Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#34

      การ “รู้ตาม”อันประกอบด้วยความเข้าใจ(ปัญญา – สัมมาทิฐิ)  เมื่อจิตรับรู้สิ่งใดก็ตาม(ระลึกแบบอัตโนมัติ คือเป็นเอง) จะเป็นการรับรู้ทั่วพร้อม(ถึงความเป็นจริง อันเป็นที่สุดของทุกสภาวะไปด้วยเสมอ)  ท่านเรียกว่า รู้ตัวทั่วพร้อม (โดยความเป็นไตรลักษณ์) ที่ว่า
  -  ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว
- ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอะไรจริง ๆ อยู่แล้ว
-  ปราศจากความหมายอยู่แล้ว
-  บังคับไม่ได้อยู่แล้ว
      -  ดับเองอยู่แล้ว
-  หลุดกันเองอยู่แล้ว
    -  ไม่ยึดติดแม้แต่ตัวมันเองอยู่แล้ว
         เรียกว่า รับรู้แบบรู้อยู่แก่ใจ , รู้อยู่โดยสามัญสำนึก , แยบคายในการรู้  เมื่อรู้ที่ตรงกับความจริงแท้ของสภาวะ ก็จะไม่มีหรือไม่ถูกแรงผลักดันของตัณหาให้ก่อเกิดเจตนากรรมใดๆขึ้นมา

       จะไม่มีการเข้าไปยุ่งกับสภาวะทุกรูปแบบ สภาวะก็จะแสดงความจริง(สัจจะ)ของสภาวะ  คือ ดับกันเอง , ไม่ยึดกันเอง , หลุดกันเอง   การไม่เข้าไปยุ่งกับสภาวะนั่นแหละเค้าเรียกว่าสติตัดปัญญาดับ  ปัญญาวาง (เฉยเป็น  ช่าง(มัน)เป็น)  สงบเป็น  เย็นเป็น  ข้ามพ้นกรรมวิบากเป็น  นอกเหนืออนุสัยเป็น
การ “รู้ตาม”ที่ประกอบด้วยปัญญานี้ยังครอบคลุมถึงเรื่องญาณ(รู้)ในอริยสัจ 4 อีกด้วย คือการ “รู้ตาม” ต้องปราศจากตัณหา – อุปาทานในขบวนการของการรับรู้

             -  “รู้”ที่ปราศจากตัณหา – อุปาทานบงการหรือกำกับ จึงต้องเป็น “รู้”ที่เกิดเอง เป็นเอง ไม่ใช่ “รู้”ที่เนื่องจากมีเจตนาที่จะรู้  สนใจรู้  หาเรื่องรู้ทุกรูปแบบ
-  เมื่อระลึกรู้สิ่งใด(เอง) หากใจไม่ตรงต่อความเป็นจริงแล้วจะถูกโมหะ – ตัณหา – อุปาทานครอบงำทันที ผลสำเร็จของมันก็คือ หลอก-หลอนให้มีกรรม(ทำ)ใหม่เกิดขึ้น  ไม่ว่าทำตาม-ทำต้าน นับตั้งแต่มโนกรรม  วจีกรรม  กายกรรม

             เนื้อหาจริง ๆ ก็คือมีการดำเนินชีวิตไปตามปกติ  มันอยู่ได้และเป็นไปโดยอัตโนมัติ  อย่าไปเจตนาตั้ง  ซ้อนการเป็นการอยู่  ไม่ใช่การคอยอยู่  ไม่ใช่คอยรู้ , คอยดู , คอยทำความเข้าใจ , เฝ้าธาตุเฝ้าขันธ์    การมีเจตนาซ้อนดู – ซ้อนรู้ – ซ้อนเห็น ซ้อนตา – หู – จมูก – ลิ้น – กาย – ใจ ก็คือเอาตัณหา – อุปาทานซ้อนลงไปในปรากฏการณ์ธรรมชาติ  เกิดการร้อยรัด ( สังโยชน์ ) ผูกมัด
ให้มีความเป็น...( อัตตา)ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ แล้วก็หลงอนุรักษ์ หรือสืบสานความเป็น...(อัตตา)ตัวตนในรูปแบบของการปฏิบัติทำ  ไม่ว่าทำตาม  ทำต่อ  ทำเติม  ทำให้เต็ม  หรือไปทำต้าน  ทำฝืน  ทำๆๆๆ...

-  เรารู้จักตัณหา – อุปาทาน แต่ภาษา - รูปศัพท์
- แต่จิตใจไม่แจ่มแจ้งในเนื้อหา – อาการ – เล่ห์เหลี่ยม – กลเม็ด ของตัณหา – อุปาทาน
( คือขาดปัญญาญาณของสัจจญาณในอริยสัจข้อที่ 2 ที่ว่า นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ )
          คือเราไม่สามารถระบุ ( identified)ได้ว่าหน้าตา อาการใดที่เป็นลูก  หลาน  เหลน โหลน
ของตัณหาอุปาทาน  ตัวมันเองมันก็ไม่รู้หรอกว่าตัวมันเป็นอะไร  มันจึงไม่ได้บอกหรือประกาศหรอกว่ามันคือตัณหา-อุปาทานกำลังมาแล้วนะ ระวังให้ดีเด้อ!

ผู้รู้ จึงใช้ภาษาถ่ายทอดเนื้อหาของมันที่มีแง่มุมหลากหลายรูปแบบ ให้เราได้รับรู้ไว้ก่อน ต่อเมื่อมันปรากฏ  การรู้เท่าทัน(ในความจริงของสภาวะ)และเกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ตรงต่อสัจจะของสภาวะก็จะเป็นไปเอง  เรียกว่า  ทั้งกัน  ทั้งแก้ไปพร้อมสรรพ

-  อธิบายกันได้เป็นคุ้งเป็นแควว่า  ตัณหา – อุปาทาน  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างนั้นอย่างนี้  การจะพ้นทุกข์ต้องละตัณหา , ฆ่าฟันกำจัดกิเลส, ชำระกิเลส ฯลฯ  แต่พูดไปพูดมา – เขียนไปเขียนมา – แปลไปแปลมา  กลับตายน้ำตื้น  คือกลับใช้ภาษาที่เป็นการส่งเสริมตัณหา  อุปาทาน  เป็นการกระตุ้นต่อมอยาก ต่อมยึดของผู้คน ในรูปแบบต่าง ๆทั้งฝ่ายบวกฝ่ายลบไปเสียเฉยเลย
เช่นใช้ภาษาหรือวิธีการสอนที่เป็นการตอกย้ำสภาวะแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกหรือทัศนคติฝ่ายลบ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกรังเกียจ – เกรง- กลัว- เกร็ง –ปฏิฆะ- ปฏิเสธ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าสภาวะอกุศลทั้งหลาย  โดยมิได้เฉลียวใจว่าด้วยเหตุดังกล่าวก่อให้เกิดผลคือความยึดติดที่อยู่ในลักษณะยินร้ายหรือไม่พอใจ ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เกิด( วิภวตัณหา) หรือ
ภาษา รวมทั้งวิธีการสอนนั้นตอกย้ำชี้นำให้เกิดความรู้สึกหรือทัศนคติฝ่ายบวกเช่นชอบ ยินดี พอใจ อยากให้มี อยากให้เกิด อยากได้ อยากเป็น โดยเฉพาะฝ่ายกุศลกลายเป็นความติดยึด ทะยานอยากแบบ ภวตัณหา

     แต่ที่ละเอียดและลึกซึ้งแล้วไม่ค่อยมีใครเอะใจก็คือ เป็นการสอนหรือใช้ภาษาแล้วไปส่งเสริมหรือตอกย้ำ  ความเป็น...(อัตตา)  ไม่ว่าจะเป็น ความเป็น(อัตตา) ในสิ่งสมมติที่เรียกกันว่าธรรมะ

 ผลจากการพูดหรือสอนแล้วไปหลงตอกย้ำความเป็น...นั้น
-   ทำให้สภาวะที่โดยสัจจะของมันแล้วมิได้มีความหมาย  กลับเป็นสิ่งที่มีความหมายแบบจริงๆจังๆ ( ทั้งที่ถ้ามันจะมีความหมาย  มันก็มีความหมายเพียงแค่สิ่งสมมติเรียกขึ้นเท่านั้น ) เป็นการไปหลงให้ค่า  ให้ความสำคัญมั่นหมายกับสภาวะ
-   ทำให้สภาวะที่โดยสัจจะของมันแล้วมิได้เป็นอะไรคือ อนัตตา ให้กลับเป็นมีความเป็น...คืออัตตาขึ้น  อันนี้แหล่ะเสียหายมาก  มากถึงขั้นที่อาจเรียกได้เลยว่าเป็น  สัทธรรมปฏิรูป โดยเนื้อหา ( แม้จะเข้าใจเอาเองว่ามิได้ประสงค์เช่นนั้น และก็รู้กันดีว่าทำไปก็ด้วยความปรารถนาดีก็ตาม )  พระพุทธองค์ตรัสไว้ตลอดว่า  “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา”  ผู้ที่สื่อหรือถ่ายทอดก็ประสงค์จะสื่อถึงสภาวะอนัตตานั่นแหละ  แต่ด้วยความที่ไม่แทงตลอดในธรรม ทั้งในแง่ของอรรถและพยัญชนะ  ไม่แยบคาย  ละเอียดอ่อน  ลึกซึ้งพอ  เมื่อต้องไปยืมภาษามาใช้

         ภาษาที่ใช้จึงกลับชี้นำไปสู่ความเข้าใจผิดและการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงดังกล่าวขึ้น  ที่กล่าวว่าเสียหายมากอีกด้านหนึ่ง  นอกจากสื่อนั้นจะผิดธรรมแล้ว  ยังมีผลให้เกิดความทุกข์ยาก  ลำบากและสร้างความเนิ่นช้า  สร้างความติด  ขัด  ข้อง  คาให้กับผู้ปฏิบัติไปเสียเองโดยไม่รู้ตัว มันได้รู้ ได้เห็นจริงดังอยาก ดังตั้งใจ ดังปรารถนา  แต่เพราะหลงปรุงรู้  หลงปรุงสภาวะขึ้น  ความระลึกรู้และผลิตผล(ความรู้)ทั้งหลายทั้งปวงก็เลยกลายเป็นที่ตั้งของตัณหา – อุปาทาน และทิฐิ  ได้อิงอาศัย เรียกว่าไม่ได้บทสรุปตรงตามองค์พุทธะ จึงไม่อาจตรงต่อความพ้นทุกข์ได้จริง

                ข้อที่ 3  เมื่อเรา “ไม่หลงรู้”  ก็จะมี “รู้”แบบไม่หลง  คือ
            -  รู้เองแบบไร้เจตนา ไม่มีเนื้อหาของการอยากรู้ , จะเอาสติ  จะเอาสมาธิจะเอาปัญญา  หรือจะเอาสภาวะใดๆก็ตาม
           -  รู้อันประกอบด้วยปัญญา  ที่เป็นบทสรุปลงถึงที่สุดของทุกสภาวะคือ ความเป็นไตรลักษณ์  เรียกว่า  รู้อยู่แก่ใจ
            -  รู้อันประกอบด้วยปัญญาญาณในอริยสัจ 4
            -  รู้แล้วไม่มีการกระทำใดๆต่อสภาวะ ทั้งการไหลตาม หรือ ฝืนไว้ หรือไหลไป
               อิน(in)ไปกับความยินดี  ยินร้ายต่อสภาวะ(อันเป็นวิบาก),จงใจเข้าไป  วิจัย –
               วิจารณ์, กำกับหรือแก้ไข  แทรกแซง

    อาการอย่างนี้จะมีลักษณะที่ว่าไม่นำเสนอรู้(ไม่หาเรื่องรู้ ไม่แส่หารู้) ไม่สนองต่อรู้
     มันก็จะเป็นเนื้อหาของการรู้ที่เรียกว่า “สักแต่ว่า” โดยปริยาย  ไม่ใช่ “รู้”แล้วทำเป็นสักแต่ว่าขึ้นมา  แต่จะเป็น “สักแต่ว่า”แท้ๆก็ต่อเมื่อ  ไม่หลงไปให้ค่ากับการรู้  เมื่อรู้แล้ว ก็แล้วเลย
           ท่านจึงว่า อย่าพยายามทำให้ถูก เพราะยิ่งพยายามก็ยิ่งผิด, ที่ผิดก็ผิดที่พยายามนั่นแหละ , เพราะที่ถูกเดิมของธรรมนั้นเป็นสิ่งไร้ความพยายาม , นอกเหนือเจตนากรรม
          ที่วุ่นวายกันอยู่ก็เพราะแส่ส่ายหาเรื่องรู้  แล้วก็ทำอะไรๆสนองรู้นั้นไปเรื่อยๆ

ข้อที่ 4  เมื่อไม่ได้ตั้งปรารถนาที่จะเอาอะไร  แม้ปัญญา – แม้ความพ้นทุกข์  การรู้จะเป็นไปโดยเนื้อหาของการไร้เจตนาเข้ารับรู้  ไม่ใช่รู้เพราะแรงผลักดันของตัณหา  ตั้งแต่ก่อนสภาวะปรากฏ(ดับก่อนรู้ วางก่อนรู้) การรู้ที่มีแรงดันของตัณหา – อุปาทานเป็นแรงผลัก – แรงดัน – แรงดูด – แรงดึง  จะออกมาในรูปแบบของเจตนารู้  เช่น  เฝ้า – คอยตาม – ระวัง – ตั้ง – ต้อง –จิ้ง – จ้อง – กำหนด, เหลือบ , แล , เหล่ , ชำเหลือง ฯลฯ  ทำให้เป็นภาระแก่จิตใจมาก – น้อยแล้วแต่กำลังของความตั้ง – ความต้อง  หรือกำลังของตัณหา – อุปาทาน     (แทนที่จะดับอยู่แล้ว  สงบอยู่แล้ว เย็นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นสภาวะที่มีตัณหา – อุปาทาน หล่อเลี้ยงจุนเจือไว้ตลอด คือ หลุกหลิก หยุกหยิก  แส่ส่าย เพราะหิวรู้อยู่นั้น)

           ต่อเมื่อสภาวะปรากฏก็มีโอกาสที่จะพุ่งรู้  ถลำรู้ จมรู้ จริงจังกับการรู้  การเห็นจากทุกอาการ  เป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เป็นการเสพติดเพิ่มอีก (มันก็ติดรู้ตั้งแต่ก่อนเกิดอยู่แล้ว) หนักขึ้นเรียกว่ารู้เข้า – รู้เอา – เอารู้ เป็นการตอกย้ำการยึดติดในธาตุขันธ์ให้ซึมลึกมากขึ้น  ก็ยิ่งผิดสัจธรรมเข้าไปอีก ท่านจึงว่า หลงรู้(อวิชชามิได้หมายถึงความไม่รู้แต่หมายถึงไม่รู้ว่ากำลังหลงรู้อยู่)
เมื่อรู้แล้ว สรุปลงถึงที่สุดของสภาวะที่ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว   ก็จะไม่มีเป้าให้ตัณหา –อุปาทานได้ยึดเกาะ  เมื่อไม่ได้ตั้งใจรู้ – ไม่เอารู้ – ไม่อินรู้ (in) – รู้แล้ว แล้วไป , ไม่ได้ทำอะไร
ทิฐิก็เลยไม่ได้ที่อิงอาศัย  เพราะไม่เอาสภาวะ  แม้ปัญญา – ความรู้ – ความเข้าใจ  มันก็เป็นเนื้อหาเดียวกันกับ  “สักแต่ว่า”

         โดยเนื้อหาของสักแต่ว่าอีกอย่างหนึ่งที่ควรรู้และเข้าใจก็คือ “ปลง” “สละ” “ให้” ภายใต้สถานการณ์ที่มีการรับรู้  ระลึกรู้ ของมันเองนั้นพร้อมปัญญาคือรู้อยู่แก่ใจ, ระลึกรู้ , เตือนใจ , แยบคาย , มนสิการ ถึงความจริงอันเป็นที่สุดของสภาวะแล้ว  ฐานที่มีการระลึกรู้จะเป็นอะไรก็ตามไม่ว่ากาย – เวทนา – จิต – ธรรม  ก็จะมีลักษณะของการปลงฐานเหล่านั้นไปด้วยพร้อม  เรียกว่าปลงทุกฐาน รู้ผ่าน-รู้ทิ้งทุกสภาวะ , รู้แล้วแล้วไปในรู้ เท่ากับรู้แบบวิสามัญ หรือ วิปัสสนา

          แต่ถ้าเจตนารู้ – ดู – เห็น  มันจะกลายเป็นติดทุกฐานหรือติดบางฐาน(วางบางฐาน)  โดยเฉพาะที่ติดแล้วก็ไม่รู้ว่าติดก็คือ  ปลงฐานกาย –เวทนา – จิต  แต่ไม่ยอมปลงฐานธรรม ก็เลย
ติดธรรม  เมื่อ “ใจ” ไม่หลงรู้  ไม่ให้ค่ากับการรู้ซะแล้ว  จะเป็น “รู้”ที่มีเนื้อหาของการปลงทุกฐานทุกที ทุกครั้ง ทุกๆรู้ไปพรึบเดียวพร้อมกันหมด  (ปลงมันไปเรื่อยๆ)ไม่ใช่ปลงทีละฐาน   สักแต่ว่าทีละฐาน แล้วมันจะทันตายรอบชีวิตนี้หรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้

     ขณะที่ชีวิตดำเนินไป มีรู้- ก็ให้ปลงรู้  มีเห็น- ก็ให้ปลงเห็น  ปลงปัจจุบันธรรม  (นั่นจึงเป็นการตัดสันตติ ไม่หลงเป็นสันตติไปซะเอง การคอยรู้คอยดูที่ปัจจุบันนั่นแหละคือตัวสันตติซะเอง)
ข้อ 5   เป็นบทสรุปของการปฏิบัติ – การศึกษากาย – เวทนา – จิต – ธรรม  คือสรุปลงที่  ไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง  เน้นว่า ธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเรียกกิเลสหรือธรรมะ ไม่เว้นแม้พระนิพพาน(ถ้าจะยึด จะเอานิพพาน มันก็ไม่ตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว) ในฐานะของสาวกผู้รู้ตามแล้ว “ความไม่ถือมั่น”นี้ถือว่าเป็นหัวใจ ให้เป็นประธาน ให้เป็นจิตสำนึก ไว้ใช้เตือนใจตัวเองไปตลอดเลยก็ยังได้   แต่ก็ให้เข้าใจด้วยว่าไม่ใช่แค่ยึดติดกับกับความคิด(ทิฐิ)ที่จะไม่ยึดติด ถ้าได้แต่คิดว่าจะไม่ยึดติด นั่นมันก็ติดทิฐิเรียบร้อย...ไปเสียแล้ว  ( สังเกตความหมายของภาษา  ไปเสียแล้ว ให้ดีๆ)

เนื้อหาทั้ง  5  ข้อ  สรุปลงที่การตรงต่อสัจธรรม รวมทั้งอริยสัจคือ  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร ,  แล้ว แล้วไป  ไม่อะไรกับอะไร  ไม่ลังเลกับปรากฏการณ์ของกาย –ใจ

No comments:

Post a Comment