Saturday, February 9, 2013

กรรมขึ้นหิ้ง 2

นอกจากเราจะชอบดันตัวเองขึ้นหิ้งกันแล้ว ที่สุดมันก็ยังไม่หนำใจพอ เราจึงมักจะชอบที่จะดันคนอื่นขึ้นหิ้งด้วย จะได้เอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ที่เห็นชัดๆ ใกล้ๆตัวก็องค์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านนี่แหละ ที่ถูกหลายๆคนดันขึ้นหิ้งส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว หารู้ไม่ว่าแม้แต่หลวงพ่อเอาเราก็ยึดไม่ได้ครับ

จริงๆมันเป็นอนุสัยของทุกคนที่เชื่อว่าเราควรมีที่ยึดเหนี่ยวจิดใจ และสเปคหรือมาตรฐานของสิ่งยึดเหนี่ยวก็ต้องเป็นที่สุดด้วย เช่น ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ขลังที่สุด เมตตาที่สุด มีบารมีมากที่สุด ฯลฯ จากมาตรฐานความเป็นที่สุดที่ตั้งเอาอยู่ในใจ ก็เอามาแตกแยกย่อยเป็นรายละเอียดว่า ท่านควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องมีจริยวัตรที่งดงามแบบนั้นแบบนี้ ต้องเฉียบคมแบบนี้ ปัญญาต้องหลักแหลมแบบนี้ ฯลฯ

คนเรานั้นพอศรัทธาใครขึ้นมาที ทิฏฐิเหล่านี้ก็กระเด้งพรึ่บขึ้นมารับความที่ "อยากจะเชื่อ"ว่าทุกอย่างขององค์ท่านเป็นไปในแบบที่เราเชื่ออยู่นั่นเองแล้ว เวลาเรากราบท่าน เราจึงกราบไปโดนทิฏฐิของตัวเองตลอด นั่นก็หมายความว่า หลวงพ่อท่านไม่ได้ขึ้นหิ้งของคุณหรอกครับ แต่คุณเอาทิฏฐิความเชื่อของคุณเองขึ้นหิ้งบูชา กราบไหว้เอง เอออวยเองโดยไม่รู้ตัว

เอาท่านขึ้นหิ้งไม่พอครับ ทุกๆคนที่เจอท่านก็ไปตั้งความหวังต่างๆนานาใส่ท่านเข้าไปอีก ยึดกันสองชั้น สามชั้นซ้อน พอไม่ได้อย่างที่หวัง มันก็เลยผิดหวัง พอมันยึดไม่ได้มันก็เจ็บ เมื่อหลวงพ่อฯท่านไม่ได้ทำตามที่คาดหวังเหมือนภาพในใจตน ก็ปฏิฆะท่าน เอ๊ะอ๊ะกับท่านจนเป็นกรรมขึ้นมาอีก บ้างก็ออกจากวัดไป โกรธแค้นท่านก็มีมาก เหมือนหมาวิ่งไล่งับหางตัวเองนั่นแหละ

ผมถามจริงๆว่าคุณเข้าวัดไปหาสัจธรรมหรือหาสิ่งยึดเหนี่ยว?

ผู้ที่แสวงหาสัจธรรมจริงๆนั้น ไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่พูดสัจธรรมเป็นใคร มีพื้นเพภูมิหลังยังไง นิสัยใจคอเป็นยังไง พูดจารื่นหูไหม หรือจริยวัตรงดงามแบบที่จริตเราชอบหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอของจริง บริบทรอบๆข้างนั้นก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ฟังแต่สัจธรรมอย่างเดียว

ผิดกับคนที่เข้าวัดไปหาที่ยึดเหนี่ยว พอไปกราบหลวงพ่อฯ ก็แอบคาดหวังไปต่างๆนานา หวังจะยึดจะเกาะท่าน เอามาตรฐานหรือทิฏฐิของตนเองไปสวมให้ท่านโดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยซะหน่อย แต่พออยู่ไปนานๆ ก็เห็นว่าท่านไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองจินตนาการเอาไว้ว่าพระต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ถึงจะน่าเคารพนับถือ ก็เลยเกิดความผิดหวัง ปฏิฆะขัดเคืองขึ้นมาทันที แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เห็นสัจธรรมอีกเลย แต่ดันไปเห็นว่าหลวงพ่อฯทำอะไรไม่ตรงกับสัจธรรม พูดอะไรไม่ตรงกับสัจธรรม หรือทำสิ่งต่างๆขัดกับสิ่งที่พูดเอาไว้ โดยไม่รู้ว่านั่นคือการเข้าไปยึดเรียบร้อยแล้ว พอยึดเข้าไปมันจึงเกิดความแตกต่าง ว่าตรงหรือไม่ตรง เลยโดนหลวงพ่อทดสอบเอา สอยเอา ยึดตรงไหนท่านก็ตีตรงนั้นซึ่งๆหน้าเลยครับ ด้วยเหตุนี้นี่เองจึงมีคนปฏิฆะท่านและออกจากวัดไปมากพอสมควร

