Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#37

เวลาเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ – สมมติขึ้น  เพื่อใช้ประโยชน์ในทางโลก  แต่ก็กลับเป็นจุดติดตันกันมาก  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ที่เนื่องด้วยเวลาก็มีเยอะ  ในทางธรรมที่อิง- เกี่ยวพันอยู่ก็มีภาษา  ซึ่งบางทีก็แปลกันชวนให้เข้าใจผิดก็มี เช่น อกาลิโก แปลว่า ( ศึกษาได้ – รู้ได้ – แจ้งได้ )   ไม่จำกัดกาล  หรือไม่เลือกเวลา  แต่เนื้อหาจริง ๆ เมื่อเทียบจากสัจธรรมแล้วคือ  ไม่เนื่องด้วยเวลา  หรือไม่เกี่ยวกับเวลา  หรือนอกเหนือกาลเวลา  โดยสัจธรรม  ทุกสรรพสิ่งสมบูรณ์พร้อม  ไม่ขาดตกบกพร่อง  ไม่มาก – ไม่เกิน , ไม่ต้องการอะไร , ไม่เอาอะไร , ว่างอยู่แล้ว , ไม่ยึดติดกันเองอยู่แล้ว , ไม่ใช่อะไร , ไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว , นิพพานอยู่แล้ว , วิมุติอยู่แล้ว
                   คำว่า  “อยู่แล้ว”  ก็หมายถึงตลอดเวลา จะเรียกให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือไม่เกี่ยวกับเวลา หรือเรื่องของเวลาทิ้งไปเลย ไม่ใช่เป็นเช่นนั้นเป็นพัก ๆ , จริงแท้อย่างนั้นเป็นพัก ๆ  ,  ไม่ใช่เดี๋ยวจะว่าง , เดี๋ยวจะวาง , เดี๋ยวจะหลุด , เดี๋ยว ๆๆๆ.... , คำว่า จะ , เดี๋ยว  มันเป็นเนื้อหาของการรอ – คอย  เป็นเรื่องของเวลาในส่วนที่เป็นอนาคต  มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมที่  “อยู่แล้ว”  เช่น  รอสั่งสมบารมี , รอความสมบูรณ์ของศีล – สติ – สมาธิ – ปัญญา , ฌาน , ญาณ แล้วจะบรรลุนิพพาน , เดี๋ยวจะหลุดพ้น

                 ให้เข้าใจเลยว่า  เนื้อหาของการรอ , คอย ,เดี๋ยว , จะเพื่อ , เผื่อ, ขั้น , ตอน  มันเป็นแค่เงื่อนไข – ข้อแม้  ของโมหะ – ตัณหา – อุปาทานทั้งนั้น  มันหลอกให้รอไปเรื่อย ๆ , ทำไปเรื่อย , หนักหน้าไปเรื่อยเรื่อย  ไม่ยอมจบซะที  นี้เค้าเรียกว่า หลงเหลี่ยม – หลงเล่ห์ของกิเลสโดยไม่รู้ตัว  ด้วยความไม่รู้ความเป็นจริงของทุกสภาวะว่ามันจบอยู่แล้ว มันจบด้วยตัวมันเองอีกด้วย  มิใช่จบเพราะอะไรๆๆ...หรือเพื่ออะไรๆๆ... , ธาตุ – ขันธ์  ที่เป็นธรรมโดยธรรมนั้นไม่มีคำว่ารอ – คอย – เดี๋ยว – จะ , เพื่อ... , เผื่อ...

            หากการดำเนินชีวิต หรือ จิตใจยังเป็นไปในแง่มุมดังกล่าวอยู่  ก็จะถูกกิเลสหลอกให้ทำงานทางใจไปเรื่อย ๆ แบบแอบหรือจงใจหวังผลงานนั้น  คือ ความจบ ,ความสำเร็จ , ความหลุดพ้น , ความดับ  มีแต่รออยู่ข้างหน้าตลอด  มันจะจบได้ยังไงในเมื่อตัณหา – อุปาทาน  มันมีแต่เรื่องของการ “ต่อ” โดยเฉพาะต่อรู้ – รู้ต่อ , ต่อดู – ดูต่อ , ต่อเห็น – เห็นต่อ , ต่อเฝ้า – เฝ้าต่อ , ต่อคอย – คอยต่อ , เพื่ออะไร , เผื่ออะไร เป็นต้น  เมื่อต่อก็ติด  ภาษาจึงว่าติดต่อ (ติดธาตุติดขันธ์ต่อ)           ภาษาธรรมท่านเรียกว่า “สันตติ”เป็นความสืบเนื่องของภพ – ชาติ  เมื่อไม่ยอม ตัด-ยุติ(เจตนา)  แล้วมันจะตรงต่อเนื้อหาของความจบความดับ  ความหลุดพ้น  ความเป็นเช่นนั้นเอง ได้อย่างไร?

                  เรื่องของการตัด  จึงเป็นเรื่องของการ “จบกิจ”  โดยการงดเว้นหรือละเจตนากรรม เพราะเข้าใจตรงต่อเนื้อหาของสัจธรรมนั่นเอง  เมื่องดเว้นหรือละเจตนากรรมเป็นก็จบเดี๋ยวนั้นเลย  จบที่ไม่ต้อง , ไม่ตั้ง  นั่นแหละตัดทันที  มันก็ไม่ต่อ  ไม่ต่อมันก็ไม่ติด  เรียกว่า  ไม่ติดต่อ  สันตติก็ขาดลง การ “หลงรู้” นั่นแหละคือ “หัวเชื่อมชั้นเลิศ” ที่เชื่อมภพชาติ(ในอดีต)กับภพชาติ(ในอนาคต) โดยการ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน

              “อยู่แล้ว”นี่  ไม่ใช่ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้”  เพราะ “อยู่แล้ว”มันไม่เกี่ยวหรือเนื่องด้วยกาลเวลา   แต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้  โดยภาษาแล้วก็ยังชี้นำสู่การคอยอยู่กับสภาวะอะไรก็ตามที่เรียกว่า ปัจจุบันธรรม  เรียกว่า ยังเนื่องด้วย – ยังเกี่ยวข้องด้วย  ยังมีร่องรอยที่จะเกาะติดอะไรๆได้อยู่ แล้วถ้าจะให้ตรงต่อสัจจะ  ที่ไม่ติดไม่ข้องไม่คาอยู่แล้วก็คือ  “ที่นี่” ก็ไม่ใช่และ “เดี๋ยวนี้”ก็ไม่ใช่

      ชอบกล่าวกันนัก กล่าวกันหนาว่า  ให้อยู่กับปัจจุบัน, รู้ปัจจุบัน , เห็นปัจจุบัน , เข้าใจปัจจุบัน  คำกล่าวทั้งหมดนี้ ดูดี  แต่ไม่ตรงต่อสัจธรรม  ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว  ไม่มีอะไรอยู่กับอะไรได้จริงดอก , ไม่มีอะไรคอยดู-คอยเห็นอะไร, อนิจจังนี่มันไม่มีขั้น , ไม่มีตอน , ไม่มีการต่อรองโดยมีข้อแม้ , เงื่อนไขใดๆครบแล้ว “จะ” “อนิจจัง”

       สั่งกันมา สอนกันว่า  ดูให้ชัด เห็นให้ชัด  ชัดอันนี้=Focusเป็นอาการของ“อุปาทาน”ชัดชัด!!!ซึ่งไม่ตรงกับความหมายของภาษาที่ว่า “เห็น-เข้าใจความเป็นจริงอย่างแจ่มชัด”      

         และรู้กันบ้างไหมว่า เจตนาที่จะอยู่ , จะรู้ , จะดู ,จะเห็นเพื่อให้เข้าใจปัจจุบันธรรมนั้นมันก่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกหลายกระบุงเกวียน  เช่น  เพราะมีปัจจุบันนั่นแหละ  จึงมีอดีต –
 มีอนาคต   เพราะเอาปัจจุบันนั่นแหละ จึงติดทั้งอดีต – ติดทั้งอนาคต  เมื่อไม่มีเจตนาจะเอาอะไรกับปัจจุบัน   ปัจจุบันจะมีแบบไหน จะเป็นอย่างไร “ใจ” มันก็ไม่เกาะไม่กำไปเองของมันเอง  แล้วแล้วไปกับปัจจุบัน เรียกว่าไม่ติดปัจจุบัน  ก็จะไม่ติดอดีต – ไม่ติดอนาคตคือหมดอดีต  หมดอนาคต ไม่ต้องดีดต้องดิ้น ไม่ต้องคดต้องงอ  กันอีกต่อไป

                   การอยู่กับปัจจุบันโดยเจตนา  ก็เพราะมันจะเอานั่นเอง (โดยอาศัยแรงผลักดัน  จากตัณหา อุปาทาน )  เช่น เอาสติ  เอาสมาธิ  เอาความรู้  ให้มีสติจะไม่ได้เผลอ , มีสติจะได้ไม่มีช่องให้กิเลสเกิด , มีสติต่อเนื่องสมาธิก็จะเกิด , มีสมาธิก็เพื่อให้เกิดปัญญา  เมื่อมีปัญญาสามารถกำจัดกิเลสได้  แล้วจะได้พ้นทุกข์  หมดทุกข์... เกือบใช่!!!

          เมื่อเอาปัจจุบันก็หมายถึง  ได้แผ่ตัณหา อุปาทานเป็นไปในอดีตด้วย  และอนาคตด้วย  อย่างไรหรือ ? คำกล่าวที่ว่า  ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเพราะอดีตก็ผ่านไปแล้ว  อนาคตก็ยังไม่มา  ดูดีใช่มะ  แต่ดูให้ดี ๆ มันมีเนื้อหาของความพยายามจะปรับปรุง – แก้ไขอดีต   โดยผ่านการกระทำลงไปที่ปัจจุบัน เหมือนชดเชยอะไรซักอย่างที่ยังดีไม่พอ , สมบูรณ์ไม่พอ  และยังมีเนื้อหาเพื่อ ,เผื่อและแผ่ถึงอนาคตด้วยคือจะให้ดียิ่งขึ้น  แม้ความสำเร็จต่างๆ, บุญกุศล , ความสุข , นิพพาน

          ตรองดูทีซิว่า  ขบวนการนี้มันอะไรกันแน่  เป็นปฏิจจสมุปบาท  ฝ่ายเกิดหรือฝ่ายดับ  มันตัดหรือมันต่อ  มันมีแต่เรื่องที่เนื่องด้วยอะไรๆๆทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเนื่องด้วยความจงใจ – เจตนา , ความพยายาม , เจตนากรรม กาลเวลา , เหตุ-ปัจจัย  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อหาของตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็นตัวสมุทัย ( ที่ไม่เป็นตัวจริงๆ )ทั้งสิ้น

                   กลายเป็นว่า  อดีตเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข  ปรับปรุง , เลยเฝ้าปัจจุบัน  เพื่ออนาคต  มันถูกต้องแล้วหรือ?  ตรงต่อสัจธรรมหรือเปล่า ?  ตอบได้เลยว่า  ไม่ถูกและไม่ตรง

                   โดยสัจธรรมทุกอย่างที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  แล้วแล้วไปเองอยู่แล้วที่เรียกว่าอดีต  (โดยยืมภาษาใช้เพื่อเทียบเคียงให้เห็น)  อันจบไปแล้วโดยสมบูรณ์ (แล้ว แล้วไป )  มันได้แสดงถึงความเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  อย่างสมบูรณ์แบบ(พอ)อยู่เองแล้ว  แต่ด้วยตัณหา - อุปาทานต่างหากที่หลงยึดว่ามันไม่ดีพอ  สมบูรณ์ไม่พอ  สมควรแก้ไข – ปรับปรุง เพิ่มเติม หรือเมื่อมันเป็นสิ่งถูกต้อง – ดีงาม , ก็นึกว่าใช่แล้ว  แม่นแล้ว   สมควรรักษา – ทำให้ต่อเนื่องไป  เพื่ออนาคต (บางทีก็หลงเพื่อ..จริง ๆ  บางทีก็แอบหลงเพื่อ...โดยไม่รู้ตัว)  คือไม่ตรงต่อความจบได้จริงซักที

                 ยิ่งเป็นเนื้อหาของการกำหนดปัจจุบัน  เช่น  จะ–จ้อง–ต้อง–ตั้ง- อยู่กับปัจจุบัน-วิจัย-วิจารณ์-หมายถึงๆฯลฯด้วยแล้ว (โดยสภาวะแล้วกรรมเหล่านี้มันเป็นเนื้อหาของความไม่จบ ยังต่อ–ติดขัดข้องคา(ขันธ์)ทั้งนั้น) จะตรงต่อดับอยู่แล้ว – วางอยู่แล้วได้อย่างไร?

           บางท่านก็อาจสงสัยว่าแล้วกฎแห่งกรรมล่ะ  เมื่อมีเจตนา   กรรม – การกระทำก็สำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะทางไหน มโนกรรม  วจีกรรม  กายกรรม  ไม่ว่าจะเรียก กุศล – อกุศล – อัพพยากตา ก็จะเกิดวิบากคือ ผลตามมาแน่นอน  แต่วิบากนั้นหากเราเข้าใจตรงต่อสัจธรรม  วิบากนั้นก็ไม่ใช่อะไรที่แท้จริง , มิใช่สิ่งเที่ยงแท้ถาวร(ของชั่วคราว)  ก็จะไม่หลงไปเป็นจริงเป็นจัง(เป็นตุเป็นตะ)กับวิบากนั้น วิบากกรรมก็เป็นเพียงปรากฏการณ์แสดงออกของสัจธรรมเท่านั้น  ล้วนเป็นสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างสมบูรณ์เต็มที่อยู่แล้ว คือ  เป็นสิ่งไม่ยึดติดตัวมันเองอยู่แล้ว , ดับเองอยู่แล้ว , วางเองอยู่แล้ว , ว่างเองอยู่แล้ว , ไม่ใช่อะไรจริง ๆ อยู่แล้ว , ปราศจากความหมาย , ไร้ความเป็น...อยู่แล้ว   คราเมื่อวิบากกรรมใดๆปรากฏ ก็รู้(ชัด)พร้อม(เข้าใจ)ถึงที่มาและเนื้อหา(สัจจะ)ของมันอย่างถูกต้อง นี่เรียกว่า “ไม่หลง”

       เมื่อใจตรงต่อความเป็นจริงอยู่อย่างนี้ คราเมื่อวิบากกรรมปรากฏ มันก็ไม่มุ่ง , พุ่ง , เฝ้า , เอา ,ทำตาม – ทำต้าน  จัดการ  จัดแก้ ฯลฯ กับปัจจุบันธรรม  เมื่อไม่หลงไปเกี่ยวด้วย  ไม่หลงข้องด้วย  ไม่หลงสนใจด้วย  ก็ไม่ติดวิบาก   กรรมวิบากก็จะไม่ถูกตอกย้ำ – สำคัญมั่นหมาย  นั่นแหละ  เค้าเรียกว่า  เป็นปัจจุบันที่ไม่ใช่ปัจจุบัน  เป็นปัจจุบันที่ไม่ติดปัจจุบัน  นอกเหนือกรรมวิบาก  นอกเหนือกรรมอนุสัยเป็น  เป็นปัจจุบันที่ถูกต้อง และเป็น ที่นี่และเดี๋ยวนี้  ที่ถูกตรงตามสัจธรรม

โดยบทสรุปก็คือความจงใจ  หรือเจตนาที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน  (หรือ ไม่ต้องจงใจอยู่กับปัจจุบันก็ได้  แค่เกิดความตั้งใจ – จงใจขึ้น  มันก็เป็นการสร้างและอยู่กับปัจจุบันโดยปริยายอยู่แล้ว)  นั่นแหละคือ  ตัวติด  ตัวต่อ  ตัวสันตติ  ตัวเจริญผัสสะ  ตัวสมุทัย  (ที่ไม่ใช่ตัวจริง ๆซะด้วย)  ดังนั้นการเป็นอยู่ด้วยจิตสำนึกที่ตรงต่อสัจธรรม  โดยตื่น!!!แบบไม่อะไรกับอะไร , แบบแล้วแล้วไป , ไม่จะ – ไม่จ้อง -ไม่ต้อง – ไม่ตั้ง , ไม่...อยู่แล้ว  จะเป็นทั้งการตัดกรรม เพราะยุติทำ และนอกเหนือวิบากกรรมไปเอง  ก็เลยไม่ต้องเป็นไปอย่างสัตว์โลกที่ย่อมเป็นไปตามกรรม  ทุกอย่างจะปราศจากความหมาย  ไร้ความเป็น เสมอภาคกันไปทั้งหมด  เป็นการรู้ทุกข์  รู้สมุทัย  รู้นิโรธ  รู้มรรค  ,ละสมุทัย  แจ้งนิโรธ  จบมรรค อยู่แล้วทันที  ไม่เป็นพันธะและภาระ  ไม่เป็นเวลา  จบหมดทั้งอดีต  ปัจจุบัน  อนาคต  เลิกคด  เลิกงออีกต่อไป

No comments:

Post a Comment