Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#32

สัมมาวายาโม   =  ความเพียรชอบ

คนมักเข้าใจว่า ความเพียร  คือ  ต้องทำมาก ๆ  ไม่ว่าจะทำข้างนอก  ( กาย)  หรือทำข้างใน (ใจ) , มีลักษณะของการประกอบ , สะสม , รอคอยความสมบูรณ์พร้อม ,
มีเนื้อหาของการเลือก   - เอาสิ่งหนึ่ง
            - ไม่เอาสิ่งหนึ่งหรือกำจัดสิ่งหนึ่ง
                             หรือ – เอาสิ่งหนึ่งไปแทนที่หรือจัดการอีกสิ่งหนึ่ง  เพื่อเป้าหมายบางสิ่งบางอย่างที่คาดว่าจะได้ จะถึง

            สัมมาวายามะ  ไม่ใช่เพียรหรือฝึกให้จิตเกาะ-ยึด-ติด-อยู่ ที่ใดที่หนึ่ง  ภาษาชอบใช้ว่า หลัก  หรือ  ฐาน  เรียกว่า  กรรมฐาน  ตามสัจจะแล้ว จิตไม่มีที่อยู่ ไม่ต้องการหลัก  แต่ที่ท่านให้หลัก - เกาะหลัก  หรือที่อยู่นั้นเป็นเพียงอุบาย - เทคนิค  ซึ่งถ้าพิจารณากันตามสัจจะแล้ว  ไม่ตรงต่อความเป็นจริง (ถ้าจะยึดหรือเกาะจริง ๆ)  และที่สำคัญ  ปัญหา - ความยุ่งยาก-ความวุ่นวาย  ที่เนื่องด้วยการหาที่ให้จิตเกาะ – อยู่ – ยึดหลัก  นั้นสร้างภาระ – ทุกข์ยาก – ลำบาก  ให้กับผู้สนใจใคร่พ้นทุกข์เป็นอันมากและจำนวนมาก  ก่อให้เกิดความท้อแท้ -  เบื่อหน่าย – หมดกำลังใจและสิ้นหวัง  หรือ ตอกย้ำ  มานะ – ทิฐิ  ความเป็นตัวตนในรูปแบบต่าง ๆ

พวกทำไม่สำเร็จ  ก็มี  มานะ – ทิฐิไปอีกแบบ

พวกทำสำเร็จ       ก็มี  มานะ – ทิฐิ ติด ยึดหลัก – แช่หลัก – เอาหลัก – เกาะหลัก ฯลฯ กลายเป็นความหลงหลัก ไม่อาจล่วงพ้นสังสารวัฏ – สังสารวนได้จริง  เพราะติดหลัก  วางหลักไม่ได้  นอกเหนือหลักไม่เป็น ท่าน จึงใช้ภาษาที่ดูรุนแรง เพื่อกระแทกให้พวกชอบหาหลัก – ติดหลัก – เกาะหลักได้หลุดจากหลัก  เช่น ควายมันยังไม่ชอบหลักเลย , เป็นควายหรือยังไง ที่จะคอยหาหลักให้อยู่  หรือ  พวกที่ชอบแช่  หรือ หลงแช่แล้วไม่รู้ตัว ท่านก็ว่า  ไม่ใช่ควายนะ จะได้ชอบแช่

            ถ้าจะพูดคำว่า เพียร ที่ตรงต่อสัจจะแล้ว  คือไม่ทำ  ไม่มีเนื้อหาของกิริยาทางใจต่อสภาวะ แม้แต่เจตนา, จงใจจะให้ความสนใจ

        ถ้าไม่ตรงต่อความเป็นจริงรองรับแล้ว  ความเพียรดังกล่าวก็ไม่อาจเป็นความเพียรชอบได้  ก็เป็นความเพียรชนิด มิจฉาวายามะ หรือโลกิยมรรคเท่านั้น แม้จะทำได้ตรงตำราก็ตาม แต่ถ้ามิได้เป็นเนื้อหาที่ตรงต่อความเป็นจริงซะแล้ว  ก็ไม่อาจเข้าได้กับเนื้อหาที่จะพ้นทุกข์ คือ  อริยมรรค

เมื่อเข้าใจตรงต่อความเป็นจริงแล้ว  กลับกลายเป็นว่า สัมมาวายามะ  คือ  เพียรที่จะไม่ทำ  เพราะอะไรหรือ ?  ก็เพราะที่เกิดมาได้และที่กำลังปรากฏอยู่ หรือเป็นอยู่นั้น  มันก็เนื่องด้วยการหลงทำตลอดเวลา หรือ หลงเจตนาทำตลอดเวลาอยู่แล้ว  ที่เรียกกันว่า ความเคยชิน – ความคุ้นชิน  ทำจนชิน หรือ  ชินในการทำตาม( กรรมอนุสัย)  จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า นิสัย -- บุคลิก – จริต– พฤติกรรม