จริงๆไม่ใช่แค่องค์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ หรอกครับที่โดน แต่ชาวพุทธก็มักจะทำแบบนี้กับพระทุกรูปนั่นแหละ(หรือจริงๆผมก็โดนเหมือนกันนะ) คือดันท่านเหล่านั้นขึ้นหิ้งแล้วก็ขังท่านเอาไว้อยู่บนหิ้งทิฏฐิของตนเอง หากทำอะไรผิดไปจากที่คาดหวังก็โดนรุมวิพากวิจารณ์ หมดความนับถือไปเลย หรือหนักๆก็โดนตั้งกลุ่มรุมแอนตี้ทันที ทั้งๆที่ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องของการที่เราทะเลาะกับทิฏฐิของตนเองทั้งนั้น

"ความนับถือ" มันก็บอกอยู่แล้วนั่นแหละครับคือทั้ง "นับ" และ "ถือ" นั่นก็คือเข้าไปยึด หลวงพ่อถึงได้บอกไงว่าว่างๆเข้าไว้ ไร้ๆเข้าไว้ ว่างนั้นก็อย่าไปมีความหมายกับอะไรเข้าไว้ ไร้ก็ไร้จากความหมายของทุกอย่างเข้าไว้ หากยึดท่านมากๆ ยึดคำพูดท่านมากๆ เดี๋ยวท่านก็ขัดใจให้ดูเลยก็มีบ่อยๆครับ

โดยความเป็นจริงแล้วทุกอย่างมันก็ตรงสัจธรรมอยู่แล้วทั้งหมด (หากหมดหลงจะเข้าใจไปเอง) ไม่มีอะไรหรอกครับที่ไม่ตรงสัจธรรมหรือตรงมากกว่า ตรงน้อยกว่า ถ้ายังมีความแตกต่างตามลำดับขั้นแบบนั้นก็ยังยึดอยู่ ก็ยังหลงอยู่ แม้กระทั่งถ้ายังยึดสัจธรรมก็จะเกิดความแตกต่างขึ้นมาได้เสมอ ซึ่งความแตกต่างก็คือทิฏฐินั่นแหละ ส่วนอริยะนั้นไม่มีแง่มุมหรือความหมายอะไรในการกระทำหรือไม่กระทำอยู่แล้ว แต่ปุถุชนเห็นแล้วสรุปเอาตามทิฏฐิของตนทั้งนั้น ก็มัวแต่หลงแง่หลงมุมความหลงของตัวเองแบบนี้นั่นแหละมันจึงได้วนยาวไง

ดังนั้นสัจธรรมจึงมีไว้เพื่อล้างความหลงที่คิดเอาว่านึกเอาว่ายังไม่นิพพานเท่านั้นเอง ไม่ใช่มีไว้ให้ใครใส่หิ้งบูชา หรือคาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นเมื่อพบสัจธรรม ซึ่งหากว่าใครเข้าวัดเพื่อไปหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คนๆนั้นก็จะพบความวังเวงอย่างที่สุดว่าไม่มีอะไรยึดในวัดที่ให้ยึดได้สักอย่างเดียวแม้แต่หลวงพ่อฯ คนที่เข้าใจก็แจ้งไป เรียบไร้(ทิฏฐิ)ไป ส่วนคนที่รับไม่ได้ยังอยากยึดอะไรบางอย่างอยู่ ก็ต้องออกจากวัดไป หาสิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ๆต่อไป จนกว่าสิ่งใหม่นั้นมันจะยึดไม่ได้อีก ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆนั่นแหละ

สัจธรรมเองนั้นก็เป็นเพียงมายาสมมติที่ใช้ล้างความหลง เปรียบเหมือนสบู่นั่นแหละ พอล้างความหลงเสร็จแล้ว ใครจะเก็บน้ำสบู่ปนขี้ไคลใส่ขวดเอาไว้บูชาบ้าง มันก็ต้องล้างทิ้ง ทิ้งแม้กระทั่งสัจธรรมไปเลย นั่นแหละคือเนื้อหาของความหมดหลง

ถ้าคุณว่างจริง ไร้จริง องค์หลวงพ่อก็ว่างครับ แต่ถ้าคุณไร้ไม่จริง ว่างไม่จริง คุณก็จะยังเห็นหลวงพ่อเป็นหลวงพ่ออยู่ ทุกอย่างจะมีหรือไม่มี ก็อยู่ที่ความหลงของคุณเองทั้งนั้น แล้วหิ้งที่คุณอุปโลกน์ขึ้นมามันจะมีจริงได้ยังไงครับ ทิฏฐิของตัวเองทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment