Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#35

สัพเพธัมมา  นาลัง  อภินิเวสายะ
     ธรรมทั้งหลายทั้งปวงยึดถือไม่ได้

                                  เป็นบทสรุปสุดท้ายของการศึกษา – ปฏิบัติก็จริง  แต่กลับเป็นสิ่งที่ต้องสำเหนียกหรือคำนึงหรือแยบคายถึงตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว(เรียกว่า “เริ่มกับจบ”คือสิ่งเดียวกัน) ท่านจึงว่า “ไม่ต้องเริ่มเพื่อจบ” ก็เพราะมันจบ(กันเอง)อยู่แล้ว  มิฉะนั้นมันจะหลงปฏิบัติ  หลงเอา – หลงยึดให้เหนื่อย – หนัก  และหนาเน้อ ! เปรียบเหมือนการเดินทางสู่ยอดเขาสูง ระหว่างทางก็ให้เงยหน้ามองยอดเขาไว้เรื่อย ๆ  จะได้รู้ว่าไม่หลงทิศ หลงทาง การดำเนินชีวิตก็เป็นเช่นนั้น ให้เราคำนึงถึง ระลึกถึงสัจธรรมเข้าไว้  แล้วจะได้ห่างไกลจากความทุกข์
         
                            “ เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”  เป็นคำพูดที่ยังไม่ถูกต้อง
                                            ที่ตรงต่อธรรม  คือ “ มันไม่ยึดกันเองอยู่แล้ว”
                            “ เราควรปล่อยวาง”  เป็นคำพูดที่ยังไม่ถูกต้อง
                                             ที่ตรงต่อธรรม  คือ  “มันวางกันเองอยู่แล้ว”
                    เอาเรามาแต่ไหน  ที่จะไปยึด ไปปล่อยอะไร ๆ  อันนั้นมันโมหะทิฐิ
                แล้วความรู้สึกของความเป็นตัวตนนี้มาจากไหน?    เกิดมาได้อย่างไร?
มันก็เนื่องมาจากเจตนากรรม  ซึ่งปกติเจตนากรรมนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรืออุปโลกน์ขึ้นเพื่อประโยชน์ในแง่ของงานโดยสมมติเท่านั้น( “ ความรู้สึกว่าเป็น...” จะเกิดมาพร้อม “รู้”ที่เกิดจากเจตนานั่นเอง) แต่ด้วยความหลง  ก็เลยยึดความรู้สึกที่แสดงออกมาอยู่ในรูปของเจตนากรรมนานาชนิด  และสั่งสมคุ้นเคยมาไม่รู้กี่ชาติ  จนคุ้นชินที่จะรู้สึกอย่างนั้น  คิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้น  แล้วก็หลงสรุป โมเมเอาว่าความรู้สึก  ความคิด  อารมณ์  การกระทำนั้นเป็นเรา เป็นของเรา

การที่ดำเนินชีวิตไปแบบไม่ต้อง ไม่ตั้ง จะไม่ส่งเสริมความหลงยึดที่รู้สึกเป็นตัวตนเรียกว่าไม่ตอกย้ำความหลงของเก่า  ใจที่ตรงต่อไม่ต้อง –ไม่ตั้ง จะไม่ก่อเกิดความเป็นตัวตนขึ้น เรียกว่าการไม่ต้อง – ไม่ตั้งนั้นสอดคล้องกับสัจธรรมโดยปริยาย  โดยไม่ต้องไปหาทางหรือวิธีการทำลายความหลงผิดที่เรียกว่า  สักกายทิฐิ  ให้ยุ่งยากและอาจละได้ไม่จริงด้วยซ้ำ

เพราะเมื่อยังมีเจตนาที่จะทำอะไร(แค่เจตนาสนใจจริงจัง ก็ผิดธรรมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงจะไปทำลายอะไรๆ...หลอก) มันก็มีตัวตนและความเป็น...แอบแฝงอยู่ในเจตนากรรมนั้นเรียบร้อยแล้ว

และที่สำคัญธรรมโดยธรรม  ธาตุแต่ธาตุ  ขันธ์แต่ขันธ์  มันไม่ยึดกันเองอยู่แล้ว  แล้วมันจะไปทำลายหรือไปละอะไรได้จริง , นอกจากนั้นการทำลายหรือกำจัดหรือละหรือปหานเป็นเพียงภาษาที่ชวนให้หลงผิดเข้าใจผิดเท่านั้น  แต่เนื้อหาจริง ๆ ไม่ใช่   สิ่งเหล่านั้นจะเกิดได้ ต้องประกอบด้วยเจตนา  แล้วก็ให้รู้ด้วยว่าธรรมโดยธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีเจตนา – ไร้เจตนา การมีเจตนากรรม(อย่างจริงจัง)ในรูปแบบของการเข้าไปทำลาย ไปกำจัด ไปละ ไปปหานจึงเป็นเรื่องของโมหะกรรม หรือ กรรมกิเลส เท่านั้น( ถ้าดันหลงไปทำกิริยากรรมดังรูปศัพท์เข้าจริงๆ)  กลับจะกลายเป็นการเจริญสมุทัยไปซะเองอีกต่างหาก

      จิตจะเป็นจิตทันที   ที่มีต้องซ้อนรู้ – ตั้งซ้อนดู – จะซ้อนเห็น
                           ขันธ์จะเป็นขันธ์ทันที   ที่มีเจตนาซ้อนรู้ – ดู –เห็น

       การที่ใจสำเหนียกถึงความเป็นจริง  ตรงต่อไม่ต้อง – ไม่ตั้งแล้ว จิตก็ไม่ใช่จิตทันที , ขันธ์ก็ไม่ใช่ขันธ์ทันที  เรียกว่า หมดความหมาย – ปราศจากความเป็น...ทันที  มันก็ตรงกับสัจธรรมโดยเนื้อหาทันที  ดับทันที – นิโรธอยู่แล้วทันที

ธรรมโดยธรรมนั้นอยู่นอกเหนือการกำหนด ซึ่งการกำหนดเป็นเนื้อหาของเจตนากรรมนั่นเอง  ธาตุทุกธาตุ – ขันธ์ทุกขันธ์มันไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติตัวมันเอง  ไม่ต้องพูดถึงการที่มันจะข้ามไปยุ่งกับต่างธาตุ – ต่างขันธ์ ท่านจึงกล่าวว่า

             “ การเอาธรรมไปทำให้เป็นธรรมมันไม่มีหรอกลูก  มันเป็นเรื่องตลก ”

          นั่นมันโมหะจัดสรรให้เป็นไปเท่านั้นและทั้งนั้น  การมีเจตนาทำไม่ว่า  จิ้ง – จ้อง – ต้อง – ตั้ง    มากหรือน้อยต่างกันไปก็เหมือนการตอกย้ำ อุปาทานลงไปบนเบญจขันธ์  เหมือนการตอกตะปูลงไปบนเนื้อไม้ให้ฝังลึก  เหนี่ยวแน่น – หนืดลงไปอีก

          การไม่ต้อง ไม่ตั้ง  ไม่เนื่องด้วยเจตนากรรมในทุกรูปแบบ  ก็จะไม่เป็นการตอกย้ำการยึดติดลงบนขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง  หรือหลาย ๆ ขันธ์ หรือทุกขันธ์  มันก็มีความหมายเท่ากับการถอดถอนตัณหาอุปาทานนั่นเอง

การรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง  จะเป็นไปไม่ได้เลย  หากมีเนื้อหาของเจตนารู้  รวมทั้งรูปแบบอื่น ๆ ของการจะเอา  ยิ่งมีเจตนารู้มากเท่าใด  สภาวะที่ปรากฏยิ่งบิดเบือนและจะไม่ใช่การปรากฏตามความเป็นจริง  เพราะมันมีเงื่อนไขในการปรากฏขึ้น  การปล่อยอย่างเต็มที่ และไม่เอาอะไรๆ( แม้สิ่งที่เลิศที่สุด)อย่างจริงใจ  จะทำให้สภาวะได้ปรากฏอย่างอิสระเต็มที่  อันนี้เรียกว่า  ให้ปรากฏตามความเป็นจริง  แล้วจึงทำให้เราได้รู้จักและเข้าใจสัจจะของสภาวธรรมตามความเป็นจริงอีกที

การปล่อยใจอย่างเต็มที่  = การวางใจ – ตัดใจ  อนุสัยจะแสดงออก(ทางใจและบางอย่างก็ทางกายทางวาจา)เต็มที่     จะเป็นการสำรอกออกของ(กรรม)กิเลสและผลิตผลของ(กรรม)กิเลสอย่างแท้จริง  การปรากฏขึ้นของกรรมวิบากและกรรมอนุสัยเหล่านี้คือการกลั่นกรองสัจธรรมอย่างตรงไปตรงมาที่สุด (โดยไม่มีมายาในรูปแบบของกฎเกณฑ์ กติกาฯมาปิดบังให้เน่าใน ดูดีแต่ภายนอก) ไม่ต้องใช้เทคนิค กุศโลบาย อุบาย วิธีการ พิธีกรรมฯใดๆทั้งสิ้น(เพราะมันทั้งปิด ทั้งบัง ทั้งอ้อม) อาศัยความจริงใจ(อย่าหลอกตัวเอง)ต่อสัจธรรม  ศรัทธาอย่างเต็มที่ต่อความเป็นจริง(สัจจะ) ไว้วางใจอย่างเต็มที่ในกฎแห่งกรรม(เท่าที่มีไปก่อนแล้วมันจะค่อยกลั่นกรองตัวมันเองไปเรื่อยๆ นี่แหละของจริง) ความแจ่มชัดในใจถึงทางทุกข์และทางพ้นทุกข์จะลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปเอง   ตำราเรียกว่าภาวนามยปัญญา  จักเป็นทั้ง รู้และละ  พร้อมกับหลุด(วิมุติ)ในตัวของมันเอง   นี่แหละตรงต่อปัญญาในอริยสัจของจิตโดยเนื้อหา  (ไม่ใช่ตรงแค่ภาษาหรือคำพูดเฉยๆ)

       ทิ้ง(เจตนา)ซะก่อน,  วาง(เจตนา)ซะก่อน, ปลง(เจตนา)ซะก่อน, สละ(เจตนา)ซะก่อน แล้วทางเดินไปหาทุกข์ กับทางเดินออกจากทุกข์ จะกระจ่าง แจ่มแจ้งต่อดวงใจของท่านเอง  ไปเอง

         ขบวนการทั้งหมดนี้  เมื่อได้ยิน – ได้ฟัง -ได้อ่าน   ทำให้รู้-  เห็น – เข้าใจตาม   และไม่ใช่เพียงแค่นั้น   แต่หมายถึงให้ลงสู่เนื้อหาจริงๆคือวางตาม  ดับตาม  จบตาม  คลายตาม  ไร้ตาม  ไม่อะไรกับอะไรตาม  แล้วแล้วไปตาม(คำว่า “ตาม”ในที่นี้มิได้หมายถึงกิริยาหรือการกระทำเช่นตามรู้-ตามดู ทำตามเป็นต้น แต่หมายถึงตามสัจธรรมที่มันไม่ยึดติดตัวมันเองอยู่แล้ว)  ไม่อะไรกับอะไรกับเสียงที่ได้ยินทางหู  ไม่อะไรกับอะไรกับภาพที่ได้เห็นทางตา  ...ทางกายสัมผัส  ...ทางใจคิดนึก หรือที่รู้สึกอยู่  ไม่อิน(in)ไปกับความรู้ความเข้าใจ( แม้จะเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ตาม)  อันนี้ก็เป็นเนื้อหาของปริยัติ - ปฏิบัติ – ปฏิเวธ  และจะตรงต่อข้อความที่ว่าไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย  สรุปที่  ตรงต่อไม่.......อยู่แล้ว , ไม่ต้องอยู่แล้ว , ไม่เนื่องด้วยอยู่แล้ว  ดีๆเด้อ!

                                         ท่านจึงกล่าวเตือนไว้  ประมาณว่า
      “เรื่องสัจธรรมนี่ แค่ความเข้าใจนั้นยังปิดอบายไม่ได้นะลูก มันต้องลงสู่เนื้อหาจริงๆ”

หมายเหตุ : การรู้ตามความเป็นจริง เป็นคำที่ชอบพูดกันมากในแวดวงของการปฏิบัติธรรมที่ว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน  เราควรจะทำความเข้าใจให้ถูกว่าเนื้อหาที่เรียกว่า  รู้ตามความเป็นจริง  เป็นเช่นไร  เพื่อจะได้ไม่หลง

สิ่งแรกเลย      ให้เราเข้าใจความเป็นจริงรองรับไว้ก่อนที่จะเข้าใจเนื้อหาของการ รู้-ตามความเป็นจริง   คือว่า  ก่อนเกิดสภาวะใด ๆ   มันก็ไม่มีสภาวะนั้นอยู่ก่อนแล้ว  ที่ท่านเรียกว่า  ดับ ก่อนเกิด , ความไม่มี  นั้นมีอยู่ก่อนความมีขึ้นของสภาวะไม่ว่าสภาวะอะไร  เช่น  ก่อนรู้ก็ไม่มีตัวรู้อยู่ก่อนแล้ว ต่อเมื่อมีเจตนา  มีความจงใจขึ้น  จึงมีรู้ขึ้น ( แล้วก็มีอะไรๆตาม “รู้” มาอีกหลายกระบุง )  ก่อนเจตนา , ก่อนจงใจ ,ก่อนตั้งใจ  ก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว

                       ดังนั้น  สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาภายหลัง  ไม่ว่าเจตนา – กรรม – ความจงใจ , ตัวรู้ - ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้  ล้วนแต่เป็นสิ่งปรุงแต่งชั่วคราว(สังขาร)ที่เรียกว่า  สิ่งสมมติ หรือสิ่งอุปโลกน์ขึ้น  ซึ่งมันไม่อาจจะเป็นอะไรที่จริงแท้ได้เลยเด็ดขาด  เพราะก่อนมีก็ไม่มีอยู่ก่อนแล้ว ถ้าจะเป็นก็เป็นได้แค่ปรากฏการณ์ชั่วคราวทั้งสิ้น  เรียกว่า เป็นแค่...

สิ่งที่สอง        การปรากฏขึ้นของสภาวะ  จะต้องปล่อยให้เค้าได้ปรากฏออกมาอย่างอิสระ 100 %  เปรียบเทียบให้เห็นว่าใจเราเหมือนมีประตู , ประตูใจจะถูกหรี่ให้แคบลงมากขึ้นตามกำลังของความจงใจหรือเจตนารู้  คือ  ยิ่งจงใจรู้ เจตนารู้มาก  ประตูยิ่งหรี่มาก ปิดมาก ( ตัณหา – อุปาทาน จัด = มาก)  การแสดงออกของสภาวะเช่น  อารมณ์   ความรู้สึก  ความนึก  ความคิด  ก็จะปรากฏมากน้อยตามไปด้วย ( ภาพบิดเบือน)  ซึ่งไม่ใช่เป็นการสะท้อนความเป็นจริงของใจ(ความเคยชิน หรืออนุสัย)

                     เมื่อความจงใจน้อยลง   เจตนารู้น้อยลง  อารมณ์  ความรู้สึก  ความนึก  ความคิด(วิบาก หรือกรรมอนุสัย) ก็จะปรากฏได้อิสระมากขึ้น  แต่ก็จะยังไม่อิสระ 100 % (บิดเบือนน้อยลง)  แม้จะเป็นเจตนาที่บางเบา เช่น  สังเกต , แล , เหลือบ, แอบ , เหล่ ,  ชำเลือง ก็ตาม  ประตูใจจะเปิด 100 %  และการปรากฏออกของสภาวะเป็นไปอย่างอิสระเต็มที่ก็ต่อเมื่อ “ไร้” ซึ่งเจตนารู้  ไร้ความจงใจที่จะรู้โดยสิ้นเชิง
                     ( จะทำเป็นไม่เจตนารู้ – ไม่เจตนาจงใจรู้ได้มั้ย   จะเป็นไปได้อย่างไร  นั่นมันหลอกตัวเองชัดๆ  ยังไงมันก็ยังเป็นเจตนา-กรรมอยู่ดี )

การไร้ซึ่งเจตนารู้ – จงใจรู้โดยสิ้นเชิง  จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ต้องเลิก “ปฏิบัติทำ”เรียกว่ายุติทำ , เลิกทำตัวเป็นนักปฏิบัติทำ  ไม่เอารู้-  ความรู้ - สติ - สมาธิ – ปัญญา(แบบไหนอีกแล้ว)  แม้ความพ้นทุกข์ก็ไม่เอา  “รู้”  จึงจะปรากฏตามที่มันเป็นจริง  มิใช่รู้จากการปรุงขึ้น – ทำขึ้น – สร้างขึ้น

การ “ไม่เอา”จะเป็นไม่ได้  ถ้ายังมีการใช้ภาษาที่ชี้นำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดสัจธรรม  ชี้นำไปสู่การกระทำ , ชี้นำให้เกิดความทะยานอยากในธรรมะ, กระตุ้นต่อมอยาก  ต่อมยึดให้กำเริบยิ่งขึ้น, โดยการชี้แนะหรือใช้ภาษาที่ไม่ตรงต่อสัจธรรม  ทั้งๆที่ก็ประสงค์จะแสดงสัจธรรมนั้นอยู่

การ “ไม่เอา”จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ  ได้ยิน ได้ฟังสัจธรรม  ก่อเกิดความรู้  ความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงอันเป็นที่สุดของทุกข์สภาวะ , เข้าใจว่าทุกข์คืออะไร , หน้าตาเนื้อหาของตัณหาเป็นอย่างไร , รับรู้ – เข้าใจว่าแง่มุมไหนที่เรียกว่าไม่ตรงต่อสัจธรรมและรู้ชัดว่ามันจะเกิดผลเสียหรือปัญหาอะไรตามมาจากการปฏิบัติทำที่ไม่ตรงนั้น มีศรัทธาและจริงใจต่อสัจจะนั้น                                  

           นั่นแหละการ “ไม่เอา”จึงจะเป็นไปได้  การ“ไร้”ซึ่งเจตนารู้ – จงใจรู้ จึงจะเป็นไปได้ , ประตูใจจึงจะเปิด 100 % ให้สภาวะ(วิบากหรือกรรมอนุสัย)ได้ปรากฏอย่างอิสระเต็มที่  การ “รู้ตาม”ความเป็นจริงจึงจะเป็นไปได้ และเมื่อการ “ รู้ตาม”  อันประกอบด้วยความเข้าใจอันเป็นที่สุดของทุก(ข์)สภาวะ

            สติปัญญาชนิดนี้มันจะไม่กระตุ้นก่อให้เกิดการกระทำ เริ่มตั้งแต่ความจงใจทางใจ(มโนกรรม) มันก็จะเป็นการปลง ,เป็นความลุล่วง ผ่าน พ้น ไม่ติด-  ขัด - ข้อง – คาต่อสภาวะ มันก็ตรงต่อเนื้อหาของคำว่า “สักแต่ว่า”  มันก็สงบเย็นไปเองท่ามกลางผัสสะนั่นแหละ   นี้เรียกว่า วิปัสสนาคือปลงทุกฐาน, วิสามัญทุกฐาน ก็ตรงต่อวิมุติ –นิโรธ –นิพพานอยู่แล้วทันที
        เนื้อหาของคำว่า “ สักแต่ว่า ” คืออย่างไรหรือ?...แล้วจะตรงต่อเนื้อหานั้นได้อย่างไร?
          - การไปทำ “รู้” ขึ้น แล้วคอยรู้ คอยดู ,เฝ้ารู้ เฝ้าดู ,สนใจรู้ สนใจดู...ตามรู้  ตามดู นั่นเรียกว่า “สักแต่ว่า” กระนั้นหรือ?
          - ความพยายามที่จะรู้  เทียวไล้เทียวขื่อกับการรู้...นั่นเรียกว่า “ สักแต่ว่า” ได้อย่างไร?
          - การไปตีความ ทำวิจัย ทำวิจารณ์ต่อการรับรู้ไม่ว่าจะทางไหน ไหลตามไป – ทำต้านไว้หรือเกาะอยู่กับสิ่งใดไว้เพื่อกันการไหลตาม นั่นจะเรียก “สักแต่ว่า” ได้หรือ?

                          ไม่ต้อง  ไม่ตั้งกับ “รู้”
                                             ไม่อะไรกับอะไรใน“รู้”
                                                              “รู้”แล้ว แล้วไป...นี้แหละ “สักแต่ว่า”  ของจริง...

No comments:

Post a Comment