Saturday, February 9, 2013

สมดุลแห่งสสารและพลังงานของโลกธาตุ ตอนที่ 2: กิเลสพลศาสตร์

เราจะกำจัดความโกรธได้อย่างไร?
จะทำอย่างไรกับความโลภไม่รู้จบของมนุษย์ที่กำลังกัดกินโลกใบนี้?

กิเลสเป็นหัวข้อใหญ่ที่ทำให้คนเขียนหนังสือธรรมะขาย หากินได้เรื่อยๆ เพราะจัดการกับกิเลสยังไงก็ไม่รู้จบ จนแทบจะกลายเป็นกิเลสวิทยา อวิชชาประจำวันไปแล้ว เพราะไม่มีใครเข้าใจจริงๆว่ากิเลสทั้งหมดทั้งมวลนั้นเริ่มต้นจากอวิชชาตัวเดียว...เอ หรือรู้แต่เก็บเอาไว้หากินวะ 555

จากภาพเดิมข้างล่างนี้ คุณเห็นอะไรไหม?
น่าแปลกนะครับที่วงจรปฏิจจสมุปบาทไม่แสดงกิเลสตัวอื่นเลยนอกจากโมหะอวิชชาหรือความหลงอันเป็นตัวต้นของสังสารวัฏ ก็เพราะโลภกับโกรธนี่เป็นกิเลสที่เกิดในฝั่งผลลัพธ์แล้วครับ และเพราะมันเป็นปลายทางนี่เอง มันเลยออกอาการแบบแก้ยังไง แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่หาย แล้วทีนี้จะยอมเสียเงินไปซื้อหนังสือธรรมะสมองหวานมาอ่านเพื่อระงับความโลภ โกรธ หลงกันอีกไหมเล่า โดนเขาหลอกเอาทั้งนั้น

เรากลับมาดูกันครับว่าความโกรธคืออะไร ความโกรธก็คือความปฏิฆะ ขัดเคือง แค้นเคืองใจ "ไม่ได้อย่างใจ" ซึ่งแปลว่ายึด(อุปาทาน(10))แล้วแต่มันยึดไม่ได้ มันเลยโกรธ มันเลยขัดเคือง คับแค้นใจ ถ้าอธิบายแบบสมดุลพลังงานก็คือ เมื่อเราหลงไปบังคับจิตที่เราเชื่อว่าเป็นของเรา โดยใส่พลังงานกรรมเข้าไป (ซึ่งพลังงานนี้คือตัณหาที่มีลักษณะของการดึงดูดเข้ามา) เพื่อที่จะไปยึดกับสิ่งใด เงื่อนไขของพลังงานกรรมที่ใส่เข้าไปตรงนั้นคือ ถ้ายึดได้ พลังงานที่ใส่เข้าไปมันจะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความพึงพอใจหรือ "ราคะ" แล้วสัญญาก็จะจดจำเอาไว้ว่า สิ่งนั้นมันทำให้มีความสุข แต่ความพึงพอใจมันก็เหมือนพลังงานอื่นๆที่มันคลายตัวมันเองเหมือนกัน เมื่อความพึงใจคลายออก จิตมันก็จะไปย้ำที่สัญญาว่า เฮ้ยเราเคยพึงพอใจมันมากๆนี่หว่า เอาอีกดีกว่า เหตุนี้แหละที่ทำให้ตัณหางอกงามขึ้นมาอีก ทีนี้ก็จะพยายามดึงดูดและยึดสิ่งต่างๆต่อไปอีกไม่รู้จบ อย่างนี้เรียกว่าความโลภ

ความโลภถ้าจะอธิบายกันง่ายๆคือความเจริญงอกเงยหรือการแพร่ขยายตัวของตัณหานั่นเอง เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ตกลงพื้นดินแล้วได้น้ำ จนเกิดเป็นต้นอ่อนขึ้นมานั่นแหละครับ ความโลภเกิดจากการที่เราใส่พลังงานกรรมเข้าไปที่จิตเพื่อที่จะดึงดูดและยึดกับอะไรบางอย่าง เสร็จแล้วมันดันยึดได้เว้ย(แต่ก็ชั่วคราวทั้งนั้น) พอตัณหาได้รับการสนองก็เกิดเป็นราคะในการยึดนั้นๆ พอราคะคลายออก จิตจึงดิ้นรนใส่แรงตัณหาเข้าไปอีกเพื่อดึงดูดสิ่งที่ถูกราคะจริตนั้นเข้ามาอีก ตัณหามันเลยงอกขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เพื่อที่จะดึงดูดและยึดสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น เพื่อคงสภาวะของราคะตรงนั้นเอาไว้ให้นานที่สุด จนกว่าจะยึดไม่ได้ ที่สุดมันก็จะเกิดเป็นความโกรธ ความกลัวขึ้นมาแทน

ถ้ายึดเอาไม่ได้ขึ้นมา ทำไงล่ะทีนี้ ก็ซวยละสิครับ พลังงานกรรมที่ถูกใส่เข้าไปเพื่อที่จะยึดในสิ่งต่างๆ จะตีกลับเข้าหาจิตเอง เพื่อที่จะคลายพลังงานส่วนเกินออกไป(กรรมสนองคืน) แต่ด้วยความหลงยึดว่าจิตเป็นเรา มันก็เกิดการขัดเคืองเพราะระดับพลังงานที่ตีกลับนั้น ทำให้จิตที่เคยสงบนิ่งเกิดปั่นป่วน ร้อนรน ระคายเคือง คือยิ่งพลังงานตัณหาตีกลับมาก จิตก็จะยิ่งสั่นไหวเร็วขึ้น แรงขึ้น และสับสนมากขึ้น ตามกฏของสสารและพลังงาน ซึ่งส่งผลลัพธ์กลายเป็นความร้อนรุ่มในอกที่สัมผัสได้ด้วยกายเนื้อ อันที่จริงทุกพลังงานกรรมมันก็คลายตัวเองอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่วางใจให้มันคลายเอง เพราะมันไม่พอใจ เราจึงพยายามที่จะ "จัดการ" มัน โดยใส่พลังงานกรรมใหม่เข้าไปเพื่อที่จะปรุงแต่ง ค้นหาความหมายในสัญญา หาเหตุผลให้กับความผิดหวังผิดพลาดนั้น(ว้าวุ่น สับสน ขุ่นเคือง) นำไปปรับแต่งพลังงานกรรมที่กระทำกับจิตต่อไป หวังให้จิตกลับเข้าสู่ความสงบ แต่ก็ยิ่งทำให้ระดับพลังงานของจิตปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น เกิดแรงเสียดทานจากทั้งพลังงานกรรมของเก่าของใหม่อย่างรุนแรง ทำให้จิตนั้นไม่สามารถยึดเกาะสภาวะใดๆได้ จิตจึงต้องหาทางระบายถ่ายเทพลังงานส่วนเกินนั้นออกไป ไม่อย่างนั้นจิตใจจะปั่นป่วนไปด้วยพลังงานส่วนเกินมากเกินไปจนเกิดการ "ปะทุ" หรือ "ระเบิด" ออกไปอย่างรุนแรง บ้างก็ฆ่าคนตาย บ้างก็ฆ่าตัวตาย บ้างก็ทะเลาะเบาะแว้ง บ้างก็กินเหล้า ถ่ายเท เบี่ยงเบนไปเป็นกรรมชนิดอื่นแทน แต่พลังงานกรรมนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน ก็จะสะสมเพื่อชดใช้คืนในคราวต่อๆไป(ชาติหน้า)

ตัณหานั้นเป็นพลังงานที่จะดึงดูดเป้าหมายเข้ามา ส่วนวิภวตัณหานั้นเป็นพลังงานที่พุ่งไปเพื่อที่จะผลักเป้าหมายออกจากตัว หลักการเกิดความโลภความโกรธจากวิภวตัณหาก็คล้ายๆกันกับตัณหาแต่เป็นในทางตรงกันข้าม คืออะไรที่ผลักไสออกไปไม่ได้ มันก็จะทำให้เกิดการปฏิฆะขัดเคือง พลังงานกรรมที่จิตจะปั่นป่วนจนเกิดความร้อนขึ้น ทำให้การยึดเกาะบนจิตนั้นระคายเคือง จึงเกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวะที่มันระคายเคืองนั้น ด้วยการใส่พลังงานกรรมเพื่อผลักไสสิ่งที่ไม่ชอบออกไป เมื่อใดที่ผลักไสออกไปได้แล้ว พลังงานกรรมนั้นได้รับการสนองแล้ว พลังงานวิภวตัณหาจะถูกเปลี่ยนเป็นราคะความพึงพอใจ แล้วเก็บในสัญญาอีกทีหนึ่งรอวันดึงมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

ด้วยเหตุนี้ หนังสือประเภทกฏของความสำเร็จ กฏของแรงดึงดูดที่โฆษณาว่าเป็นเรื่องความลับสุดยอดแห่งความสำเร็จอะไรนั่นก็ไม่ใช่อะไรใหม่หรอกครับ เป็นการเจริญตัณหาดีๆนี่เอง เรียกว่าเป็นการเจริญกรรมฐานกองตัณหาเลยก็ว่าได้ คืออยากให้มากๆเข้าไว้ แล้วเดี๋ยวจะได้ตามสิ่งที่ปรารถนาเอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นคำสอนที่อันตราย อย่าเอามาปะปนกับคำสอนพระพุทธเจ้านะครับ เดี๋ยวลงนรก เพราะมันไปคนละทางเลย เจริญตัณหากับดับตัณหานี่ไปด้วยกันไม่ได้นะครับ

แต่ถ้าเป็นนักภาวนาก็จะใช้วิธีดูจิตในการจัดการกับจิตแทน คือใส่พลังงานกรรมเข้าไปเพื่อที่จะเปลี่ยนขณะจิตนั้นให้กลับเป็นสติแทน คือใส่กรรมเข้าไปเพื่อให้มันไปอุปาทานบนตัวมัน(จิต)เอง(ดูตัวเอง รู้ตัวเอง) ไม่ต้องไปเกาะสภาวะธรรมารมณ์ใดๆที่กำลังร้อนขึ้นด้วยระดับพลังงานกรรมอันปั่นป่วน อย่างนี้พลังงานกรรมก็จะถูกบิดเบือน เบี่ยงเบนออกไปโดยพลังงานกรรมที่เกิดจากการเจริญสติ จะถูกเก็บสะสมเอาไว้เพื่อเอามาคืนสู่จิตภายหลัง (หรือคลายวิบากออกในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป) ทำแบบนี้จิตก็สงบลงจริงครับ แต่เป็นการใช้พลังงานกรรมไปกดทับเปลี่ยนแปลง เบี่ยงเบนภาวะจิตจากการเสวยอารมณ์เป็นการยึดเกาะตนเองไป การปฏิบัติของนักภาวนาก็เกิดตัณหาและวิภวตัณหาอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้ตัวครับ เพียงแต่มันละเอียดจนคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถรู้ได้ครับ

เอาง่ายๆ เวลานั่งสมาธิเจริญสติแล้วเป็นสมาธิดี มีสติดีก็เกิดราคะความพอใจในสภาวะนั้นๆ ที่เกิดราคะกับสภาวะนั้นๆได้ก็เพราะมีตัณหาซ้อนลงไปในการปฏิบัติ คือปฏิบัติเพื่อที่จะเอาสภาวะนั้น แต่พอปฏิบัตแล้วก็ไม่ได้ ฟุ้งซ่านอยู่อย่างนั้น มันก็จะเกิดเป็นความปฏิฆะขัดเคืองขึ้นมา เบื่อๆอยากๆอยู่อย่างนี้ตลอดการปฏิบัติ นี่ไงครับการปฏิบัติธรรมจึงถือเป็นการเจริญกรรมซ้อนธรรม แถมไปด้วยการเจริญกิเลสตัณหาไปด้วยในตัว

เห็นไหมครับ กิเลสพันธุ์อื่นๆนั้นมีรากเหง้าจากความหลงทั้งนั้น หลงยึดหลงผลักไส หลงได้หลงเสีย กิเลสทั้งหลายมีแต่ต่อกรรมไปข้างหน้าทั้งนั้น โดยอาศัยพลังงานดึงดูดอย่างตัณหา วิภวตัณณาเป็นตัวกลางในการก่อให้เกิด ความโลภ ความโกรธอันเป็นกิเลสปลายทางแล้ว

กรรมทั้งหลายทั้งปวง กรรมน้อย กรรมใหญ่ กรรมเรี่ยราด กรรมกเฬวราก อันนับไม่หวาดไม่ไหวซึ่งเกิดจากกิเลสตัณหาเหล่านี้แหละคือภพชาติหน้าที่เราจองเอาไว้เองโดยไม่รู้ตัว และทั้งหมดก็เกิดจากความหลงเอาว่าสภาวะทั้งหลายมีจริง เป็นจริง เป็นตัวเรา เป็นจิตเราทั้งนั้น เราจึงหลงเข้าไปดัดกรรม ดัด ดัดแปลง เบี่ยงเบนสภาวะทั้งหลายด้วยพลังงานกรรมบนพื้นฐานของตัณหา-วิภวตัณหาให้ได้อย่างที่เราต้องการ ก็ไม่ต้องคิดที่จะไปตัดกรรมหรอกครับ ยิ่งตัดก็ยิ่งต่ออีนุงตุงนังไปเรื่อยไม่จบ ตัดไม่ได้จริงเพราะกรรมนั้นยิ่งไปยุ่งกับมันก็ยิ่งต่อ ก็ปล่อยให้มันคลายตัวมันเอง โดยที่เราไม่อะไรกับอะไรไปเลย คือไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปรับผลของวิบากที่มันคลายตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะมันคลายที่ธาตุขันธ์ซึ่งไม่ใช่ของเราไง

นอกจากนั้นก็ไม่ต้องหลงไปทำกรรมใหม่เพิ่มเข้าไปอีก คือมี "ตัวเรา" เข้าไปในสมการเมื่อไหร่มันก็เป็นกรรมแล้ว ทุกอย่างก็ช่างมันไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องเอาใจไปใส่มัน มันก็จะจบให้ตัวเองเป็นแล้วครับ ดับที่อวิชชาเลยคือตัวหลง ก็แค่ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งมันก็หมดตัวเข้าไปปรุงแต่งว่าจิตคือเราแล้ว มันจะค่อยๆคลายออกจากความเป็นตัวตนเอง เมื่อคลายออก ตัณหามันก็ดับไป ความโกรธ ความโลภก็แห้งเหือดไปตามตัณหาเอง นี่แหละครับ การถอนรากถอนโคนกิเลสลงอย่างสิ้นเชิงโดยตัดที่ต้นทางคือโมหะ ว่าแต่กล้าพอไหมเล่าที่จะหมดตัณหาความอยาก

หวังว่าคงกระจ่างแจ้งกันแล้วเรื่องกิเลส ซึ่งก็คงจบแค่ตอนเดียวพอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจึงแทบจะไม่พูดถึงโลภกับโกรธเลย เพราะสองตัวนี้เป็นเรื่องจิ๊บๆจริงๆ เป็นกิเลสปลายแถว ไปซัดที่ตัวเอ้อย่างโมหะดีกว่า จบเลย ไม่ต้องเหนื่อยตามสอยลูกกระจ๊อกอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment