Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#30

ดังนั้น เนื้อหาของธรรมแท้ ๆ หรือสัจจะของทุกสภาวะ จึงไม่มีเนื้อหาของการเจริญ หรือเสื่อม  การเจริญหรือเสื่อมเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ – สมมติขึ้นเท่านั้น แม้แต่การเกิด – การตาย – การแก่ – การเจ็บป่วย  ความแปรปรวน จริงๆแล้วก็เป็นเพียงลวดลายหรือลีลาของอนิจจัง – ทุกขัง – อนัตตา เท่านั้นเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องของขันธ์ 5 กำลังแสดงสัจจะของเค้าอยู่

ธรรมพ้นทุกข์ นั้นจึงนอกเหนือการเสื่อม – การเจริญทั้งสิ้น จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้อง นอกเหนือขันธ์ให้เป็น  ไม่ใช่ไปเจริญขันธ์  (นั่นมันติดขันธ์)  นี้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรง เพราะตราบใดที่ยังจงใจ – เจตนา – เฝ้า – เอา – คอย - อยู่ – ทำอะไร ๆ ก็ต้องอิง – อาศัยขันธ์ทั้งนั้น  แล้วจะตรงต่อความพ้นทุกข์ได้อย่างไร ?   เพราะวางขันธ์ไม่เป็น  นอกเหนือขันธ์ไม่ได้  มีแต่แบกขันธ์  หามขันธ์  เป็นขี้ข้าของขันธ์เพราะเสพติดขันธ์ตลอด

 ความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงอยู่เรื่อย ๆ นี้แหละ ถ้าจะใช้คำว่า เจริญ ก็ให้ใช้ในแง่มุมนี้  ความเพียรถ้าจะใช้ก็ให้ใช่ในแง่มุมนี้ เพียรเตือนใจตนเองให้ตรงต่อสัจจะ ท่านจึงกล่าวว่า “เข้าใจให้ตรง ก็เลิกหลงไปเอง”

อานิสงส์ หรืออานุภาพของความเข้าใจความเป็นจริงนี้ ยิ่งใหญ่นัก...
 ถ้าปราศจากผู้รู้ที่จบจริงแล้วก็ยากที่จะแสดงรหัสนัยของสัจจะ โดยใช้ภาษาอันเป็นสมมติให้ผู้ฟังไม่หลง และสามารถทำให้เลิกหลงได้จริง ๆ ท่านจึงกล่าวว่าครูบาอาจารย์ ส่วนใหญ่สอนโดยใช้อนุสัยของตัวเอง คือ คุ้นเคย – คุ้นชิน กับการปฏิบัติมาอย่างไรก็สอนกันไปตามอนุสัยนั้น ทั้ง ๆ ที่ก็ยังไม่ตรงกับเนื้อหาของสัจธรรมความเป็นจริง ไม่อาจสอน นอกเหนืออนุสัยของตนเองได้  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่เอง เมื่อท่านพ้นทุกข์มาด้วยเหตุ หรือวิธีการใด   ท่านจะไปสอนวิธีอื่นก็คงจะแปลก   นอกจากจะเป็นวิสัยขององค์พุทธอรหันต์ พระมหาโพธิสัตว์ จึงจะสามารถสอนสิ่งที่ตรงต่อสัจธรรมได้  โดยไม่ใช้อนุสัย หรือนอกเหนืออนุสัยของตนเองเสียได้

ภาพปรากฏของการปฏิบัติทำที่มีรูปแบบ รวมทั้ง พิธีกรรม – ศิลาจารวัตรปฏิปทา ซึ่งอาจเป็นเทคนิค – อุบาย – กุศโลบาย ใด ๆ ก็แล้วแต่ บางทีเมื่อปรากฏสู่การรับรู้ของผู้คน อาจอยู่ในรูปของภาษา หรือการกระทำก็แล้วแต่  อาจเป็นการชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิดใหม่ หรือตอกย้ำความเข้าใจผิดเดิมของผู้คนให้หนักยิ่งขึ้น ความดูดี – ดูถูก – ดูใช่ ด้านหนึ่งเหมือนเป็นการสร้างศรัทธาให้กับคนจำนวนหนึ่ง

แต่อีกด้านหนึ่ง กลับสร้างความท้อแท้ สิ้นหวัง เกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีภาพลักษณ์ หรือทัศนคติที่เห็นว่าการจะพ้นทุกข์ได้  การจะรู้ธรรมะได้ต้องลำบาก ตรากตรำ ขนาดหนักที่เรียกว่า “ปางตาย” จึงจะรู้ได้  จึงจะพ้นทุกข์ได้ ก่อให้เกิดการ ดูแคลนตัวเองหรือ
“รอคอย” ว่าคงไม่มีปัญญา – ไม่มีวาสนา นอกเหนือความสามารถ ซึ่งกลับเป็นการตอกย้ำ มานะ – ทิฐิของผู้คนให้หนักและหนา...ยิ่งขึ้น

            เมื่อปฏิบัติไปก็เกิดการยึดไป – อยากไป – คอยไป – เอาไป – ไปเอา เพราะผู้ถ่ายทอดไม่ตรงต่อธรรม หรือใช้ภาษาไม่ตรงต่อสัจจะ ไปติดอยู่กับเทคนิค – อุบาย – กุศโลบาย ผู้ตามก็ไม่รู้เรื่อง มีแต่ศรัทธา  มีแต่อยาก มีแต่ปรารถนา หรือกลัวไม่ถูก  กลัวไม่ได้  เกรงจะไม่มี  บางทีทำให้เกิดการแบ่งพวก – แบ่งฝ่าย – แบ่งสาย  แปลกแยกแตกต่างมากขึ้น

           อาจสามารถกล่าวได้ว่า ผลจากการถ่ายทอดที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ทำให้ธรรมะของจริงที่มีอยู่เองแล้ว กลายเป็น
1.  สภาวะที่ต้องทำขึ้น
2.  ปรากฏการณ์ที่ต้องการเหตุ – ปัจจัย ทั้งที่เป็นสิ่งปราศจากเหตุ – ปัจจัย
3.  สภาวะที่อยู่ข้างหน้า ที่ต้องรออะไร ๆให้พร้อมก่อนจึงจะเกิดได้   ถึงได้
4. ของหนัก – ติด – ตัน แทนที่จะเบา – หลุด – โล่ง – โปร่ง – โพล่ง ไร้ขอบเขต
5. เพิ่มการปกปิด สัจธรรมให้กลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่า เกินเอื้อ...ม   กลายเป็นเนื้อหาของ   สัทธรรมปฏิรูป

            อันนี้จึงขอเน้นเป็นพิเศษว่า ภาษาสำคัญมาก
 ต่อเมื่อใจตรงต่อความเป็นจริง นอกเหนือความรู้สึก ความนึก ความคิดเป็น ไม่อะไรกับอะไรกับตา  กับหู  กับใจตัวเองเป็น  ไม่เนื่องด้วย “รู้”เป็น    ความเห็น – ความหมาย – ความเข้าใจ หรือภาษาก็ไม่สำคัญอีกต่อไป (สำหรับตัวเอง)

        องค์มรรคที่ 3 หมายถึง สัมมาวาจา : เจรจาชอบ = วจีสุจริต 4
องค์มรรคที่ 4 หมายถึง สัมมากัมมันตา : กระทำชอบ = กายสุจริต 3
องค์มรรคที่ 5 หมายถึง สัมมาอาชีโว : เลี้ยงชีพชอบ = เว้นมิจฉาชีพ

        โดยเนื้อหาขององค์มรรคที่ 3 - 5 คือ การดำเนินชีวิตไปธรรมดา ๆ ที่เป็นไปแบบเรียบง่าย  – ไม่สร้างเหตุ อันจะเกิดความทุกข์เป็นผลตามมา พูดคุยไม่ติด(เพลิน)การพูดการคุย กรรม(ทางกาย)ไม่ติด(เพลิน)กับกรรม หรือไม่ติดข้องกับการกินการอยู่ โดยมีสัมมาทิฐิรองรับตลอด คือ มีใจที่ตรงต่อความเป็นจริง จริง ๆ ที่เน้นว่าจริง ๆ ก็เพราะการงดเว้นใดๆด้วยเหตุ – ผล หรือวัตถุประสงค์ใด ๆ ก็ตาม ที่ไม่ตรงต่อสัจจะแล้ว ก็ยังจัดเป็นมิจฉามรรค หรือโลกิยมรรค  มิใช่อริยมรรค เช่น

ทำเพื่อ...จะได้บุญ – กุศล หรือเพราะมันเป็นความดี เป็นการถูกต้อง เป็นการไม่เบียดเบียน แล้วจะได้เกิดความเมตตา ความสงบสุข ฯลฯ

ไม่ทำเพราะ...เป็นการผิดศีล  เกรง – กลัวว่าจะรักษาศีลไม่ครบถ้วน  กลัวบาป – กลัวผลของบาป กลัวจะเป็นอุปสรรค หรือเป็นเหตุให้ตนเองไม่รู้ธรรมะ หรือบรรลุธรรม ฯลฯ

การกระทำหรือไม่กระทำด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นสิ่งที่ดีและมีผลดีต่อตัวผู้งดเว้น หรือบุคคลใกล้เคียงจริง แต่เราก็ต้องยอมรับว่า โดยสัจจะแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ – สมมติเท่านั้น ถ้าเราไม่รู้หรือไม่เข้าใจความเป็นจริงรองรับไว้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะหลงกลายเป็นเหยื่อของโมหะ – ตัณหา – อุปาทานในทางที่ดีเท่านั้นเองคือติดยึดในกุศลกรรมนั้น

            แต่ก็มิได้หมายความว่าจะทำชั่วหรือทำอะไรก็ได้ เพราะเราไม่ยึดถือ หรือเพราะมันไม่ใช่อะไรจริง ๆ อันนั้นก็เป็นโมหะทิฐิอย่างแรง  แต่การดำเนินชีวิตที่งดเว้นวจีทุจริต 4 กายทุจริต 3 มิจฉาอาชีวะ และประกอบซึ่งวจีสุจริต 4  กายสุจริต 3 และสัมมาอาชีวะ โดยไม่มีวัตถุประสงค์   ของการเอาผล  แม้แต่แอบหวังผลดีใดๆที่จะเกิดตามมาจากการงดเว้น – ไม่งดเว้น  ทำให้ความดีนั้นเป็นความดีล้วนๆ ไม่เจือปนด้วยตัณหาอุปาทาน

นอกจากนั้น หากเจตนากรรมที่ได้กระทำลงไปนั้นเป็นเนื้อหาของการช่วยเหลือ เกื้อกูล สงเคราะห์ อนุเคราะห์ล้วนๆ คือทำให้  ไม่ใช่ทำเอา เรียกว่า ทำดีแท้ – ดีบริสุทธิ์ มิใช่ดีแบบมีตัณหาแบบมีอุปาทานซ่อนอยู่  หรือทำ –ไม่ทำก็ด้วยแรงอยาก – ไม่อยาก เป็นแรงดูด – แรงผลักให้ทำ – ให้ไม่ทำ  รวมทั้งมิใช่ทำดีแบบเห็นแก่ตัว (ตนเอง)เรียกว่าทำดีใส่ตัว, ทำดีเพื่อความเป็นตัว  ทำดีแบบพอกพูน อนุรักษ์ความเป็นอัตตาให้คงอยู่ หรือมากขึ้น  ดีแบบนี้เป็นดีชนิดที่มีสมุทัย
แถมไปด้วย  อย่างนี้ก็ไม่ตรงต่อนิโรธซักที  ไม่ว่าดีนั้นจะดีเลิศประเสริฐศรีและยิ่งใหญ่เพียงใด

ผู้ปฏิบัติที่มุ่งหวัง (ยืมภาษาใช้) จะยุติภพ – ชาติ,  ยุติการเวียนตาย – เวียนเกิดที่แท้จริงแล้วจะต้องเอะใจ หรือเฉลียวใจ แง่มุมดังที่นำเสนอนี้แล้วให้ดีๆ...เด้อ...
หากเป็นดังนี้ - การเบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่นจะไม่เกิดขึ้น เรียกว่า ไม่สร้างเหตุใหม่
- จะไม่หมกมุ่นกับเจตนากรรมในการดำเนินชีวิต เป็นอยู่แบบ  แล้วแล้ว
 ไปของมันเอง  การเป็นอยู่ที่หมกมุ่น มีเงื่อนไขเยอะ ข้อแม้แยะ “จะอย่างนั้น”  “ต้องอย่างนี้” หาความเรียบง่ายไม่ได้หรือคอยไปตอกย้ำเทียวไล้เทียวขื่อ  เอาจริงเอาจังกับการเป็นการอยู่  จะยิ่งก่อเกิดและพอกพูนความหลงผิดที่มีอัตตามีตัวมีตนให้หนักแน่น   ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรียกว่า หลงลึกซึ้งขึ้น

ทั้ง 3 องค์มรรคนี้ ต้องประกอบด้วยเจตนา – กรรม
แต่เมื่อประกอบด้วยองค์มรรคที่ 1 คือ สัมมาทิฐิ เป็นประธานไว้ในใจเสมอแล้ว เจตนากรรมนั้น จะปลอดหรือปราศจากการเอา ก็จะไม่ติดหรือข้องหรือคาอยู่กับการกินการอยู่  ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของการสงเคราะห์ – อนุเคราะห์ธาตุ – ขันธ์ไปทั้งข้างนอกข้างใน

การดำเนินไปขององค์มรรคจะเป็นภาระ – พันธะ ทันทีที่มีเนื้อหาของการเอา หรือไม่เอา เกิดขึ้น คือ ทำ – ไม่ทำ เพราะคติ – อคติ ไม่นอกเหนือธรรมคู่ องค์มรรคจะแตก – สามัคคีทันที ที่มีเนื้อหาของการเอา ไม่เอาเกิดขึ้น

                                    องค์มรรคสามัคคีกัน = มรรคสมังคี
- ไม่ใช่ความพยายามจะสมานฉันท์ของ “องค์มรรค”
- ไม่ใช่พยายามทำให้มันเสมอกัน
- ไม่ใช่ทำให้มันหมดความแตกต่างกัน
- ไม่ใช่ทำให้มันสมบูรณ์ – พร้อม

                                                แต่มรรคสมังคี  คือ
- เป็นความไม่แตกต่างกันอยู่แล้ว
- เป็นความเสมอกันอยู่แล้ว
- มันสมบูรณ์อยู่แล้ว
- ไม่มีการก้าวก่าย ข้ามองค์มรรค – ข้ามธาตุ – ข้ามขันธ์อยู่แล้ว

ตา ก็ทำหน้าที่อย่าง ตา , หู ก็ทำหน้าที่อย่าง หู , จมูก – ลิ้น – กาย – ใจ ก็ทำหน้าที่ของเค้าไป
            อย่าเอาจะซ้อนตา – ซ้อนหู       อย่าใส่เงื่อนไข ไปในการเห็น - การได้ยิน
      อย่าเอาต้องซ้อนตา – ซ้อนหู          อย่าใส่ข้อแม้ไปในการเห็น - การได้ยิน

ตัวจะ – ตัวต้อง   นี้คือตัวยุ่งไปซะเอง    ธรรมโดยธรรม  เห็นแล้วก็แล้วไปอย่างเห็น...  ได้ยินแล้วก็แล้วแล้วไปอย่างการได้ยิน... แต่เมื่อใส่จะใส่ต้องเข้าไป  ใส่ความจงใจเข้าไปในดู - ในการฟัง  เห็นแล้วก็จะไม่แล้วแล้วไปอย่างเห็น  กลายเป็นติดเห็น  มีตัวตนในการได้เห็น,   ได้ยินแล้วก็ไม่แล้วแล้วไป  กลายเป็นติดการได้ยิน  มีตัวมีตนในการได้ยิน

            ซึ่งที่จริงไอ้ตัวยุ่งไปซะเองนี้ก็ไม่ใช่อะไร มันคือ ตัณหา – อุปาทาน ที่แสดงออกมาอยู่ในรูป เจตนากรรม เช่น จะ – จ้อง – ต้อง – ตั้ง – เงื่อนไข – ข้อแม้ – เฝ้า – ตาม...ไปในการเป็นการอยู่ หรือการทำงานของอายตนะต่างๆ

ปกติอายตนะภายนอกและ อายตนะภายใน โดยกลไกของธรรมชาติ มันก็แล้ว ๆ ไปกันเองอยู่แล้ว แบบไม่มีเงื่อนไข หรือข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะมันไร้ตัวตน  ปราศจากความเป็น... ดังนั้น ข้อแม้ – เงื่อนไขที่แสดงออกมาอยู่ในรูปจะ  ต้องก็คือ เล่ห์เหลี่ยมของตัณหา – อุปาทาน   ที่สะท้อนออกมาด้วยความหลงผิดว่ามีตัวเรานั่นเอง  ประกบซ้อนไปกับการทำงาน ในกลไกของธรรมชาติ เรียกว่า กรรมซ้อนธรรม   กรรมบัง  มิใช่ธรรมโดยธรรม

กรรมซ้อนธรรมอันเป็นแรงผลักดันของโมหะตัณหา – อุปาทาน จะมีลักษณะวนเวียนอยู่ในรูปแบบของเจตนากรรม  ที่มีชื่อเรียกและอาการต่างๆกันออกไป  ไม่ว่าจะเป็น จะ – จ้อง – ต้อง – ตั้ง - ดิ้นรน – แสวงหา – รอ – คอย – ระวัง – ระแวง – เฝ้า – ทรง – ดำรง – รักษา - ประคอง ... ทั้งหมดของความจงใจดังกล่าว ล้วนเป็นการเจริญปัจจยาการแห่งทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เกิด กรรมภพ (สังขาร)  วิญญาณ (รู้)   นามรูป  สฬายตนะ  ผัสสะ  เวทนา  ตัณหา  อุปาทาน  อุบัติภพ  ชาติ  ชรา  มรณะ

กลายเป็นการให้อาหารส่งและเสริมความหลงผิดว่ามีตัวมีตน - ความยึด - ความอยากให้ได้สืบเผ่า - สืบพันธุ์ต่อไม่มีวันจบ
จึงมีคำกล่าวที่ว่า
: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คำว่า สัตว์โลก หมายถึง จิตวิญญาณที่มีเชื้อหลงอยาก – หลงยึด ไม่ว่าหยาบ – ละเอียดเพียงใดใน 31 ภพ – ภูมิ มีเจตนา – จงใจกระทำเป็นเครื่องอยู่           ก็ต้องเสวยวิบากนั้น หยาบ – ละเอียดตามไปด้วย
: มีกรรมเป็นแดนเกิด เนื้อหาคือ ด้วยอำนาจของกรรม –  ความจงใจ  ความตั้งใจทำมีปฏิสนธิเป็นผล – วิบาก หยาบ – ละเอียดแตกต่างกันไป
: มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรียกว่า พันธุกรรม หรือกรรมพันธู  จะได้พ่อ – แม่ – ญาติ – พี่น้อง – เชื้อชาติ – สังคมอย่างไรก็ด้วยอำนาจของวิบากสัมพันธ์ – สัมพัทธ์
: มีกรรมเป็นที่พึ่ง – อาศัย หมายถึง วิบากที่เกิดตามมาภายหลัง เมื่อได้จงใจทำแล้วจะมาหล่อเลี้ยงชีวิตนั้นให้เป็นไป
ทั้งหมดเริ่มที่เจตนา(เรา) – ในเจตนาจะเกิดรู้ (เรา)  ในรู้ จะมี(เรา)ดู มี(เรา)เห็น เมื่อจงใจ รู้ – ดู – เห็น   ใน รู้ – ดู – เห็นนั้นจะมีความเป็น...เกิดขึ้น เรียกว่า การก่อเกิดและสืบต่อ(สันตติ)ของอัตตามาพร้อม

No comments:

Post a Comment