Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 2: ปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติกรรม?

เคยถามตัวเองไหมครับว่าคุณไปปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร?

เพื่อพัฒนาจิตใจ
เพื่อมุ่งนิพพาน
เพื่อลดความเครียด
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจตนเอง
เพื่อสร้างบุญ สร้างกุศล
ฯลฯ

คุณมองเห็นอะไรในจุดมุ่งหมายเหล่านี้บ้างหรือไม่?

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในจุดมุ่งหมายที่ดูดีเหล่านี้ก็คือ “ตัณหา” นั่นเอง

คนที่มุ่งพัฒนาจิตใจนั้นก็ต้องการดิ้นหนีจากความเสื่อมของจิตใจ
คนที่มุ่งนิพพานนั้นก็ปรารถนาความพ้นทุกข์ ซึ่งตัวปรารถนานั่นแหละตัณหา
คนที่ปฏิบัติเพื่อลดความเครียด ก็เพื่อดิ้นหนีทุกข์
คนที่ปฏิบัติเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจตนเอง ก็ต้องการหนีจากอกุศลกรรมและอบายภูมิ
เพื่อสร้างบุญ สร้างกุศล ก็เพื่อที่จะได้สุขสบายในภพชาติหน้า และทำให้ชีวิตของตนดีขึ้น

การดิ้นรนหนีสิ่งเหล่านี้ถือเป็นตัณหาทั้งหมดครับ คือดิ้นรนไปตามเวทนาที่เกิดขึ้น ดิ้นรนไปบนโมหะอุปาทานที่หลอกเราว่า “เรา” เป็นผู้เข้าไปปฏิบัติ สักวัน "เรา" จะหลุดพ้นสังสารวัฏได้ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าการพา "เรา" ของตัวเอง เข้าไปฏิบัตินั้นก็ผิดเต็มประตูแล้ว เพราะตัว "เรา" นั่นแหละ คือสังสารวัฏตัวพ่อเลย

ยิ่งไปกว่านั้น โดยปกติการปฏิบัติจะมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์คือ "มุ่ง" นิพพาน แล้วอะไรเล่าที่เป็นเชื้อให้เรามุ่งนิพพาน ก็มานะ กิเลสตัณหาไงเล่า นั่นแหละม่านมายาชั้นยอดเลย แค่นี้ก็ไม่รอดแล้ว

หรือการตั้งหลักสูตรขึ้นมามันก็เป็นตัณหา เป็นมายาดักคอรอท่าเอาไว้แล้ว เพราะคนที่คิดว่าจะเข้าหลักสูตรกรรมฐาน ก็จะเกิดภาพในใจ ปรุงแต่งเตรียมเอาไว้หลอกหลอนตัวเองต่างๆนานาระหว่างการปฏิบัติ สร้างกับดักให้เข้าไปเปรียบเทียบ เทียบเคียง คอยเช็ค คอยตรวจสอบ สำรวจจิตใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา(ก็เพราะตัณหาความอยากดีไงเล่า) นอกจากนี้ การปฏิบัติก็ยังผลักดันให้ผู้ปฏิบัติ ต้องศึกษาหาความรู้ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็กลายเป็นการเสพติดปัญญา ซึ่งปัญญาก็ยังเป็นเนื้อหาของกรรมอยู่ ดี ทำให้ชอบคิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เปรียบเทียบ เทียบเคียง ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาแล้วนั้นก็ล้วนแต่เป็นการไปเจริญสังสารวัฏ หรือการเวียนว่ายเวียนวนต่อภพต่อชาติในธาตุขันธ์ต่างๆอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือมายากรรมนั่นเอง เพราะในความเป็นจริงแล้ว มัน “ไม่มีอะไรไปมีอะไรกับอะไร” อยู่แล้ว ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง “มันไม่มีความหมายในความเป็นอะไร” อยู่แล้ว นี่คือสัจธรรมแห่งพระนิพพาน ส่วนที่เราเป็นไอ้นั่นไอ้นี่ ที่เรามีไอ้นั่นไอ้นี่ขึ้นมานั่นแหละ มายาทั้งนั้น ไม่ใช่พระนิพพาน

ไม่เท่านั้น การไปฟังหรือศึกษาสภาวะธรรมของคนอื่นหรือแม้แต่ของครูบาอาจารย์เองก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้จะเข้าไปเก็บอยู่ในสัญญาขันธ์ คอยเป็นข้อมูลให้สังขารขันธ์ทำงานในการปรุงแต่งสภาวะธรรมระหว่างปฏิบัติธรรม ส่งอารมณ์และแก้อารมณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่จะกลับมาจัดฉากให้เกิดสภาวะต่างๆตามที่เคยอ่านหรือ เคยฟังมาอย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นอุปาทานซ้อนอุปาทาน เกิดเป็นวงจรหลอกตัวเองครบถ้วนสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังทำให้เข้าไปติดอยู่กับโครงสร้างของการปฏิบัติที่ถูกอุปโลกน์สมมติขึ้นมา เพื่อครอบงำผู้ปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง จนกลายเป็นการเนื่องด้วยการปฏิบัติ เนื่องด้วยรูปแบบไปในที่สุด สังเกตได้จากผู้ที่มาพบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตนั้น ส่วนใหญ่จะคอยฟัง ฟังแล้วคิด เทียบเคียง วิจัย วิจารณ์ สงสัย และพยายามจัดข้อมูลใหม่ให้อยู่ในรูปแบบที่คุ้นเคย เทียบเคียงกับความรู้เก่า ซึ่งก็คือรูปแบบที่เคยปฏิบัติมานั่นแหละ นี่คือการเข้าไปติดในการปฏิบัติอย่างไม่รู้ตัว เสร็จแล้วก็ไม่เข้าใจสัจธรรมไปเสียเอง

นิพพานนั้นไม่ใช่อะไร ไม่เนื่องด้วยการปฏิบัติ ไม่เนื่องด้วยวิธีการ คือไม่เกี่ยวกับอะไรสักอย่างนั่นแหละ แต่วิปัสสนาที่เราเห็นก็คือการเนื่องด้วยการปฏิบัติ เนื่องด้วยรูปแบบ เนื่องด้วยวิธีการ เพราะมันไม่มีใครรู้จริงเกี่ยวกับรหัสนัยแห่งพระนิพพาน คนสอนก็เลยพาลมั่วกันไปตามอนุสัยของตัวเอง (หรือจริงๆเรียกว่าอนุสัยของความเป็นสัตว์ก็ได้ ที่จะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองหลุดพ้นจากอะไรสักอย่างตลอดเวลา) มั่วไม่มั่วเปล่ายังพาลูกศิษย์เข้ารกเข้าพงกันหมด ระบบของการฝึกวิปัสสนา จึงยิ่งซับซ้อน ลึกลับ เป็นรูปแบบ เป็นลีลา เป็นเอกสิทธิ์ เป็นอาญาสิทธิ์ เป็นทุกอย่างที่ไม่ตรงต่อนิพพาน ตรงข้ามกับสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งตรงไปที่การปลดเปลื้องความยึดติด (แม้กระทั่งความยึดติดในจิตของตน) โดยสิ้นเชิง

คำว่า "การปฏิบัติ" โดยตัวมันเองก็มีเจตนาในการที่จะเข้าไป "ทำ" เข้าไป "ฝึก" อยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นกรรม มันไม่มีหรอกว่าเราต้องทำกรรมไปก่อนถึงจะตัดสายโซ่แห่งกรรมได้ เพราะในเมื่อเราเข้าไปเจริญกรรม มันก็เป็นกรรม ไม่มีทางเป็นอื่น ตรรกะที่ลักลั่นแบบนี้แหละ ที่ยังไม่มีใครเฉลียวใจ มั่วปฏิบัติกันไปทั่วโลก ทั่วสังสารวัฏ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันก็แค่ปลงขันธ์ ไม่เอาอะไรกับมันนั่นแหละก็จะตรงต่อนิพพานทันที นี่คือความเป็นจริงแท้แห่งพระนิพพาน แต่ด้วยมานะของความเป็นสัตว์ที่เหนียวแน่นจึงทำให้ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า นิพพานอะไรมันจะง่ายขนาดนั้น แล้วมานะที่ว่านี้ไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดชดใช้กรรมไม่รู้จบ ก็โง่ลุยกันต่อไปสิ

การปฏิบัตินั้นเป็นกับดักขนาดใหญ่ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ เข้าไปติดทั้ง อุปาทาน โมหะ มายากรรม ขันธ์ ปัญญา ฌาน ญาณ ตบะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อหาแห่งกรรม พูดง่ายๆว่ายิ่งฝึกมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวกูก็ยิ่งพะรุงพะรัง(ไปด้วยธรรมและกรรม) หนาหนักจนทิ้งไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น

เอาแค่อ่านตอนนี้จบลง ลองถามตัวเองได้เลยว่า กล้าไหมที่จะทิ้งสิ่งที่ตนเองปฏิบัติมาเป็นสิบๆปี ถ้ามันผิดธรรม

เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ไม่กล้าทิ้ง เพราะความเสียดาย ก็ไอ้ความเสียดายนั่นแหละคือความยึดติดที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมแห่งพระนิพพานไปเสียเอง

ก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกรรมเพื่อพระนิพพานกันต่อไปเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment