Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#31

    อาหาร 4 (สิ่งหล่อเลี้ยงเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามรรม)
        => กวฬิงการาหาร  อาหารคือคำข้าว
        => ผัสสาหาร  อาหาร คือ ผัสสะ หมายถึง การกระทบหรือความประจวบกันของอายตนะภายนอก ภายในและวิญญาณ  เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา และสิ่งปรุงแต่งจิตทั้งหลายตามมา เป็นกลไกเดิมของชีวิตอยู่แล้ว  ต่อเมื่อใส่เจตนา หรือจงใจซ้อน “รู้”   ด้วยภาษาที่ว่า ตั้งใจนั่นเอง จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ตัวจงใจตั้งใจนี้ จะยิ่งทำให้เวทนาจัดจ้านมากขึ้น ชักนำให้ก่อเกิดมโนสัญเจตนาหารได้อีกต่อ ๆ ไป
การที่จงใจมาก ตั้งใจมาก จงใจน้อย ตั้งใจน้อย มีผลก็คือ กรรมมาก กรรมน้อย กรรมดังกล่าวก็จะ จัด (จัดสรร) ผล – วิบากมาให้มาก – น้อยตามกำลังของความจงใจ – ตั้งใจ เรียกว่า กรรมจัด (สรร) ผล – วิบากที่เป็นเรื่องของเวทนาการต่าง ๆ ก็จัดจ้านตามไปด้วย จะเรียก สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่เกิดจากผลของเจตนากรรม - จัดให้ทั้งสิ้น  

            => มโนสัญเจตนาหาร  อาหาร คือ ความจงใจทางใจ    ในเจตนานั้น

 จะมาก – น้อย – เบาบางขนาดไหนก็มีเหตุจากเนื้อหาเดียวกัน คือ ตัณหา 3 ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา และการรู้เท่าทัน (สัมมาสติ) ความจงใจ - เจตนากรรมนี้ได้ประกอบกับมีความเห็นที่ตรงต่อความเป็นจริงรองรับ (สัมมาทิฐิ) ทำให้เจตนากรรมนั้นไม่เกิด เรียกว่า งดเว้นเจตนากรรมที่จะไปยุ่งเกี่ยวด้วย (สัมมาวายามะ)  นั่นก็เป็นอันละตัณหา หรือละสมุทัยพร้อม อีกทั้งไม่เป็นสมุทัยไปซะเอง  เมื่อตัณหาทั้ง 3 ไม่อาจส่งผลให้เกิดการกระทำได้ก็ไม่อาจสืบภพ ชาติได้ เป็นอันตัดภพ – ชาติได้ด้วย เมื่อตัณหาดับลงก็ตรงต่อดับอยู่แล้ว - นิโรธทันที

 นำมาซึ่งกรรม คือ คิด – พูด – ทำ ชักนำมาซึ่งอุปัตติภพ (ผลของกรรม) คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพภูมิทั้งหลาย แล้วมีชาติ  ชรา  มรณะ....

=> วิญญาณาหาร  อาหาร คือ วิญญาณ , วิญญาณ คือ รู้  วิญญาณนี้เอง เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปทั้งหลาย ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร    ที่จงใจทำรู้ – ทำดู – ทำเห็น ก็เพราะหลงผิดหลงยึดว่ามีอัตตาตัวตน เมื่อถูกความหลงผิดหลอกให้ “เจริญรู้” นามรูป(ขันธ์ทุกข์ๆ)ก็พลอยเจริญไปด้วย  นามรูปนี้ก็คือ อารมณ์ – ความรู้สึก – ความนึก – ความคิด – ความเห็น – ความหมาย ซึ่งล้วนก็ “ไร้สาระ” (อนิจจัง  อนัตตา )จริงๆ

จะเห็นได้ว่า เจตนากรรมนั้น เป็นเงื่อนปมที่สำคัญมาก การงดเว้น เจตนากรรม จึงเป็นส่วนของสัมมาทิฐิ ซึ่งจะค่อย ๆ สมบูรณ์ไปเองในที่สุด

  การรู้เท่าทันเจตนากรรม หมายถึง

 รู้ที่มาว่าเจตนากรรมเกิดด้วยเหตุอันใด  เหตุของเจตนา คือ หลงอยาก – หลงยึด – หลงเอา เพราะความไม่รู้เรื่อง(โมหะ - อวิชชา) 
 รู้ผล(ปัญหาหรือทุกข์โทษ)ของเจตนากรรม  คือ สืบภพ – สืบพันธุ์ของตัณหา – อุปาทานในขันธ์(ทุกข์)ทั้งปวง สมกับคำกล่าวที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
         รู้ชัดว่า ด้วยเจตนา-กรรมใดๆไม่ใช่ “นิพพาน” แม้แต่ “ทางไป”ก็ยังไม่ใช่
 รู้ว่าการดำเนินชีวิตอย่างไรที่จะพอดีในการใช้(เจตนากรรม) ธาตุขันธ์
    อ่านดูแล้วอาจรู้สึกว่าจะหลาย “รู้” ที่แสดงมานั้นล้วนแต่ของ “หลอก”   แล้วก็ให้เข้าใจด้วยว่า
                              “ที่กำลังอ่าน”   “กำลังรู้อยู่นี้”  ก็  ไม่ใช่ !

        สรุปเด็ดขาดไปเลย  ไม่งั้นจะกลายเป็นปัญญาแตกซ่าน ไม่ใช่ปัญญาตัดปัญญา  แต่กลายเป็น ปัญญาติดปัญญา หรือปัญญามีปัญหา หรือปัญญาติดห่วง  รู้หรือไม่รู้ก็ช่างมัน  จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ช่างมัน  ไม่ใช่ห่วงจะไม่รู้ – ไม่เห็น – ไม่เข้าใจ เพราะเนื้อหาจากความรู้ ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น  สรุปลงตรงต่อสัจจะเท่านั้น  คือ

 ไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ
 ว่างอยู่เองแล้ว
 ไม่ติดกันเองอยู่แล้ว
 หลุดกันเองอยู่แล้ว
 วางกันเองอยู่แล้ว

รู้ก็ไม่ใช่รู้ทันที (ถ้าไม่จงใจรู้ – จงใจดู – จงใจเห็น)  เมื่อรู้ก็ไม่ใช่รู้  อย่างอื่นก็หมดความหมาย   หมดความเป็น...    ตรงต่อสัจจะของทุกสภาวะไปเองโดยปริยาย        

             ทำความเข้าใจกับคำว่า “ของมันเอง”  “อยู่เองแล้ว” ให้ดีๆ
   จงสละรู้   จาคะรู้     ปล่อยรู้      วางรู้      ไม่ทำรู้       ไม่เอารู้      ไม่ in รู้ เรียกว่า “ตัดซะรู้”
      นี้คือ  “อัปปมาทสัมปทา” เป็นความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทที่แท้จริง

No comments:

Post a Comment