต่อหน้าต่อตา  ยกตัวอย่าง  เช่น  ห้องประชุม  หรือศาลาที่ว่างเปล่า – สงบเงียบอยู่ก่อนแล้ว  ต่อเมื่อมีคนเข้ามามากขึ้น  เดินกัน ขวักไขว่  พูดคุยกันโขมงโฉงเฉง  ทั่วไปเราจะเข้าใจว่า  ความว่างหายไป – ความสงบ – ความเงียบหายไป  ถ้าต่างคนก็ต่างเดินหาความว่าง – ความสงบ , ต่างตะโกนบอกกันและกันให้หยุดพูดคุย หรือต่างคนต่างพยายามทำให้คนอื่นหยุด  แล้วมันจะเจอความว่าง – ความสงบได้จริงมั้ย

     ต่อเมื่อทุกคนหยุดเดิน  หยุดคุย คืออยู่เฉยๆสักครู่  ทุกคนก็จะสัมผัสกับความเงียบความสงบได้  และเมื่อทุกคนออกไปจากห้อง  ความว่างที่ “อยู่แล้ว” ก็ปรากฏชัดเจนได้ทันที

ถามว่าความว่าง  ความสงบเงียบที่เกิดภายหลังจากที่ให้ทุกคนหยุดเดิน  หยุดคุย  หรือออกไปจากห้อง  เป็นสิ่งที่ทำขึ้นหรือเปล่า  คำตอบคือไม่ใช่  มันมีอยู่ก่อนแล้ว  แต่ดูเหมือนหายไป  เพราะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น  ที่ว่าดูเหมือนหายก็เพราะจริง ๆ มันไม่เคยหายไปไหน
คือมีอยู่ตลอดนั่นแหละ  แต่เราสัมผัสมันไม่ได้  เพราะใจเราก็วุ่นหรือไม่ตรงกับว่าง  ก็เลย  เหมือนรับคลื่นกันไม่ได้

อันนี้ก็เนื้อหาเดียวกันคือ   ความดับ – ความหลุดพ้น – ความตั้งมั่น – ความว่าง – ความสะอาด – ความสว่าง , ความสงบ, ความไม่ใช่อะไรจริง , ความปล่อยกันเอง ฯลฯ มีอยู่แล้วเพียงแค่ให้เข้าใจ และตรงต่อความเป็นจริง จริง ๆ เท่านั้น  อย่าได้หลงเอากิเลสตัณหา – อุปาทานไปปฏิบัติในลักษณะเจตนากรรม  หรือปฏิบัติทำ  เพื่อหวังจะเข้าถึงความพ้นทุกข์ในรูปแบบต่าง ๆ มันยิ่งทำยิ่งไม่ใช่   ยิ่งไม่ถูก  ยิ่งไม่ตรง  ยิ่งห่างไกลจากความจริง  อย่างดีก็ได้แค่ดูดี  ดูคล้าย  เหมือนเพชรรัสเซีย (ของทำขึ้น)  กับเพชรแท้ (ของเกิดเอง)  ดูคล้ายแต่เนื้อหาจริง ๆ ไม่ใช่
เพราะเมื่อจิตหลงมาก ก็จะไหลตามอารมณ์ไปทางตา – หู –จมูก – ลิ้น – กาย – ใจรู้สึก นึกคิดและทำตาม คือ กามสุขัลลิกานุโยค   เมื่อรู้ว่า “ไม่ใช่” คือตื่น! ก็จะปฏิบัติ
ต่อเมื่อจะปฏิบัติ  ก็หลงพยายามบังคับ, พยายามฝืนไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ภายนอก โดยหาหลักสร้างหลักให้จิตเกาะ อยู่กับ... หรือย้ายฐานจิตหรือพยายามทำ(สิ่งหนึ่ง)เพื่อให้อารมณ์นั้นดับ แม้แต่ย้อนกลับมาคอยรู้คอยดู ตามรู้ ตามดูปรากฏการณ์ในใจตนเอง ก็ยังเป็นอัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนให้แก่ตน...ซะเอง)
ต่อเมื่อมีสัมมาทิฐิ  :  ตรงต่อไม่....อยู่แล้ว , ไม่ต้อง.....อยู่แล้ว , ไม่เนื่องด้วย...อยู่
                                       แล้วจริง ๆ
                                    :  จิตยุติทำ , ยุติการดิ้นรนแสวงหาโดยเจตนา  คือไม่มีเจตนาทำ
                                        แต่เมื่อสัมมาทิฐิยังไม่สมบูรณ์  จิตก็แอบทำงานเป็น      
                                        อัตโนมัติตามความคุ้นเคยและห้ามไม่ได้อีกด้วย

        ความเป็นฌานจิตในแต่ละระดับจะว่าไปแล้วก็คือความเป็นไปของจิตใจที่เลิกหลงยึดในสังขาร(สิ่งปรุงแต่ง)ทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะปัญญา ความเคยชิน(อนุสัย)ที่จะวิตก–วิจัย-วิจารณ์ของจิตเกิดขึ้นและดำเนินไปก็เพราะเสพติดรู้  เสพติดปัญญา ก็เลยอยากรู้–อยากเข้าใจ

              นั่นก็คือจิตจะมีวิตก – วิจารณ์ในสภาวะ – ในปรากฏการณ์คราเมื่อมีธรรมารมณ์เกิดขึ้น  ดังนั้นการวิตก – วิจารณ์ของจิต  มันเป็นขบวนการพัฒนาของปัญญาก็ได้  เมื่อวิตก – วิจารณ์สภาวะ  จนเข้าใจถ่องแท้แล้ว  มันก็เลิก วิตก – วิจารณ์ไปเอง  นี้ก็อันหนึ่ง  เปรียบเหมือนว่า  มันยังไม่เข้าใจ และอยากจะเข้าใจ(อยากรู้ เพราะเสพติดปัญญา) มันก็จะคิดค้น – วิจัย – วิจารณ์ – วิตก  จน clear (แจ่มแจ้ง) ก็เลิกคิดค้น(จบเป็นเรื่องๆ)  แต่มันจบไม่จริงเพราะมันได้ทิ้งอนุสัยหรือความเคยทางใจที่จะคอยวิตก-วิจัย-วิจารณ์ไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นความฟุ้ง ความซ่านทางใจ

 เพื่อให้เลิกหลงรู้ เลิกหลงปัญญา  จบงานวิตก-วิจัย-วิจารณ์ให้กับจิตเป็น  ยุติการสร้างเหตุสร้างปัจจัย(เชื้อ)ของความฟุ้งซ่านไว้ในใจเป็น (แต่ที่มันติดลมมานั้นก็ต้องช่างมันสถานเดียว อย่าได้พยายามไปแก้ไขมันเด็ดขาด)และจะไม่เยิ่นเย่อ – ยืดเยื้อ – เรื้อรังไปหน้าเรื่อย ใหม่ๆเราค่อยๆเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงของสภาวะ , เหมือนเตือนจิตให้ได้บทสรุปที่ถูกต้อง – ตรงต่อสัจจะ  เพราะถ้าไม่เตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงของสภาวะ
มันก็จะเสียเวลาคิดค้น – วิตก – วิจัย – วิจารณ์
เสี่ยงที่จะส่งเสริมความคุ้นเคยที่จะแช่สภาวะได้ง่าย
เพิ่มความหลงในแง่ของการไปสำคัญมั่นหมายสภาวะ
กลายเป็นปัญญาแตกซ่าน วกวน ยึดติดกับความรู้  ความเข้าใจ กลายเป็นทิฐิ มานะต่อไป
กลายเป็นส่งเสริม  ตัณหา  - อุปาทาน
กลายเป็นการสร้าง – ตอกย้ำ อนุสัยวิบากเก่าเรื่อยไป  โดยเฉพาะอนุสัยที่ชอบวิจัย – วิจารณ์  จะเอาปัญญา ชอบหาความรู้หรือติดรู้
ก็ตัวคิดค้น – วิตก – วิจารณ์  มันก็ยังไม่ใช่อะไรเลย  แล้วเรื่องที่มันจะไปวิจัย – วิจารณ์เค้าที่ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วจะให้มันได้อะไรจริงๆขึ้นมาล่ะฮึ !

กลายเป็นว่า  การวิตก – วิจัย – วิจารณ์  ก็เป็นอนุสัยเก่าที่ต้องการปัญญา  อันตัวอยากรู้นี้แหละ  คือ  อวิชชา  ลองตรึกตรองดูดี ๆ ใครกันแน่ อะไรกันแน่ที่ต้องการปัญญา  รูปรึ! , เวทนารึ!,  สัญญารึ! , สังขารรึ! ,วิญญาณรึ! ที่ต้องการปัญญา  ม่ายช่าย... .อวิชชา – โมหะ – ตัณหา – อุปาทาน ต่างหากเล่าที่ต้องการปัญญา  จึงเป็นปัญญาที่เอาปัญญา , เป็นปัญญาติดปัญญา
เท่ากับ ปัญญาติดห่วง  คือ ห่วงไม่รู้  ห่วงดู  ห่วงเห็น  กลัวจะไม่เข้าใจ ก็เลยขวนขวาย ดิ้นรนไปต่างๆนานา (เป็นตัณหาในปัญญา  อวิชชาในวิชชา) ใจก็เลยแส่ส่าย ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นไปซะเอง
         
      แต่การที่จะละ วิตก – วิจารณ์ ของจิตได้อย่างชะงัดก็คือ  เข้าใจ(สัจธรรม)ชนิดที่ว่าแจ่มชัด ซาบซึ้งจริงๆ และเตือนใจถึงความเป็นจริงว่ามันทั้งหมดที่ปรากฏมีอยู่นั้น “ไม่ใช่”                
        ไม่เอาแม้แต่ปัญญา
                      ไม่ปรารถนาแม้ความพ้นทุกข์
                                        ไม่ต้องการเป็นอะไร
             ไม่ต้องการได้อะไร  แม้ความสงบ  แม้ความตั้งมั่น
          แล้วการวิตก – วิจารณ์ – วิจัย ของจิตจะลดลงไปเองอย่างมากมาย  เรียกว่า “การข้ามพ้น”  ที่มีก็เป็นแค่ความเคยชิน  เมื่อไม่ต้องการอะไรเพราะรู้ความจริงซะแล้ว  อันนี้ท่านเรียกว่า ปัญญาตัดปัญญา  ไม่ใช่  ปัญญาเอาปัญญา  ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้จิตแสวงหา  แส่ส่าย  ดิ้นรน  ด้วยอาการดังกล่าว  ก็คือ ทุกข์ชัด ๆ อยู่แล้ว  หมดความตั้งมั่น(ไม่ใช่พยายามจะตั้งมันเพื่อให้มันตั้งมั่น) รวมทั้งสิ่งที่แสวงหาก็ล้วนแต่เป็นขันธ์ทุกข์ๆทั้งสิ้น  เพียงแต่ชื่อและสภาวะอาจดูดีเท่านั้น (เช่นฌาน ญาณ)  ท่านจึงใช้ภาษาสะท้อนให้รับรู้ถึงอันตราย  หรือปัญหา , ความยุ่งยากวุ่นวายที่จะตามมาจากการแสวงหาเพราะความไม่รู้  ว่าหาห่า..อะไร , ตัณหา...ห่า..., วิปัสสนา..วิปัสสหนา , ตัณหา- หาทางตัน
   มีวิตก   ก็ไม่ อิน(in)ไป(=ละ)  มันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว  ดับกันเองอยู่แล้วอย่างวิตก
มีวิจารณ์  ก็ไม่อิน(in) ไป(=ละ)  มันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว  ดับกันเองอยู่แล้วอย่างวิจารณ์
    มีปีติ   ก็ไม่อิน(in) ไป(=ละ)  มันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว  ดับกันเองอยู่แล้วอย่างปีติ
    มีสุข   ก็ไม่อิน(in) ไป(=ละ)  มันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว  ดับกันเองอยู่แล้วอย่างสุข
มีเอกัคคตา  ก็ไม่อิน(in) ไป(=ละ)  มันก็เป็นอย่างที่ “ใจ” มันเป็น

         ตามตำรากล่าวไว้ว่า
              บรรลุปฐมฌาน  อันมีองค์ประกอบด้วย  วิตก  วิจารณ์  ปีติ สุข  เอกัคคตา
              บรรลุทุติยฌาน  เมื่อละวิตก  วิจารณ์เสียได้  เหลือเพียงปีติ  สุข  เอกัคคตา
              บรรลุตติยฌาน  เมื่อละปีติเสียได้  เหลือเพียงสุข  และเอกัคคตา
              บรรลุจตุตถฌาน  เมื่อละสุขเสียได้  เหลือเพียง  เอกัคคตา

เมื่อไม่เอาปัญญา – ความรู้ – ความเข้าใจ  ไม่ in ไม่เจตนาสนใจกับอารมณ์  ความรู้สึก  ความนึก  ความคิด เพราะสำนึกถึงความเป็นจริงของสภาวะ เนื้อหาก็คือใจจะไม่ไปติด  ไม่ข้อง
ไม่คา-ไม่ค้างอยู่กับสภาวะ การไม่ติดไม่ข้องนั่นแหละเรียกว่า  การละ  คือละโดยเนื้อหา โดยไม่ต้องไปทำการละ

            ถ้ายังทำ  นั่นไม่ใช่การละ (แต่มันคือการติดซะแล้ว)  เอกัคคตาจิตมันก็จะเป็นของมันเอง  ตั้งมั่นของมันเองอยู่แล้ว (เพราะมันหมดการแสวงหา,  ดิ้นรน , แส่ส่ายที่จะเอาอะไร)  เรียกว่า  สัมมาสมาธิ  เป็นสมาธิที่มีเนื้อหาตรงกับสัจธรรม  จึงเรียกว่า สัมมา...

No comments:

Post a Comment