Monday, February 18, 2013

ใจจริงๆไม่มี ที่มีไม่ใช่ใจ-2

ถอดความไฟล์เสียง
ใจจริงๆไม่มี  ที่มีไม่ใช่ใจ-2
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต

อย่ามัวแต่หลงสร้างเหตุ  เพราะว่าใจจริงๆน่ะไม่มี  ที่มีน่ะไม่ใช่ใจ  มันเป็นเพียงแค่มายากรรมลูก  กรรมทางอารมณ์  กรรมทางความนึ..ความคิด  ที่นึกขึ้น..คิดขึ้น  เขาเรียกว่ามันเป็นมายากรรม  กรรมทางความนึก.. ความคิด  เรียกว่าการปรุงแต่งทางใจ  อันนั้นไม่ใช่ใจ  มันเป็นมายากรรมทั้งนั้น  ของที่เสื่อมเป็น  ปรุงได้..แต่งได้..นึกได้..คิดได้  วันละหลายๆร้อยครั้ง  หลายๆพันครั้ง  แล้วอยู่ที่ว่าจะขับเคี่ยวมากหรือขับเคี่ยวน้อย  ถ้าขับเคี่ยวมากก็ปรุงแต่งได้มากหน่อย  ถ้าปรุงแต่งร้อย..ก็เสื่อมร้อย  ถ้าปรุงแต่งพันคร้ง..ก็เสื่อมพันครั้ง  เป็นมายาทั้งนั้น  ไม่ใช่ของจริง

ใจจริงๆน่ะไม่มี  ฉะนั้นที่มันมีลักษณะของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ความเห็นความหมาย  การพิจารณา  สังเกตสังกา  การคอยรู้ การตีความทั้งหมดทั้งสิ้น  เป็นมายากรรมทั้งนั้น..ไม่ใช่ใจ  ของถูกกำหนดขึ้นเองทั้งนั้น  สร้างขึ้นเองทั้งนั้น  เรียกว่าสร้างเหตุขึ้นซะเอง..ของเสื่อมเป็น  เหตุอันนี้ถ้าสร้างขึ้นมามากมาก  เหมือนกับกำลังดำเนินไปในเส้นทางที่รก  หนทางที่รกรุงรัง  พันแข้ง..พันขา..พันตัว..พันมื..พันเท้า  มันพันไปหมดน่ะ  มันพะรุงพะรัง  มันรก........ทางมันรก  ดำริขึ้นขณะหนึ่งของการดำริ  เค้าเรียกว่าเป็นการสร้างเหตุ  นึกขึ้นขณะหนึ่งของการนึก  ก็เป็นการสร้างเหตุทางใจ  อย่ามัวแต่หลงสร้างเหตุ  เพราะเหตุทุกเหตุล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง..เหมือนกันหมด  ล้วนแล้วแต่เสื่อม..เหมือนกันหมด

ใจจริงๆน่ะไม่มี  ก็โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละ  เค้าเรียกว่างอยู่แล้ว  ปราศจากเหตุอยู่แล้ว  ถ้าขยันสร้างเหตุขึ้นมาก็ต้องไปเสวยผล  ต้องไปคอยรับผลของการสร้างเหตุนั้นต่อไปอีก  เป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ  การเข้าไปเสวยในผล  ก็เป็นเหตุซ้อนผลเข้าไปอีก  ต้อง..ลงไปในผล  ก็เป็นเหตุซ้อนผลลงไปอีก  เป็นลูกโซ่ของกลไกแห่งกรรมไปเรื่อย..ไม่จบไม่สิ้น  ถ้างั้นลูกก็ตรงต่อที่มันไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วตลอด..........เขาเรียกว่าตรงต่อความเป็นจริง  ตรงต่อสัจจธรรม  ตรงต่อความเป็นจริง  ความเป็นจริงที่ว่า..ว่างอยู่แล้ว  ที่ว่า..ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ที่ว่า..ไม่อยู่แล้ว  ที่ว่า..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  นั่นแหละเรียกว่าสัจจธรรม  เรียกว่าความเป็นจริงของสรรพสิ่ง  โดยความเป็นจริงที่มันไม่ใช่เหตุอยู่แล้ว  ที่มันไม่เป็นเหตุอยู่แล้วเนี่ย  โดยที่ไม่อยู่แล้วเนี่ย  ไม่นอก..ไม่ใน  ไม่เรา..ไม่เขา  ไม่นั่น..ไม่นี่  ไม่อยู่แล้วนั่นแหละ  เค้าเรียกไม่เป็นเหตุอยู่แล้ว  ไม่มีเหตุอยู่แล้ว

นอกเหนือกรรมกุศล  นอกเหนือกรรมอกุศล  นอกเหนือกรรมดีหรือกรรมไม่ดี  นอกเหนือที่ว่ากรรมขาว..กรรมดำ...นอกเหนือทั้งหมด  คือไม่เนื่องด้วยกรรมนั่นเอง  ไม่เป็นเหตุอยู่แล้ว  กรรมดีก็ยังเป็นเหตุอยู่  กรรมไม่ดีก็เหตุ  กรรมดีก็ยังเป็นเหตุอยู่  เขาเรียกว่าถ้ายังขยันสร้างเหตุอยู่  ก็ยังไม่นอกเหนือกลไกของการเสวยผลของกรรม  ลูกต้องไปเสวยผลของกรรม  มันเป็นมายากรรมทั้งหมด  กรรมดีก็ชั่วคราว  กรรมไม่ดีก็ชั่วคราว  ถ้านอกเหนือกรรมก็นอกเหนือทุกอย่าง  ถ้างั้นยิ่งขยันสร้างเหตุ  ยิ่งขยันดำริ  ยิ่งขยันตั้งใส่การนึก การคิด  ยิ่งขยันตั้ง  ยิ่งขยันต้องใส่สรรพสิ่งมากมาก  ก็ยิ่งเหตุมากขึ้น  ความสาละวนก็มากขึ้น  ความไม่สะดวก ความไม่ราบรื่นก็มีมากขึ้น  มันเป็นมายากรรม........มันเป็นกรรม

ถ้างั้นทุกอย่างก็คือโดยที่ไม่ต้องอยู่แล้ว  ทุกอย่างก็คือไม่ต้องอยู่แล้วตลอด  ล้างระบบกรรมทั้งหมดไปเลย  กรรมเก่าก็เยอะ  กรรมใหม่อย่าไปให้เป็น  มันจะได้นอกเหนือทั้งกรรมเก่ากรรมใหม่  มันไม่เป็นกรรมนั่นเอง  ก็ล้างไปเลยสิลูก  ทุกอย่างก็..ไม่ต้องอยู่แล้วไปเลย  ไม่ว่าภายนอกหรือภายใน  ก็ไม่ยกเว้นจำเพาะเจาะจงจะต้องอย่างไร  ก็ไม่ต้องทั้งหมดไปเลย  ทั้งหมดก็..ไม่ต้องอยู่แล้วไปเลย  นั่นแหละเขาเรียก..ไม่สร้างเหตุไปเสียเอง..ไม่เป็นเหตุไปซะเอง

ก็ว่างดีดีอยู่แล้วไว้ลูก  ก็ตรงต่อ..ว่างอยู่แล้ว  มันก็ว่างดีดีอยู่แล้ว  ขอเพียงอย่าสร้างเหตุ  ก็นอกเหนือสุข  นอกเหนือทุกข์..ดีดีอยู่แล้ว  ไม่ต้องเป็นเวรเป็นกรรม..ดีดีอยู่แล้ว  ก็อย่าไปสร้างเหตุ  รู้นี่..ถ้าไม่ดำริขึ้นก็ไม่รู้หรอก....ศูนย์เลย....ว่างอยู่แล้วทันที  หมดความหมาย  พอดำริรู้ขึ้น  เขาเรียกว่าสร้างเหตุในการรู้เรียบร้อยไปแล้ว  เป็นวิญญาณที่จะต้องโคจรไปใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งหลาย  เขาเรียกเป็นวิญญาณสัมผัส  พอดำริรู้มันก็ไป..ก็ไปรู้  มันไปสัมผัส..สัมผัส..สัมผัสนั่นแหละ  เขาเรียกว่ามันเป็นการสร้างเหตุแล้ว..เหตุตัวแรกเลย

ทีนี้ก็สรุปล้างเหตุทั้งหมด  ทุกอย่างก็คือไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ต่อไปมันก็เลยเลิกต้อง..เลิกตั้ง  ซ้อนรู้..ซ้อนเห็น  ซ้อนนึก..ซ้อนคิด  ซ้อนความรู้สึก..ซ้อนอารมณ์  มันก็ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ซ้อนทั้งหมด  นั่นเรียกว่ายุติเหตุ  ไม่เป็นกรรมกับอารมณ์  ไม่เป็นกรรมกับความคิดทั้งดี..ทั้งไม่ดี  ไม่เป็นกรรมกับอารมณ์ทั้งดี..ทั้งไม่ดี  ไม่เป็นกรรมกับความรู้สึกทั้งดี..ทั้งไม่ดี  มันไม่เป็นกรรมกับสภาพหนึ่งสภาพใดทางจิต  มันจะล้างทั้งหมด..กรรมอดีต..กรรมปัจจุบัน  มันก็นอกเหนือไปทั้งหมดเลย

มันจะนอกเหนือการเป็นอยู่  มันไม่ใช่การคอยอยู่  ไอ้การคอยอยู่นี่เขาเรียกว่ากรรม  เรียกว่าสร้างเหตุ  ถ้างั้นอันนี้มันจะไร้จุดหมาย  มันจะไม่มีจุดหมาย  คือมันไม่มุ่งสู่จุดหมาย  เค้าเรียกมันไม่มีตัณหาในการมุ่ง  เรียกว่า..ว่างอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว  นอกเหนือสุข..นอกเหนือทุกข์ชนิดชั่วคราว..อยู่แล้ว  นอกเหนือสุข..นอกเหนือทุกข์ชนิดเกิดชนิดดับ..อยู่แล้ว  นี่แหละที่เรียกว่านอกเหนือนรก..นอกเหนือสวรรค์  นิพพานอยู่แล้ว  สวรรค์ก็อนิจจัง..นรกก็อนิจจัง  ของมันผันผวนเปลี่ยนแปลง..ของเสื่อมเป็น..ไม่เป็นอมตะ  เป็นสภาพที่ผันผวน..เป็นสภาพที่เปลี่ยนแปลง...เหมือนกันหมด  ไม่ว่าสภาพหนึ่งสภาพใด

เราก็ไม่อะไรกับอะไร  ไม่ต้องแบบไหน  ไม่ตั้งอย่างไร  ไม่ต้อง..ไม่ตั้งซ้อนอะไร  ก็ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ให้เป็นเนื้อหาแห่งสัจจธรรมอย่างนี้ไปเลย  ต่อไปมันจะได้ไม่มีสภาพที่จะไปเคว้งคว้าง..กวัดแกว่ง..ตามอะไรหรือว่าไหลตามอะไร..คล้อยตามอะไร  คล้อยตามภายในจิตเองหรือว่า  จะคล้อยตามภายนอกมันก็ไม่คล้อย  มันไม่มีอะไรต้องคล้อย..ต้องไหลตามอะไร  ไม่อยู่แล้ว..ไม่อยู่แล้ว..ไม่อยู่แล้ว..ไม่อยู่แล้ว  โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วน่ะ  ทุกอย่างคือไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นล่ะ  มันก็เลยหมดเหตุ  หมดเหตุ..หมดเชื้อ  หมดเหตุ..หมดเชื้อที่จะคล้อยตามอะไร..ไหลตามอะไร

มันไม่ได้คอยละ..คอยวางอะไร  แต่เพราะว่าไม่ได้ไปคอยต้อง..คอยตั้งกับอะไร..อะไร  ตั้งกับโลก..ก็ไม่ใช่  ตั้งกับธรรม..ก็ไม่ใช่  มันตันทั้งหมดน่ะแหละ  ก็ดับดีดีอยู่แล้วไง  นิพพานดีดีอยู่แล้วเนี่ย  ไม่โลก..ไม่ธรรมอยู่แล้วไงลูก  นิพพานดีดีอยู่แล้ว..ดับดีดีอยู่แล้ว..ไม่โลก..ไม่ธรรมอยู่แล้ว  โลกก็ไม่ใช่..ธรรมก็ไม่ใช่อยู่แล้ว  นี่แหละเค้าเรียกว่านอกเหนือความแตกต่างโดยสิ้นเชิง  นอกเหนือความแตกต่างโดยสิ้นเชิง  ก็ดับดีดีอยู่แล้วนี่ลูก  ไม่ต้อง..ไม่ตั้งดีดีอยู่แล้ว  โลกก็ไม่ต้อง..ธรรมก็ไม่ตั้ง  มันก็เลยไม่สร้างเหตุกับโลก  ไม่สร้างเหตุกับธรรม  ไม่เป็นเหตุกับโลก..กับธรรม  นี่เค้าเรียกไม่สร้างเหตุ..ว่างอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว

มันจะล้างไปเอง..อนุสัยน่ะ  ที่คุ้นเคย..ที่ทนไดยาก  ความรู้สึกอย่างนี้มาอีกแล้ว  ความคิด..ความนึก..อารมณ์อย่างนี้มาอีกแล้ว  ประเภทอนุสัยที่ทนได้ยากคือเวียนมาเรื่อยๆ  กระตุ้นให้ก่อเกิดความอยากตอกย้ำซ้ำลงไป..คล้อยตาม..ไหลตามนั่นเอง  พวกนี้น่ะมันจะเลิกไปเองทั้งหมด  มันจะไม่เหมือนเดิม

ไอ้ที่เคยต้อง..เคยตั้งเอาไว้ กี่กัลป์ กี่กัปป์  กี่ภพ กี่ชาติ  ต่อไปมันก็เลิก..เลิกต้อง..เลิกตั้งไปเอง  เราก็ตรงต่อความเป็นจริงที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว..ตลอด.....เอาไว้  ก็เท่านั้นแหละ  อะไรที่หลงตั้งมา...หลงตั้งมา........ที่หลงตั้งมาน่ะ  เราต้องวิ่งตามในสิ่งที่ตั้งไว้นั่นน่ะมันจะเลิกไปเอง..เลิกหลงไปเอง..จะ..เลิกหลงไปเอง  ความไปเชื่อที่หลง  ที่มันตั้งมากี่กัลป์ กี่กัปป์  มันเป็นเหตุมา..แล้วกระตุ้นไปเรื่อยๆ  สร้างเหตุมาอย่างนั้น  บางทีมันก็ติดลมมา  ต่อภพต่อชาติแล้วก็มาตั้งต่อไปอีก..แบบนั้น..แบบนั้น  เคยตั้งอย่างนั้นเอาไว้  เคยตั้งอย่างนี้เอาไว้  เคยตั้งอย่างโน้นเอาไว้  ลักษณะต่างกันของการเข้าไปตั้งนั้น  แต่ละเรื่อง..แต่ละราว แต่ละสิ่ง..แต่ละอย่าง..แต่ละเหตุการณ์  มันติดนิสัยมาต่อภพ..ต่อชาติ  ถ้าไม่ล้างให้ดีดี  ไปภพใหม่ชาติใหม่อีกก็ติดนิสัยอย่างนั้นต่อไปอีก..เหมือนเดิม  เขาเรียกมันเป็นกรรมต่อเนื่อง  ภพต่อภพ..ชาติต่อชาติ..ต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อน  มันจะหมดเองแล้วก็......หมดของมันเอง

ก็โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  สรุปให้ตรงเท่านั้นแหละต่อการไม่สร้างเหตุ  สรุปให้ตรงต่อการล้างเหตุ  ไม่สร้างเหตุ  ล้างเหตุของเก่าและก็ไม่สร้างเหตุของใหม่  คำว่า “เหตุของเก่า” ก็คือไอ้ที่เคยต้อง..เคยตั้งเอาไว้  เขาเรียกว่าสร้างเหตุของเก่าเอาไว้  นี่ก็ล้างเหตุโดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  เตือนสรุปมันก็ล้างเหตุ  แล้วมันก็ไม่สร้างเหตุของใหม่อีก  คือไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว   มันก็ไม่เป็นเหตุของใหม่อีก  จบเลยลูก..จบเหตุ..จบผล

นอกเหนือเหตุ..นอกเหนือผล  ไม่ใช่เอาแต่มีเหตุ..มีผล  สร้างเหตุ..สร้างผล  นั่นแหละเขาเรียก..หลงแต่เหตุ..หลงแต่ผลอยู่นี่แหละ  คาแต่มรรค..คาแต่ผล  แล้วบอกว่านิพพานอยู่แล้ว  จะมัวแต่ไปมรรค..ไปผลอะไรอยู่ล่ะ  มันไม่ใช่..ตรงมรรค..ตรงผล  นั่นแหละนิพพานอยู่แล้ว..ทันที  มันก็จืดจางไปเอง  เหตุในใจทั้งหมด  ที่เราต้อง..เราตั้งเอาไว้ทุกอย่าง..ทุกเรื่องน่ะ

เพราะเหตุอันนั้นน่ะรู้มั้ย  มันไม่ได้มีแค่ชาติปัจจุบัน  มันจะขับคลื่นผลักดันไปสู่อนาคตต่อไปอีกด้วย  มันตามไปเรื่อยไง  ไปเกิดในภูมิไหน..ภูมิไหน  ก็เอาใหม่อีก  ก็ตั้งลักษณะเดิมเอาใหม่อีก ตั้งลักษณะเดิมไม่มีลักษณะอื่น  เค้าเรียกกลไกของวิบาก  มีแต่ลักษณะเดิมๆ  ส่วนที่มันตั้งขึ้นใหม่เนี่ย  เค้าไม่เรียกว่าวิบาก  เค้าเรียกกรรมใหม่  แต่กลไกของวิบากจะมีแต่ลักษณะเดิมๆ  คิดแต่เรื่องเดิมๆ  ตั้ง..แต่เรื่องเดิมๆ  ต้อง..แต่เรื่องเดิมๆ  นี่เค้าเรียกกลไกของวิบาก  แต่ถ้าหากว่าเป็นกรรมใหม่  ที่มันไม่ใช่ของเดิมเนี่ย  มันไม่ใช่กลไกของวิบากเนี่ย  มันก็มีเรื่องใหม่ๆของมันไป  ต้อง..ตั้ง..อย่างนั้น..อย่างนี้ใหม่ๆของมันไปเรื่อย  อันนั้น..อันนี้อะไร  ไม่จำเจ..ไม่ซ้ำซากอะไรประเภทนั้น  อันนั้นเขาเรียกว่า “กรรมใหม่ “   แต่ถ้าเป็นเรื่องของวิบากนี่มันจะซ้ำซาก  เรื่องเดิมๆเค้าเรียก “ กรรมวิบาก “ ซึ่งอันนี้มันไม่ได้มีแค่ชาติปัจจุบัน  แต่หมายถึงอดีตที่ผ่านมา  นั้นไม่รู้กี่ครั้ง..กี่ครา ที่ตอกย้ำลักษณะนั้นเอาไว้  มันก็ติดลมมาเอาใหม่อีก..เอาใหม่อีก..เอาใหม่อีก  จึงเกิดภาวะจำเจซ้ำซากให้เห็น

อันนี้ถ้าไม่ล้างก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอด  ต่อภพ..ต่อชาติต่อไปอีก  ไม่มีว่ามันจะจบที่จุดไหน  มันไม่สรุปจบให้ตัวมันเอง  นอกเสียจากฟังสัจจธรรมตรงตรง  แล้วก็ล้างไปเอง  แล้วก็ตรงต่อที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว อย่างเนี้ยตลอด.............มันก็ล้างให้เอง  ล้างวิบากเก่าให้เอง..อนุสัยเก่าให้เอง  ของใหม่ก็ไม่เกิดด้วย  เรียกว่าทั้งกันทั้งแก้ไปในตัว  แย่แล้วก็ยังแก้ทัน

ขอให้ตรงตรง............ความเคยชินเหล่านั้นทั้งหลาย  ความจำเจซ้ำซากในการตอกย้ำความรู้สึก..อารมณ์..จิตนึกคิดดำริเหล่านั้นทั้งหลาย  จะค่อยอ่อนตัวลงไปเอง  นั่นแหละที่เรียกว่า  หลุดพ้นในตัวมันเอง  ไม่งั้นในใจของคนเรา  ในหัวสมองของคนเรา  ก็มีแต่ฝอยอย่างเดียว..มีแต่ขยะ.........แต่ใจจริงๆน่ะไม่มี  ที่มีมีแต่ขยะ..ขยะแห่งอารมณ์..ขยะแห่งความรู้สึก  ขยะแห่งความนึก..ความคิด..ความเห็น  ขยะแห่งความปรุงแต่ง  ใจจริงๆน่ะ..มโน..มโน..ไม่มีอะไร  คือมันไม่อยู่แล้ว  ไม่มีอะไร  มันมีก็แต่ขยะในการปรุงแต่ง  สร้างขึ้นเอง..สร้างขึ้นเอง  ฉะนั้นไอ้ที่ขยันปรุง  เครื่องช่วยอำนวยปรุงแต่งมันเยอะนะ..เยอะมากๆ  ยิ่งโลกยุคปัจจุบันยิ่งเยอะ  เทคโนโลยีทั้งหลาย...มันช่วยเยอะ  เครื่องอำนวยการปรุงแต่ง  เครื่องช่วยสร้างเหตุอะไรมันเยอะไปหมด  ถ้าบริโภคไม่เป็น..ใช้ไม่เป็น  มันก็จะกลายเป็นเกิดโทษขึ้นมา..ของมีพิษขึ้นมา  นี่แหละที่ว่าดับดีดีอยู่แล้วนี่ลูก  สร้างเหตุทำไม  ไม่ใช่ขยันดำริ..ขยันนึก..ขยันคิด  ไอ้ดำริ..ไม่ใช่ดำริออกซะด้วย  แต่ดำริเข้า...ดำริทำไม  ยิ่งเข้าก็ยิ่งติดกับ..ยิ่งตันไปเรื่อย

ดำริชอบ..ดำริชอบ  ไม่ใช่ชอบแต่ดำริ  คำว่าดำริชอบแปลว่า..ดำริออก   ดำริออกที่แท้จริงเค้าเรียกออกจากดำริ  คือไม่ต้องดำรง..ดำริอะไรแล้ว  ก็คือไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  มันนอกเหนือการดำริ  ไม่ใช่แค่ดำริออก..ออกจริงจริง  เขาเรียก..ออกจากดำริ  นั่นจุดจบเดี๋ยวนั้นเลยลูก  ดำริขณะหนึ่งก็เป็นการสร้างเหตุแล้ว  มันก็ปรุงแล้ว..แต่งแล้ว  ฉะนั้นมันมากมายไง  สิ่งที่ตอกย้ำมาตลอดจนกลายเป็นกรรม....หลอนอยู่ตลอด  เพราะใจจริงๆมันไม่มี  ที่มีมันเป็นสิ่งที่.......หลอนอยู่ตลอด

ฉะนั้นก็ล้างทั้งหมดพร้อมกันทีเดียว  โดยที่..ไม่ต้องอยู่แล้วตลอดไปเรื่อยๆเข้าจนเป็น  ส่วนมันจะจบแบบไหนอย่างไร..มันจะจบของมันเอง  ไม่ใช่เราจะต้องไปพยายามจบ.......มันจะจบเอง..แล้วเคลียร์เอง  สรุปให้ตรงต่อที่มันจบอยู่แล้ว  แล้วมันก็จะจบให้เอง  ไม่ใช่เราต้องไปคอยรู้ว่ามันจะจบเรื่องไหนบ้าง..จบอะไรบ้าง..จบในแง่มุมไหนบ้าง..มันไม่ใช่แบบนั้น  มันจะจบของมันเอง  แต่ถ้าแบบเรา..มันไม่จบหรอก  จากตัวเอง..มันไม่จบหรอก  แบบตัวตนปลอมๆนี่ไม่จบ..มันจบเอง  ถ้าแบบเราวาง..มันไม่วางหรอกลูก  ถ้าวางเอง..มันวางของมันเอง
ฉะนั้นอย่าเสียเวลาอ้อยสร้อยอยู่นะ  ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องจำเจซ้ำซาก  ที่มันเคยสั่งสมมาแล้วลูก...ไม่รู้จบ  เพราะไม่ได้ยิน..ไม่ได้ฟังสัจจธรรม..มันก็เลยจบไม่เป็น  ไม่ต้องไปเสียเวลากับอะไร  ไม่ต้องไปเสียเวลาสร้างเหตุอีกต่อไป..จบเหตุซะที  ให้เป็นแบบอย่างกับการดับให้กับสังสารวัฏ

ใจจริงๆไม่มี  ที่มีมันแค่อาการปรุงแต่งชั่วคราว..ชั่วคราว..ชั่วคราว  อย่าหลงของชั่วคราว  นึกวันละร้อยครั้ง..พันครั้ง  ไม่เห็นมันอยู่เลย  มันไป..หมดทุกครั้ง  มันชั่วคราวมั้ยล่ะ  ทั้งสิ่งดี..สิ่งไม่ดี  เป็นมายากรรมทั้งนั้นลูก  อย่าหลงของชั่วคราว

ใจจริงๆน่ะไม่มี..ไม่..มโน..มโนอยู่แล้ว  มันไม่ต้อง..มันไม่ตั้งแบบไหนอยู่แล้ว  มันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว..มโน..มโน..มโน  ความคิดน่ะเหรอ..ชั่วคราว  อารมณ์น่ะเหรอก็..ชั่วคราวอีกเหมือนกัน  อย่าหลงของชั่วคราว  มันล้างให้เองทั้งหมด  ไม่ต้องไปคิดว่าจะหลุดจากอะไรได้บ้าง  หรือหลุดจากอะไรได้บ้างแล้วนี่......อย่า.......ไม่งั้นมันจะกลายเป็นการปรุงแต่งซ้ำซ้อน..หลอกซ้อนขึ้นมาอีก..เป็นเหตุซ้อนขึ้นมาอีก

มัวแต่หลงสแกนอยู่นั่นแหละ  หลงเช็คอยู่นั่นแหละ  ล้างเช็คไปเลย  ไอ้ลักษณะที่คอยเช็ค..คอยสแกนสถานการณ์  ไม่ว่านอกหรือในจิตเอง..ล้างไปเลยลูก  งั้นมันไม่ตรงต่อว่างซักที  ก็ไม่ต้อง..ก็คือไม่ต้อง...จบทุกอย่าง  แม้กระทั่งปัญญาก็ตัดปัญญาเอง  มัวแต่หลงสแกนอยู่..เหตุการณ์..สถานการณ์อยู่  มันไปหลงเช็คเหตุการณ์..สถานการณ์อยู่มันก็ติดญาณ..ติดวิถีญาณ..ติดปัญญาอยู่อย่างนั้น  เรียกว่าติดการสร้างเหตุ  ก็ยังเป็นการสร้างเหตุอยู่  แล้วไม่ต้องไปเช็คเลย..ไม่ต้องไปสแกน..ไม่ต้องไปเช็ค  มันเป็นอะไร..ไม่ต้องเลย  ไม่งั้นมันก็ปรุงแต่งหลอกเอาตลอด  ไปหลงตีความอยู่ตลอดไง  อดไม่ได้..ตอดทีละนิด..ทีละนิด..ทีละหน่อยอย่างเนี้ย  ความหมายทีละเล็ก..ทีละน้อย  มันก็....เหมือนกับไม้ขีดก้านเดียว  ถ้ามันจุดขึ้นแล้วก็...ไหม้ได้ทั้งป่า  มันไปประมาทความเห็นเล็กๆน้อยๆอะไร  ความหมาย..ก็เพราะมัวไปหลงสแกนเหตุการณ์  ไปเช็คเหตุการณ์อยู่นี่แหละ  ตรวจทานเหตุการณ์อยู่นี่แหละ  มันก็เลยอดตีความไม่ได้  แล้วนั่นแหละมันก็กลายเป็นหลงเข้าไปสู่วังวนของการปรุงแต่ง..การสร้างเหตุ
จบตามอย่างเดียว  ทุกอย่างคือ..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ไม่ว่านอกหรือในพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด
   
ไม่ต้องไปห่วงรู้..ห่วงไม่รู้  ไม่ต้องห่วงเข้าใจหรือไม่เข้าใจ..ไม่ต้องไปห่วง  ชัดไม่ชัด..เข้าใจชัด..ไม่ชัด..ไม่ต้องไปห่วง  ถ้าห่วงมันก็คือ..ห่วง  ใจจริงๆไม่มี  ก็ต้องตรงต่อความเป็นจริง  จะไปห่วงทำไม  เอาห่วงมาจากไหน  ของอุปโลกน์ขึ้นชั่วคราวไงลูก.......ของไม่จริง

ถ้าขยันปรุงแต่งมากๆแล้วจะมีแต่ขยะมูลฝอย  ก็ไม่ต้องไงลูก  ก็ดีดีอยู่แล้ว  ไม่ต้องน่ะแหละ..ดีดีอยู่แล้ว  อันนี้เค้าเรียกว่าจบโลก..จบธรรม  ไม่ติดทั้งโลก..ไม่หลงทั้งธรรม  ไม่หลงโลก..ไม่หลงธรรม  ไม่ติดโลก..ไม่ติดธรรม  ดับอยู่แล้ว..ลูก  นิพพานอยู่แล้ว  ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วน่ะแหละ..ดับอยู่แล้ว  นิพพานอยู่แล้ว..ไม่เป็นกรรมอยู่แล้ว  นอกเหนือกรรม..นอกเหนือกรรม..นอกเหนือกรรม  ไม่เป็นกรรม..ไม่เป็นกรรม

ทั้งชีวิตมาก็สรุปมาเพื่อสิ่งนี้  ชีวิตทั้งชีวิตก็สรุปเพื่อ..สัจจธรรม  ทุกข์ยากลำบากมาขนาดไหน  ก็สรุปเพื่อสรุป..สู่..สัจจธรรม  ในความเป็นจริงอย่างนี้เท่านั้นเอง  ไม่มีอะไรมากเลย

เหตุการณ์สถานการณ์ที่ดูเหมือนกับว่าครึกครื้นบ้าง  ดูเหมือนกับน่าตื่นตาตื่นใจบ้าง  ดูเหมือนกับว่ากว้างใหญ่ไพศาลบ้าง  ก็มาสรุปลงสู่สัจจธรรมความเป็นจริง..เหมือนกันหมด  โดยความไม่ยึดติด..เหมือนกันหมด.........จึงค่อยจบ

ทุกข์ยากลำบาก..สบายหรือไม่สบายมาขนาดไหน  ก็สรุปลงสู่ความเป็นจริงอย่างนี้..เหมือนกันหมด.......จึงค่อยจบ  นอกนั้นก็ของมายาชั่วคราวทั้งหมด.........มันไม่จบ  เกิดแล้วตาย..ก็ไม่จบ  เกิดแล้วตาย..ตายแล้วเกิด..เกิดแล้วตายก็ไม่ใช่..ก็ไม่จบ  มันไม่ใช่การจบแบบนั้น  ไอ้นั่นมันเรื่องของกรรมหมุนเวียนไป..แปรสภาพไป..เปลี่ยนสภาพไป  เปลี่ยนภูมิ..เปลี่ยนชั้นไป  เปลี่ยนภพ..เปลี่ยนชาติตามกรรมไป........มันไม่จบ

                                                จบโดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นี่แล้วจบ  

                                        ++++++++++++++++++++++                                    



No comments:

Post a Comment