ความเป็นจริงมีอยู่ว่า เพราะยึด จึงทำ  , ที่ทำก็เพราะยึด ถ้าไม่ ยึด จะ ทำ ไปทำไม?  หรือด้วยเหตุผลใด?  มีอยู่เพียงเหตุผลเดียวที่เจตนาทำโดยไม่เนื่องด้วยตัณหา – อุปาทานคือ เป็นไปเพื่อการเกื้อกูล  สงเคราะห์  อนุเคราะห์เท่านั้น  ซึ่งจะเป็นการกระทำแบบแล้วแล้วไป ไม่ใช่คอยทำ หรือทำคอย , รอ , เฝ้า , ตาม,หมกมุ่น,ตอกย้ำ,เทียวไล้เทียวขื่อฯลฯ

ดังนั้นการปฏิบัติแบบทอ-อำ-ทำ จึงสะท้อนมาจากอิทธิพลของตัณหา – อุปาทาน(เงาของ) อัตตาหรือตัวตน ซึ่งเป็นไปเพื่อการติด – ขัด – ข้อง – คาและไม่ตรงกับเนื้อหาของการลุล่วง – พ้นทุกข์  จึงเรียกว่า เป็นการเจริญสมุทัยไปซะเอง  ส่วนการปฏิบัติแบบไม่ทำนั่นแหล่ะคือการปฏิบัติตามหรือตรงต่อสัจธรรม ที่ไม่ได้เป็นอะไรอยู่แล้ว  หลุดกันเอง วางและว่างกันเองอยู่แล้ว  ก็ตรงต่อวิมุตติ  ความหลุดพ้นอยู่เองแล้วทันที  ไม่ใช่  “เรา”ติด, ไม่ใช่  ”เรา”หลุดพ้น  จริงๆก็ไม่มี “เรา”อยู่แล้ว แล้วจะทำให้“เรา”หลุดหรือทำให้หลุดจาก“เรา”ไปได้อย่างไรกัน การไม่ทำ  ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง  ไม่อะไรกับอะไร  แล้วแล้วไป  นั่นแหล่ะคือหลุด - พ้นจากความหลงผิดว่ามี “เรา”ทันที

สัมมาวายามะ  โดยเนื้อหาที่เป็นการออกจากทุกข์  ออกจากการสร้างเหตุแห่งทุกข์   เป็นไปแบบตรงต่อความจางคลายของความยึด ความติด ( อริยมรรค ) ก็คือ  เพียรที่จะไม่ทำตามความคุ้นชินเดิม  คำว่า เพียร  ก็คือ  ดำเนินชีวิตเป็นไปตามปกติธรรมดานี้เอง  ซึ่งมันก็อัจฉริยะ – อัตโนมัติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ต้องจงใจหรือตั้งใจซ้อนลงไปกับการเป็น การอยู่นั้นนัก รวมทั้งงดเว้นเจตนากรรมที่จะทำอะไร ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวภายในจิตใจ คือไม่ต้องตั้งเงื่อนไข  ข้อแม้ หรือกฎเกณฑ์ที่จะดำรงชีวิต มันเป็น มันอยู่ ได้เองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ไม่ต้องพิถีพิถัน ( ผี...ถี  ผี...ถัน)  “จะอย่างนั้น  ต้องอย่างนี้”  เป็นการเป็น  การอยู่ ที่หลงสร้างภาพมายามาหลอกหลอนตนเองและผู้อื่นไปวันๆเท่านั้นเอง  เหมือนลมหายใจเข้า หายใจออกที่เป็นเอง เราไม่ต้องใส่เจตนาหรือคอยสนใจที่จะช่วยมันหายใจหรือไปกำหนดหรือสร้างรูปแบบของการหายใจชนิดใหม่ๆขึ้นมาแต่อย่างใด ฉันใดก็ฉันนั้น  มันก็จะสอดคล้องกับสัจธรรมที่เรียบง่ายไปเอง

ความคุ้นชินเดิม  (กรรมอนุสัย ) = ของเก่า  จะทรงอิทธิพลหรือส่งผลให้กลายเป็นเหตุไม่รู้จบ  หากการเย้ายวน ชัก ชวนและเชิญของอนุสัยเก่าให้ทำตามต่อ  ได้สำเร็จ เมื่อผู้ปฏิบัติหลง  ไหลตามความคุ้นชินนั้นไป  อนุสัยนั้นจะดูเหมือนมีไม่รู้จักจบจักสิ้น  นอกจากนั้นแล้วการเกิดขึ้นของอนุสัยจะยังคงมีรสชาติตลอดไป , รสชาติที่ชวนเชิญให้ทำตามทุกรูปแบบ – คิดตาม – พูดตาม – ทำตาม  กลายเป็นการทำเหตุใหม่  ซ้อนผลเก่า  เรียกว่า  กรรมซ้อนธรรม   อาการของความปรากฏขึ้นและประกอบด้วยรสชาติที่ชวนเชิญให้ใจหลงใหล  เพลิดเพลิน  ทำตามหรือทำต้าน เค้าเรียกว่า ยางเหนียว ( กิเลส )

เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า  ตามความเป็นจริงแล้ว  ความเคยชินหรือสิ่งที่เรียกว่าอนุสัยก็คือ  ผลหรือวิบากที่เกิดจากการกระทำซ้ำ ๆ  แม้แต่สิ่งที่เข้าใจกันว่าเป็นกิเลส , กองทุกข์   เช่น  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ก็เป็นผลหรือวิบาก  แต่ด้วยการปรากฏขึ้นของมันตามเหตุ – ปัจจัย  พร้อมทั้งรสชาติที่เหมือนยังทรงอิทธิพลอยู่  ทำให้ผู้คนทั่วไปที่จิตใจยังขาดสัมมาทิฐิ  ถูกผลดังกล่าว  (โลภะ  โทสะ  โมหะ ) เมื่อปรากฏออกมาแล้วครอบงำให้ใจหลงกระทำตาม

                         ติดฝั่งกามสุขัลลิกานุโยค (หลงใหล , เพลิด – เพลิน)

             ส่วนผู้ที่ปฏิบัติแต่ก็ยังขาดสัมมาทิฐิก็พยายามต้าน,พยายามฝืน , เฝ้า,แทรกแซง, กดข่ม , ควบคุม  หรือพยายามทำให้หลุด – ทำให้ดับ  แม้แต่ทำจนดูดีขึ้น  เช่น สังเกต , แล , เหลือบ , ชำเลือง ไม่ไหลตาม แต่ก็ยังสนใจรู้สนใจดู  ก็ยังจัดเป็นความหลง  คือหลงไปสำคัญมั่นหมาย , หลงไปให้ความหมายกับสภาวะ ที่โดยสัจจะแล้วมันไม่มี -ไร้ - ปราศจากความหมายอยู่แต่เดิม  เหล่านี้ล้วนจัดได้ว่ายัง

                      ติดฝั่ง คือฝั่งอัตตกิลมถานุโยค ( การประกอบตนให้ทุกข์ยาก ลำบาก )
การติดฝั่งที่แท้  ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกามสุขัลลิกานุโยค  หรือ อัตตกิลมถานุโยค   ก็ล้วนแต่เป็นการติดที่เริ่มต้นด้วยการไปให้ความสนใจกับสภาวะโดยเจตนา เพราะความไม่รู้ว่า  การไปเจตนาสนใจต่อสภาวะนั้น เท่ากับเป็นการไปต่อกระแสของความยึด  ความอยาก อันเป็นการส่งเสริมความหลง ให้เหนียวแน่นหนักและหนายิ่งขึ้น
                                                                                                                                                                                                                       
 การที่จะไม่หลงติดฝั่ง 2 ฝั่งได้  ก็ด้วยการที่ใจเราต้องตื่นต่อความเป็นจริงของชีวิต  ที่ว่า
  - ทุกสรรพสิ่งล้วนยึดถือไม่ได้
- ทุกสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่าจากความหมาย , จากการเป็นอะไรจริง ๆ
- ทุกสรรพสิ่งล้วนดับเอง-หลุดเอง, ปล่อยกันเอง, วางกันเอง  อยู่แล้ว

                 ถ้าหากยังดิ้นรน แสวงหา ไขว่คว้า ยึดติด รวมทั้งหลง –ไหล – วกวนอยู่ ก็ทุกข์ฟรี ๆ    ไปเท่านั้นเอง จิตใจต้องตระหนักชัดถึงความจริงที่ว่า ไม่มีการได้อะไรที่แท้จริง และไม่มีการเสียอะไรที่แท้จริง  ความพยายามที่จะเอาอะไรๆๆ  ปฏิเสธอะไรๆจะค่อยจืดจาง เบาบางไปเอง   สิ่งที่ต้องรู้อยู่แก่ใจก็ยังมีอีกว่า

เราไม่สามารถห้ามการปรากฏขึ้นของอนุสัยเก่าได้
เราไม่สามารถห้ามการเข้าไปรับรู้อนุสัยเก่าหรือสภาวะใดๆได้
        รวมทั้งไม่มีใครที่จะห้ามความหลง( ถ้ามันเคยหลง )  ความอยาก( ถ้ามันเคยอยาก)  ความยึด(ถ้ามันเคยยึด)  ความหลงที่จะทำตาม(ถ้ามันเคยทำตาม)  สรุปว่าบรรดาความหลงนานาชนิดนั้นห้ามไม่ได้  จะไปปฏิเสธก็ไม่ได้

จิตยังรู้ด้วยว่า  การหลงเข้าไปยุ่งกับสภาวะที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดเป็นการสร้างเหตุใหม่ ( ความเคยใหม่ ๆ )ซ้อนผลเก่าและตอกย้ำผลเก่า ( ความเคยเก่า ๆ )ให้ทรงอิทธิพล มีรสมีชาติอยู่ต่อไปนั้น ไม่เกิดประโยชน์อันใด  ทั้งยังเป็นการก่อเหตุให้เกิดทุกข์ไม่รู้จบสิ้น

            ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะการหลงเข้าไปทำ  มันขัดแย้งต่อความเป็นจริงที่ว่าสภาวะทุกสภาวะ  โดยธรรมชาติ(สัจจะ)แล้ว  สภาวะทุก(ข์)สภาวะเป็นไปในลักษณะที่เป็นไปเอง “ท่าน”จึงใช้คำว่า “อยู่แล้ว” ให้พวกเราสำนึกถึงความจริงข้อนี้ให้ดีๆ (คือไม่ใช่การเป็นไปที่ต้องใช้เจตนาประกอบ หรือเป็นการดำเนินงาน) มันไม่ต้องการเหตุปัจจัยในการดับ  เพราะมันดับของมันเอง และจิตยังรู้ชัดว่าไปทำอะไรกับสภาวะไม่ได้จริงๆ

การหลงเข้าไปทำ  กิริยา(โดยเจตนา)ทางใจ ไม่ว่าจะแบบไหน กลับเป็นการ
-  เจริญสมุทัยไปซะเอง  แม้ว่าเป้าหมายที่ทำก็หวังเพื่อการละสมุทัย  แต่เพราะความไม่รู้เนื้อหาของสัจธรรม  จึงหลงทำไปด้วยอำนาจและเล่ห์เหลี่ยมของตัณหาอุปาทาน  ไปเสีย
-  เลยนิพพาน , เลยความดับ , เลยความพ้น , เลยความไม่ติด – ขัด – ข้อง – คาของสภาวะ (ขันธ์ 5) ซึ่งมีอยู่เองแล้ว จึงไม่อาจลุล่วง – พ้นทุกข์ได้จริง  ตัวปฏิบัติกลับเป็นตัวติดไปซะเอง  โดยไม่มีใครเอะใจ  เฉลียวใจ ท่านเรียกว่า  ไม่รู้อริยสัจ ( ขาดสัมมาทิฐิหรือเป็นมิจฉาทิฐิ )

           การที่จิตระลึกรู้สภาวะใดๆ ก็ตามและการระลึกรู้นั้นประกอบด้วยความเข้าใจถึง  ความเป็นจริง  “อันเป็นที่สุด” ของสภาวธรรมนั้นด้วย  นี้แหละท่านเรียกว่า  สติสัมปชัญญะ หรือ  สัมมาสติ ( สติ อันมีสัมมาทิฐิรองรับ )  โดยเนื้อหาก็คือ  
                  รับรู้แบบไม่อะไรกับอะไร
 รับรู้แบบแล้วแล้วไป
        รับรู้ซื่อ ๆ
รับรู้เฉย ๆ
             เป็นการตื่นที่ประกอบด้วยปัญญาหรือสัมมาทิฐิ  นั่นเอง

                         : ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของผัสสะ  จะไม่มีเนื้อหาของการคอย , การเฝ้า,   ความพยายาม , แสวงหา , ดิ้นรน  จิตใจที่ไม่อยู่เป็นปกติ , เฉย ๆ  ที่เรียกว่า  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร  ก็เป็นการไม่หลงสร้างเหตุใหม่หรืออนุสัยใหม่
                        : ต่อเมื่อเกิดผัสสะขึ้น  จิตซึ่งมีหน้าที่ในการรู้อารมณ์  โดยธรรมชาติ  เค้าก็จะรับรู้ผัสสะนั้น  แต่ก็จะเป็นการรับรู้แล้วไม่สำคัญมั่นหมาย , ไม่อะไรกับอะไร , แล้วแล้วไปไม่อินผัสสะ ไม่หลงตอกย้ำของเก่า  ก็ไม่ก่อให้เกิดเวทนาที่จัดจ้าน  ปรุงแต่งเป็นตุเป็นตะ  แล้วก็ยึดถือในความเห็น – ความหมายกลายเป็นทิฐานุสัย – มานานุสัย  คือ  เห็นว่า , เข้าใจว่า , รู้สึกว่า , น่าจะ , ควร , ต้อง ( การรู้ความหมายก็รู้ไปตามปกติแต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า  มันเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ – สมมติ) การหลงทำตามไปหรือการไปสนใจ เป็นเหตุให้เกิดการก่อภพ- ก่อชาติ  ไม่รู้จบสิ้น  การตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร  เป็นการตื่นที่จบเรื่อง – หมดเรื่อง  ไม่ใช่การตื่นแบบหาเรื่อง – เอาเรื่อง – สร้างเรื่องไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม

        ขณะรู้ ก็รู้อยู่แก่ใจพร้อม  ด้วยว่า (กำลัง)รู้(อยู่)นี่ก็ “ไม่ใช่” ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งถูกรู้หรือผลพวงที่เนื่องมาจาก “ รู้”(เห็นว่า-เข้าใจว่า-รู้สึกว่าฯลฯ) นั่นก็ “ยิ่งไม่ใช่”

              คำว่า  รู้อยู่แก่ใจว่า “ไม่ใช่”  หมายความว่า  ตามความเป็นจริงแล้ว สภาวะทุกอย่าง
     -  ไม่ใช่อะไรที่แท้จริงซักอย่างเดียวพอที่จะเกาะ – ยึดไว้เป็นที่พึ่ง - อาศัยได้
     -  ไม่ใช่เป็นอะไรจริงพอที่จะเอาสาระได้
     -  ไม่ใช่นิพพาน  เพราะนิพพานไม่ใช่ขันธ์ 5 , นิพพานไม่ใช่อะไร

              การรู้อยู่แก่ใจอย่างแท้จริงว่า “ไม่ใช่ทั้งหมด”  ทั้งตัวรู้ – สิ่งที่ถูกรู้ , ไม่ว่าปรากฏการณ์ของธาตุ- ขันธ์ในรูปแบบใด  หน้าตาเนื้อหาจะแสดงออกมาอย่างไร  ความหลงยึด  หลงอยาก  หลงเกาะ  หลงแกะ หลงแช่ หลงเอาจะค่อยจืดจางไปเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจ  ก็จะเป็นเนื้อหาเดียวกับของเดิมแท้ไปโดยปริยายคือ  ความประภัสสร  ในทางตรงกันข้ามเมื่อใดที่เรารู้สึกว่า “ใช่” กับปรากฏการณ์  ความยินดี , พอใจ , ok , inไปแม้ในความรู้ – ความเข้าใจ – สติ – สมาธิ –ปัญญา – แม้ความโปร่ง – โล่งโพล่ง , เบา , ว่าง  สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของอุปาทานไปเรียบร้อยเลยทันที

                 การเตือนใจถึงความเป็นจริงแท้ของสภาวะเหล่านี้ว่า มันไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ  อาจเรียกว่าเป็น  นิโรธสัญญา  คือ  เมื่อระลึกถึง , มนสิการถึง , คิดถึง จิตใจก็ยุติการพัวพัน – หมกมุ่น  จมปลัก ,วกวน , แวะเวียน , ยุติทำ,  ยุติเจตนากรรม,  ยุติความหลงที่จะสร้างภพ – ชาติโดยเจตนาไปเอง  เรียกว่า “เลิกหลง”ใจก็ตรงกับยุติธรรม  คือ นิโรธ – นิพพาน – วิมุติ โดยเนื้อหาทันที  การมีความเข้าใจรองรับอยู่เช่นนี้ ก็ทำให้ทั้งหมดที่ “รู้”  นั้นจะไม่กลายเป็น “เป้า” ให้อุปาทานได้ฝากหรือฝังเชื้อยึด ให้เกิดการอยาก – ไม่อยาก(เหตุใหม่)  แล้วหลงสร้างภพชาตินำมาเสนอและหลงสนองตัณหาอุปาทานให้สังสารวัฏหนาแน่นต่อไป

No comments:

Post a Comment