Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#36

สัมมาสมาธิ  =  ความตั้งใจมั่นชอบ , ตามพระสูตร – ตำรา กล่าวถึง ฌานทั้ง 4 ว่าเป็นสัมมาสมาธิ  ว่าโดยเนื้อหาแล้วก็เป็นเช่นนั้น

แต่มีสิ่งที่เราควรจะทราบก็คือ  ความตั้งใจมั่นชอบ  มีความหมายไม่เหมือนกับความที่
ใจตั้งมั่นชอบ

            ขอเน้นว่าสัมมา... หรือ...ชอบหมายถึง ตรงต่อสัจธรรมหรือความเป็นจริงเท่านั้น  ไม่ใช่ตรงต่อตำรา – ต่อคำสอนที่เป็นเรื่องเทคนิค  หรือ กุศโลบายต่าง ๆ

            คำแปลที่ว่า  ความตั้งใจมั่นชอบ  จึงไม่ถูกต้อง เพราะไม่ตรงต่อความเป็นจริง  เป็นภาษาที่ชี้นำให้ก่อเกิดเจตนาในการกระทำทางใจเพื่อให้“ใจ”ตั้งมั่นขึ้น โดยเฉพาะความปรารถนาในฌานทั้ง 4 ก็เลยพยายามทำอะไรต่างๆ นานา  เพื่อทำให้ใจตั้งมั่นขึ้นมา
           
               ความคิดว่า -ความเห็นว่า – ความเข้าใจว่า “นิวรณ์”เป็นปฏิปักษ์,ศัตรูหรืออุปสรรคขององค์ฌาน ก็จะไม่ชอบ ก็จะเกิดปฏิฆะกับสภาวธรรม เพราะด้วยอยากให้จิตตั้งมั่น จะแสดงออกมาในรูปแบบความพยายามจะจัดการหรือจะกำจัดนิวรณ์ด้วยวิธีการต่างๆอันเป็นที่มาของเทคนิค  วิถี วิธีการ พิธีกรรม  ให้รก รุงรัง ปิดและบังสัจธรรม(ของเดิมแท้)ให้หนา และแน่นขึ้นไปอีก
    คำแปลที่ถูก ตรงต่อเนื้อหาความเป็นจริง  คือ  ความที่ใจตั้งมั่นชอบ(เอง)  เพราะอะไร
(ของเดิม)ใจตั้งมั่นเองอยู่แล้วคือ  ไม่ใช่เป็นผลมาจากการทำความตั้งใจ ให้มั่นคงอยู่กับสภาวะใด ๆหรือทำอะไร ๆ ให้ใจเกิดความตั้งมั่น  แล้วก็พยายามรักษาไว้
ใจตั้งมั่นเอง  ถ้าไม่มีหรือหมดเหตุที่มาทำให้จิตเคลื่อน – แส่ส่าย   เหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อน – แส่ส่าย คือ  ตัณหา อุปาทาน  ตัวแรกเลยที่ก่อให้เกิดความไม่ตั้งมั่นของใจ(หรือถ้าจะพูดให้ตรงต่อสภาวะคือใจสูญเสียความตั้งมั่นไป)ก็คือ  ความอยากในธรรมะ , จะเอาธรรมะ , อยากให้จิตตั้งมั่น , อยากได้ฌาน,อยากพ้นทุกข์,อยากถึงนิพพาน

         “ท่าน” เรียกว่า  ธัมมะตัณหา    -  อยากมีสติ - สมาธิ – ปัญญา
                                                           - อยากสงบ , อยากตั้งมั่น , อยากบรรลุธรรม ฯลฯ

อย่างที่เคยกล่าว  ภาษาที่ใช้ชี้นำให้คนหลง  ก่อให้เกิดความแปลกแยก – แตกต่าง  เหลื่อมล้ำขึ้นในจิตใจ  หลงติดอยู่ในธรรมคู่ , ตอกย้ำความหลงเดิมที่เคยชินในการเห็นหรือรับรู้มาว่าดี –ไม่ดี ,ใช่ - ไม่ใช่ , รู้ –ไม่รู้, เห็น – ไม่เห็น, เผลอ – ไม่เผลอ , ถูก -  ผิด...นอกจากนั้น  ภาษายังชี้นำให้เกิดการ   กระทำ  หรือ เจตนากรรม ที่เรียกกันซะเพราะพริ้งว่า  ความเพียร  แล้วก็ไม่รู้ตัวว่าสิ่งนั้น ( ความเพียร ) มีตัณหาอุปาทานเป็นแรงเหนี่ยวนำ  หรือผลักดันอยู่เบื้องหลัง

ใจตั้งมั่นเอง  ซึ่งธรรมชาติเดิมเค้าก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  ว่างอยู่แล้ว , ไม่ต้องการสิ่งใดอยู่แล้ว  เรียกว่า  สมบูรณ์พร้อมในตัวเองอยู่แล้ว  สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า  จิตเดิมแท้ประภัสสร  ความวุ่นวาย – ดิ้นรน  ให้ใจตั้งมั่น ให้มีอะไร ๆ ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้  เรียกว่าจะทำให้ได้ดังใจ  จึงเป็นเรื่องของตัณหา อุปาทานทั้งนั้น ของเดิมเป็นสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยการกระทำ  ไม่ต้องทำอะไร  รวมทั้งไม่ใช่การทำอะไร “จนใจ”ตั้งมั่น ( ตรองเนื้อหาของคำว่า “จนใจ”ให้ดีๆ)

ใจจริง ๆ นั้นไม่มีหน้าที่ในการทำอะไร  ที่ทำอะไรนั้นเป็นเรื่องของสิ่งปรุงแต่งที่ว่า “ใจ”
 มีหน้าที่ในการรู้อารมณ์  อธิบายอย่างนั้นไม่ถูกต้อง  ยังคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง  ที่ถูกตรงก็คือ  การรู้อารมณ์เป็นธรรมชาติของใจ ไม่ใช่หน้าที่ , หน้าที่  หมายถึง  งาน  จะเรียกว่า ภาระก็ได้  แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น  ลมพัด , แดดส่อง  ไม่ใช่หน้าที่  แต่มันคือ  ธรรมชาติ อย่าได้กล่าวตู่และยัดเยียด งานหรือ ภาระให้กับใจ

ใจที่ตั้งมั่นเอง คือการกลับไปสู่ธรรมชาติเดิมแท้ของใจ จึงเรียกได้ว่าความชอบธรรม  ไม่ใช่เป็นความชอบทอ อำ ทำ  สิ่งปรุงแต่งที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ  และ สัมมาสติทำให้ใจเลิกหลง – ไหล แส่ส่ายเพราะอิทธิพลของโมหะ ความหลงยึด – หลงอยากมาก่อน  ลักษณะที่ใจตั้งมั่นชอบ  คือ  ไม่แส่ส่าย (ตั้งมั่น) , นิ่มนวล , อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง  เพราะปราศจากตัณหา อุปาทานคือ จะ “เอา”นั้นไง

เมื่อไม่เอา  ใจก็ไม่หิวรู้  หิวดู  หิวเห็น  เลิกแส่ส่าย , เลิกซอกแซก , เลิกแส่รู้ , แส่ดู   แส่หา  เลิกแส่ให้ความสำคัญมั่นหมาย เลิกหาเรื่องให้ใจ  ก็ไม่เป็นเรื่องขึ้นมาให้หนักอกหนักใจ ให้ใจต้องมีภาระ มันก็เป็นใจเปล่า ๆ ว่าง ๆ ตั้งมั่นของมันไปเอง    ยิ่งถ้าไม่เอาแม้ใจ –ตัดใจ , วางใจ , ไม่เนื่องด้วยรู้ , ไม่เนื่องด้วยจิตแบบไหน  ใจจะอย่างไร ไม่ตั้งเงื่อนไข หรือข้อแม้ให้กับใจ ใจก็จะไม่มีเหตุ หมดเหตุที่จะต้องเคลื่อนไป แส่ส่ายไปเพื่ออะไรๆ  มันก็ตรงกับว่างอยู่แล้ว – วางอยู่แล้ว – ไม่ยึดกันอยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วทันที  ตั้งมั่นทันที... ของมันเอง

              แต่ถ้าเราพยายามทำ  ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จจะมี “เรา”เป็นผู้เสวยผล  นั่นกลับ
เป็นเนื้อหาและเล่ห์เหลี่ยมของตัณหา อุปาทาน  ที่ปั่นหัวผู้ปฏิบัติให้ต้องทุกข์กับการปฏิบัติทำ  คือ ความพยายามที่จะให้จิตตั้งมั่น  หรือความพยายามที่จะทำให้จิตสงบ  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเข้าใจผิด จึงหลงยึดใจ  ติดใจ ก็เลยเอาใจ  เอาแต่ใจ  เรียกว่าตามใจ  เลยพยายามทำ
อะไร ๆอย่างที่เคยหลง คุ้นชินมาแบบไหน ก็จะให้ได้ดังที่คุ้นเคยมา  “ท่าน”จึงกล่าวว่า

        “  กุสลา  ทำมา  กุสลา  ทำไป
                                 อกุสลา  ทำมา  อกุสลา  ก็ทำไป  ”

     กรรมอนุสัยผุดโผล่มาแบบไหน ก็ไหลตามกรรมอนุสัย(โดยเฉพาะอนุสัยต้องรู้ –อนุสัยตั้ง -อนุสัยจะ)นั้นไปเรื่อย  ไม่อาจนอกเหนือกรรมวิบาก  ข้ามพ้นอนุสัยไม่เป็น ก็เลยแช่รู้ ทรงรู้(อวิชชาสวะ) ต้องเป็นสัตว์โลกอยู่ร่ำไป

 หรือ ความพยายามจะปรับปรุง – แก้ไขจิตใจ ที่เรียกว่า การทำใจ หรือการพัฒนาจิต  เพื่อให้มีใจดี ๆ   เมื่อใจไม่ดี(ดังอยาก  ดังยึด หรือดังที่เข้าใจมา –ผิด) จริงๆคำว่า
     “ พัฒนา” นี้เป็นคำที่ต้องตระหนักและระมัดระวังในการใช้ให้ดี  เพราะมิฉะนั้นมันจะกระตุ้นให้เกิดความพยายามทำๆๆ  อะไร ๆๆ  กลายเป็นว่าอดีตเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข โดยทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตจะได้ดีไปกว่านี้

โดยเนื้อหาก็คือ  ความพยายามให้ใจอยู่นิ่ง ๆ บางทีก็มีอุบายให้จิตเกาะกับสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ,  เกาะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไว้  เพื่อให้ดูสงบ – นิ่ง ดูเหมือนตั้งมั่น  ที่ว่า ดูเหมือนตั้งมั่น ก็เพราะมันตั้งมั่นไม่จริง - ไม่จริง ทั้งในแง่ที่ว่า เป็นสิ่งที่เกิดจากการทำขึ้น  มีความหมายเท่ากับของปลอม  ที่มีเองอยู่แล้วยังไม่จริงเลย  แล้วที่ทำขึ้น - ปรุงขึ้น – สร้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นกิเลส  หรือธรรมะก็ยิ่งไม่จริงหนักเข้าไปอีก อย่าเสียพลังงานไปกับการพยายามทำเลย ให้รู้อยู่แก่ใจทุก ๆ กรณีไปเลยว่า  ของจริงไม่มีอะไรเกาะกับอะไร , ไม่มีอะไรทรงอะไร หลุดอยู่เองแล้วตลอด  วิมุติอยู่เองแล้ว  ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่เองแล้วตลอด ไม่มีอะไรที่ตั้งนิ่งเด่ได้จริง -หลอก - ไม่จริง ทั้งในแง่ที่ว่า  ความตั้งมั่น  จริง ๆ ไม่มี  เพราะมันเป็น “อนิจจัง”ทั้งหมด  คำว่า “อนิจจัง”  มันนอกเหนือความตั้ง – ไม่ตั้ง  จะเรียกอนิจจังว่าเที่ยงก็ได้  เพราะเที่ยงหรือแน่นอนว่าทุกอย่างอนิจจัง  สามารถกล่าวได้ว่า  ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งมั่น  ตั้งมั่น =  แน่นอน = เที่ยงว่าเปลี่ยนแน่  ไม่คงที่แน่  สรุปคือ เที่ยงที่จะไม่เที่ยง

ให้เข้าใจเลยว่าสิ่งแรกที่ต้องพ้นคือ  พ้นจากความพยายามนั้นซะ คือให้หมดความตั้งใจหรือไม่มีความตั้งใจใดๆทั้งสิ้น เพราะตัวพยายามสงบ - พยายามตั้งมั่นนั่นเองเป็นเหตุให้ใจหมดความสงบ หมดความตั้งมั่นไปเสียเอง  วุ่นไปซะเอง ไม่ว่างไปซะเอง  คือมัววุ่นวายกับการกระทำเพื่อให้ใจตั้งมั่นหรือสงบ  หารู้ไม่ว่า ที่มันไม่ตั้งมั่น – ไม่สงบได้จริงก็เพราะตัวความพยายามจะสงบ  จะเอาสงบ      ก็เลยไม่เจอความสงบ แล้วก็แสวงหาความสงบ...อยู่น่าน.......    
ดังนั้นถ้าจะให้ใจสงบและตั้งมั่นก็เพียงแต่  ใจตรงต่อความเป็นจริง  แล้วก็จะไม่ถูกตัณหา อุปาทานหลอกให้หลงเอาอะไรๆ  เมื่อใจไม่เอาอะไรจริงๆ เพราะแจ้งชัดต่อความเป็นจริง มันก็ตรงกับเนื้อหาของใจเดิม ๆ คือ ว่าง , ทุกสรรพสิ่งไม่มีอะไรเอาอะไรอยู่แล้ว   การที่จะเอา ๆ นั้น  สรุปชี้หน้าได้เลยว่าเป็น โมหะ – ตัณหา – อุปาทานทั้งนั้นไม่ว่าจะเรียกว่าทางโลกหรือทางธรรม

เพราะเห็นจริงตามความเป็นจริง และเมื่อไม่เอาใจ  ไม่เอาว่าง – ไม่ยึดว่าง –ไม่เอารู้มาเป็นประมาณ  ความตั้งมั่นของใจจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ  แบบไม่มัด  คือเป็นไปเอง  อยู่เองแล้ว  แล้วแบบมัดคืออะไร  ก็คือ  การทำอะไร ๆ  เพื่อให้ใจตั้งมั่น  ตัวทำนั้นแหละคือการมัดหรือติด  เพราะมันเป็นภาระ – พันธะ– เยื่อใยของตัณหา อุปาทาน  ผูกและพัน  ร้อยรัดไว้ ที่เรียกว่า “สังโยชน์” นั่นไง ทำให้ปรากฏการณ์ไม่แล้วแล้วไปด้วยตัวของมันเอง  “ท่าน” จึงกล่าวว่า

“ ให้มัน – ไม่ – กันเอง  ไม่ใช่-เรา-ไปคอย-ไม่-กับมัน   ไปเอา-เรา-มาแต่ไหน ”
         กับคำถามที่ว่า “ แล้วจะ-ละ-สังโยชน์ได้อย่างไร?”

   คำตอบที่สั้นที่สุดคือ “ไม่”  “ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง ” “ไม่อะไรกับอะไร” “แล้วแล้วไป”ฯ

  “ใจ” ที่ตรงต่อ “ไม่”(ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง)  เป็นเนื้อหาที่ไม่เป็นการเจริญสมุทัยไปซะเอง
เมื่อ  ไม่ต้อง : ไม่เป็นการไปสนองตัณหา(อนุสัยของความทะยานอยาก)  คราเมื่อมันผุดโผล่ ก็ไม่อาจเจริญเติบโต เข้มแข็งได้ มีแต่จะฝ่อและจางคลาย  ดับไปเอง  เพราะตัณหาก็ไม่เที่ยง

เมื่อ ไม่ตั้ง : อุปาทานก็ไม่ได้ที่เกาะ  ที่ยึด อนุสัยหรือความเคยชินที่จะเกาะ จะยึด จะติด จะอยู่  ก็ไม่ได้รับการเสนอและสนอง มันก็ฝ่อ จางคลายและดับไปเอง เพราะอุปาทานก็ไม่เที่ยง
เมื่อ  ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง : ไม่เป็นการตอกย้ำอนุสัย สถานการณ์ ปรากฏการณ์(ขันธวิบาก)
                               :  จึงข้ามพ้นอนุสัย
                               :  จึงสามารถนอกเหนืออนุสัยเป็น
                               :  ไม่เป็นการเกิด(กรรมภพ)
                               : ไม่เป็นกรรมซ้อนธรรม ให้ต้องรับวิบากต่อไป                          
                               : เป็นธัมมสมังคีของสติ สมาธิ ปัญญาพร้อม(โดยเนื้อหา)
                                :  ตรงต่อความจบ(ของมันกันเอง = อนิจจัง)  ความยุติลงของธรรม
                                   โดยธรรมเอง (อนัตตา)ซึ่งจบ-ยุติกันเองอยู่แล้ว โดยตลอด....                            
                                :  ตรงต่อความดับ(ลงของสมุทัย) วิมุติ  นิโรธ  นิพพานอยู่แล้ว

การต้อง  ก็หมายความถึงต่อ (ตัณหา)ยังไม่จบไปซะเอง  ยังจะดันทุรังต่อ  คือเป็นพาลไปเสียเอง แทนที่จะซื่อสัจ (ตรง)ต่อธรรม  จึง “เลย” นิพพานที่ “อยู่แล้ว”  ไปเสียเอง  เรียกว่า เลย ความจบไปซะเอง

“ ท่าน” กล่าวไว้ว่า  “ วิริเยนะ  ทุกขมัจ  เจติ  คนเราจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร” ความเพียรในที่นี้เอาไปใช้กับงานทางโลก  แต่ใช้ไม่ได้กับสัจธรรมที่นิพพานอยู่แล้ว  เราต้องแยบคายในความหมายของคำว่า “ความเพียร” ให้ดีๆ

     “ ความเพียร” มิได้หมายถึงการกระทำ (ตั้งแต่ความจงใจทางใจหรือเจตนากรรม)รวมทั้งการสร้าง การปรุง การแต่ง...ทุกชนิด
     “ ความเพียร” ไม่ใช่สภาพที่เป็นความดิ้นรน หรือการแสวงหา ที่แอบแฝงไว้ด้วยการรอคอยอะไรๆ  ความดิ้นรนนั้นเป็นเนื้อหาและผลของตัณหาอุปาทาน
    “ ความเพียร อันเป็น สัมมาวายามะ” จึงหมายถึง การไม่ทำ(ตามและต้าน)กับความคุ้นชินเดิม  (อนุสัยวิบาก) ด้วยว่ามีความเห็นที่ตรงต่อสัจธรรม (สัมมาทิฐิ) รองรับ

             สภาวะที่จิตจะเกิดวิตก – วิจารณ์ -  ปีติ - สุข - เอกัคคตา  ก็เป็นไปเอง  เพียงแต่ให้มีสัมมาทิฐิรองรับเท่านั้น   คือโดยธรรมชาติของใจแล้ว  
                 -  ไร้ขอบเขต - กว้างขวาง, ว่างไม่มีประมาณ
                 -   ไม่ต้องการที่อยู่ – ยึด คือไม่ต้องการหลักเอาไว้ยึดเกาะ
                 -   เบา - โปร่ง - โล่ง - โพล่ง - ไม่มีน้ำหนัก
                 -  เป็นตัวกลางด้วยตัวมันเอง                                   -   เป็นกลางด้วยตัวมันเอง
                -   ไม่ต้องการสิ่งใด
                -   สะอาดก็อยู่แล้ว, สว่างก็อยู่แล้ว , สงบก็อยู่แล้ว

                                         คำกล่าวที่ว่า   “ จิตเดิมแท้ประภัสสร ”
       ใจเดิมๆ ดีสมบูรณ์อยู่แล้ว  อย่าได้พยายามไปทำใจให้ดี  เพราะสิ่งที่มาจากการปรุงขึ้นนั้นคือส่วนเกินของใจ  ซึ่งไม่ใช่ของเดิม  และจะว่าไปแล้วส่วนเกินของใจนั้นก็เป็นผลิตผลของอวิชชา(หลงว่าเป็นตัวเอง - อัตตา) ที่อยากตั้งมั่น-อยากมีปัญญา-อยากพ้นทุกข์คือ เอากิเลส(ด้วยความรู้สึกว่าเป็นตัวเอง) ไปปฏิบัติทำ, กรรม – กิเลสใหม่ก็เลยปิดบังของเดิมๆหนักขึ้นไปอีก

 แค่วิบากกรรม (จากของเก่า) - กรรมอนุสัยที่ทับถมปิดหรือบังของเดิมอยู่ก็หนาแน่นพอแรงอยู่แล้ว  ยิ่งพยายามจะทำให้เหมือนเดิมหรือเข้าถึงของเดิมก็เลยยิ่งห่างไกล  เราต้องเฉลียวใจแง่มุมนี้ให้ดีๆ ไม่ใช่อาศัยแต่ความตั้งใจจริงแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำไปเรื่อย

      พิจารณาสัจจะให้ดีๆ ความอยากจะได้คลายลงซะบ้าง หยุดอยากก็จะหยุดทำคือยุติทำไปเอง  

               หากชีวิตดำเนินไปด้วยสัมมาทิฐิ(ความเข้าใจที่ตรงต่อสัจธรรม)เป็นประธานอยู่ในจิตในใจอย่างแท้จริงแล้ว  องค์สัมมามรรคอื่นๆจะเป็นไปเองจนถึงสัมมาสมาธิ  ความ(แอบ)หลงบรรดามีจะแสดงผลของมันออกมาเองคือทุกข์ ตราบใดที่จิตใจไม่ปลอดหรือปราศจากสมุทัยอย่างแท้จริงแล้ว ชีวิตนั้นจะมีคำตอบสุดท้ายคือทุกข์(จะมากจะน้อยก็แล้วแต่กำลังของความต้อง  ความตั้ง)  เมื่อใดเกิดทุกข์ จิตใจที่มีสัมมาทิฐิรองรับอยู่จะสะท้อน(เฉลียวใจ)ถึงเหตุแห่งทุกข์นั้นไปเอง คือให้จิตใจเค้าเรียนรู้ความเป็นจริง(สัจจะ)อย่างตรงไปตรงมา  ความเห็นชอบก็จะสมบูรณ์(เห็นชัด)มากขึ้น หนักแน่น สมุจเฉท เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด(ไม่ใช่เด็ดคา)ไปเองที่จะเลิกหลง(คือจะไม่หลงไปสร้างเหตุ ไปเป็นเหตุ และไม่ดำเนินเหตุ= ละสมุทัย) เราทำอะไรไม่ได้จริงๆซักอย่าง

              เปรียบให้เห็นภาพว่ามรรค 8  ก็เหมือน ธรรมจักรที่หมุนไป  อันมีผลให้จิตใจไม่เข้าไปหลงยึด หลงเกาะกับสิ่งใด  มันก็พ้นไปกันเอง ผ่านไปกันเอง  ไม่ใช่ทำให้มันพ้น  พาให้มันผ่าน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับยังไม่พ้นจากความหลงว่าเป็น “เรา”และ “ของเรา”ได้จริงๆซักที

           สิ่งที่พอจะทำได้ก็มีเพียงขอขมา ขออโหสิกรรม ฟัง(สัจจะ)ธรรม   สนทนา(สัจจะ)ธรรม และเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงนั้น

         “ใจ”ต้องซื่อตรงต่อเนื้อหาของสัจธรรมจริง ๆ ( ซื่อสัจ )  ศรัทธาต่อเนื้อหาของความเป็นจริง  จริง ๆ  เด็ดขาด – เด็ดเดี่ยว – จริงใจ  ไว้วางใจต่อความเป็นจริงที่ไม่...อยู่แล้วให้ดี ไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วให้ดี ไม่เนื่องด้วย..อยู่แล้วให้ดี  หลุดอยู่แล้ว  ดับอยู่แล้วให้ดี  มิฉะนั้นแล้วมันจะเกิดความระแวง ระวัง เกิดความแปลกแยก แตกต่าง เหลื่อมล้ำ ต่ำสูง ล้วนแต่หาความสงบเย็นไม่ได้ ใจจะหลงหา หลงรอ หลงเลือก(ก็หมดความหมายแห่งความเป็นกลางหรือว่าง  ไปทันที)  ก่อให้เกิดความเนิ่นช้า – ทุกข์ยากลำบากไปซะเอง

        “สักแต่ว่าความรู้”  คือรู้แล้วก็แล้วไป ไร้ประโยชน์ที่จะไปจริงจังด้วยได้กับการรับรู้
                           ของจริง  ไม่มี(อะไร)  (ว่างอยู่แล้ว)
                                                   ที่มี(อะไร)  ไม่ใช่ของจริง
             มี...นั้นมีจริง  แต่ไม่ใช่มี...จริง ๆ
                   จึงเรียกได้ว่าชั่วคราว , มายา , มารยา,มารยาท(ถ้าจริงจังกับมันก็=ทายาทแห่งมาร)
                   สิ่งเหล่านี้มี...เอาไว้ใช้กับโลกสมมติ
                 
                   แง่มุมของความจริง – สัจจะที่ควรรู้ ควรเข้าใจเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่เกี่ยวกับ
                                                           เวลา ( Time)

No comments:

Post a Comment