Tuesday, February 19, 2013

ดั้งเดิมแท้ ตอนที่ 2

                เปิดเป็นธรรมชาติไว้อย่างนี้  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  แล้วก็ไม่ต้องไปอิงด้วยเงื่อนไขไปเลย  เปิดเป็นธรรมดาๆแบบนี้  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  แล้วก็ไม่ต้องเนื่องด้วยเจตนาไปเลย  ทำได้ไหม  ถ้าได้  อายตนะมันจะบริสุทธิ์ทั้งหมด  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  มันจะนอกเหนือเจตนา  มันก็นอกเหนือกรรม  และเหตุของกรรมก็คือ ตัวเจตนา อย่าง  “เห็นต้องเห็น”  อย่างนี้   คำว่า “ต้อง” นี่คือเจตนาแล้ว นี่แหละคือปฐมเหตุของกรรม เห็นแบบไม่เนื่องด้วยต้องเห็นนี้ได้ไหม  ได้  มันก็เป็นเห็นธรรมชาติที่มันมีอยู่เองแล้ว  โดยนอกเหนือความหมาย นอกเหนือความแตกต่าง  เขาเรียกว่า  ความสมดุลแห่งทิฎฐิในการเห็น หรือความสงบ ความเรียบ ความสม่ำเสมอ อย่างนี้ก็ได้

                เพราะดั้งเดิมแท้  มันก็เป็นอย่างนั้นมาอยู่แล้ว  แต่เรามาสร้างข้อแม้ให้มันทีหลัง เห็นต้องเห็น เห็นจะเห็น เห็นคอยเห็น อยู่นั่นแหละ เห็นเทียวไล้เทียวขื่อเห็นอยู่นั่นแหละ  มันเลยกลายเป็นโรคติดยึดตัวเห็น  นี่เรามาสร้างมาพอกพูนทีหลังนะ  แต่ของเดิมจริงๆมันไม่มีแบบนั้น  มันไม่จัดอยู่ในฐานะที่มันโง่หรือมันฉลาด  เจ้าธรรมชาติธาตุเดิมๆนี่  มันนอกเหนือความโง่ความฉลาด  ที่นี้โง่ฉลาดนี่  เราอุปโลกน์ให้มันทีหลัง  เราสมมติกันเอง

หินก้อนหนึ่ง  เราจะไปบอกมันได้ไหมว่ามันโง่มันฉลาด  หรือว่าลมนี่มันโง่  มันพัดไปชนต้นไม้  ที่ว่างๆมีมันไม่พัดไป  บอกว่ามันโง่ได้ไหม  ไม่ได้  คือเราพูดน่ะมันได้อยู่  แต่ในความเป็นจริง  มันไม่ใช่ตรงที่มันโง่หรือมันฉลาด  คือมันไร้เงื่อนไขในการดำรงอยู่  และมันก็ไม่ได้ยึดตัวมันเองในการจะต้องอยู่ซะด้วย  ฉะนั้นการกระทบการสัมผัสกันตามธรรมชาตินี่มันไม่อยู่ในฐานะของความโง่หรือ หลง  แต่มนุษย์และสัตว์โลก  มันมีฐานะนั้นอยู่  ตาเห็น เห็นแบบโง่แบบฉลาดนี่  มี  แบบหลง  แบบไม่หลง  มี  แต่ว่าจิตเดิมแท้นี่  มันไม่มี  สัมผัสทุกสัมผัสมันไม่มีโมหะ มันไม่มีความหลงยึดครองในการสัมผัส  ฉะนั้น  การที่ทุกคนจะสอดคล้องกับความเป็นเดิมแท้หรือธาตุบริสุทธิ์ หรือจิตบริสุทธิ์ได้นี่ ต้องเข้าใจว่ามันจะต้องนอกเหนือการริเริ่มทางใจ

                อย่างคำว่า “ตื่น” นี่ก็เหมายถึงตื่นอยู่แล้ว “ผ่อนคลาย”  เราก็หมายถึงมันผ่อนคลายอยู่แล้ว  ไม่ใช่เราพยายามจะผ่อนคลาย “สมดุล” ของธาตุทั้งหลายนี่ ก็ต้องหมายถึง มันสมดุลอยู่เองแล้ว  ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้มีส่วนเข้าไปทำให้มันสมดุลนี่  มันจะได้นอกเหนือการไปคอยหลงริเริ่มชนิดใหม่ๆ  ซึ่งมันเป็นความหลงมันไม่ไปเข้าทางจริต  ไม่ไปเข้าทางนิสัยชนิดไหนทั้งนั้น  ก็มันนอกเหนือจริตนอกเหนือนิสัย  ไม่ต้องเป็นนิสัย  ไม่ต้องเป็นจริต  ไม่ต้องเป็นขณะของจิต  นี่แหละคือพุทธประสงค์

                คำว่าศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมนี่  ก็คือจะให้เข้าใจในจุดนี้ของทุกคนเอง มันเป็นจุดที่เป็นบทสรุปของชีวิต  ที่คนเราจะได้ไม่เดือนร้อนทางใจต่อไปในวันข้างหน้า  สรุปใจตัวเองเป็น ใช้วิธีเตือนเรื่อยๆไปเลยก็ได้ นิสัยไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น  จิตแบบไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น  เตือนตัวเอง ไม่ใช่ตรงจริตแบบไหน  ไม่ใช่ตรงนิสัยแบบไหน  แล้วเดี๋ยวมันจะวางทุกจริตทุกนิสัยของทุกคนไปเอง  มันจะไม่หลงดันทุรังกับนิสัย  มันจะวางไปเอง  นิสัยไหนก็ไม่ใช่ จริตไหนก็ไม่ใช่ ต่อไปมันก็เลิกดันทุรังแล้ว มันก็หวนกลับสู่สภาพเดิมแท้ของ จิต ใสบริสุทธิ์ไป คำว่า “ใสบริสุทธิ์” นี่มันเป็นความสมังคีของสติ สมาธิ ปัญญา นะ

                คือ มันเป็นสิ่งเดียวกันหรือหนึ่งเดียวกันไปของสติ สมาธิ ปัญญา และ จิตบริสุทธิ์ ที่นี้พอจิตไม่เนื่องด้วยนิสัยไหน ไม่เนื่องด้วยจริตแบบไหนมากๆ คือมันไม่ เอาเรื่องจริตนิสัยขึ้นมาเป็นประมาณแล้ว ไม่เอาในเรื่องของการคอยดำริริ เริ่ม คอยสร้างขณะแบบไหนขึ้นมาเป็นประมาณทางจิตแล้ว ขณะนั้น มันทั้งหมดของ สติ สมาธิ ปัญญา จิตบริสุทธิ์ สิ่งเดียวกันทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับลืมตา หลับตา ไม่ เกี่ยว

                ฉะนั้น เวลาที่เราไปตั้งท่าทำเอาปฏิบัติเอาธรรมะนี่ มันจะเลยหมด ก็ของท่านนี้มันนอกเหนือการไปคอยริเริ่มเลย หมายถึงธาตุเดิม แท้ จิตบริสุทธิ์นี่ มันนอกเหนือตัณหาในการคอยริคอยเริ่ม มันสว่างไสว แต่ ถ้าของเราไปมัวทำเอา พยายามทำเอานี่ เรียบร้อยเลย มันก็เลยไป มันก็เลยของตัวเอง มันเลยความเป็นเดิมแท้ของตนเอง เหมือนกับว่ามันไม่เข้าใจ แล้วเราไปหา ไปค้นหา มันยิ่งหาก็ยิ่งเป็นตัณหา เหมือน กับเด็ก มันชอบเล่น เดี๋ยวมันก็เลอะมา เลอะด้วยอารมณ์นั้น เลอะด้วยอารมณ์นี้ เลอะด้วยความคิดความเห็นความหมายแบบนั้นแบบนี้ เรียกว่า อุปาทานทั้งนั้นแหละ ที่เรียกว่าเป็นโรคอุปาทาน มันก็มีเหมือนกันหมด

                ฉะนั้น สำหรับผู้ที่เข้าสู่วิถีมรรคชนิดนี้ คือรู้แล้ว สรุปแล้ว ว่าสงบของจริงนี่ มันไม่ใช่ตรงที่ไปคอยริคอยเริ่มทางใจ ท่านก็ “ไม่” กับมันไปเรื่อยๆ จิตแบบไหนก็ “ไม่” กับมันไปเรื่อยๆ คือไม่ต้องไปปรุงไปแต่ง ไม่ต้องไปริไปเริ่มอะไร ก็เลยกลายเป็นความสงบไปเรื่อย มากขึ้นๆๆๆ จนถึงที่สุดคือบริบูรณ์ คือตัดใจเลย ถึงที่สุด เรียกว่าตัดอย่างเด็ดขาด   อารมณ์แบบไหนก็ไม่เอามาเป็นประมาณ   จิตปรุงแต่งแบบไหนก็ไม่หลงยึดเอามาเป็นตัวเองแล้ว เรียกว่าวางจิตวางใจ  ภาษาโบราณว่า “วางใจ” คือมันไม่เอาระบบใจมาเป็นตัวเองแล้ว ไม่เอาระบบใจมาเป็นประมาณในการดำรงอยู่แล้ว นั้นแหละเขาเรียกว่า วางใจจนถึงที่สุด มันก็จบ ฉะนั้นที่บอกว่า “ทำใจไม่ได้” ก็หมายถึงวางใจไม่ได้นั่นเอง   เพราะอะไร เพราะว่าติดลม เล่นซะจนติดลม เลยไม่รู้ จะทิ้งอย่างไรดี เราคอยแต่จะอุปโลกน์ คอยแต่จะสมมติ คอยแต่จะปรุง คอยแต่จะแต่ง คอยจะสร้างนิสัย สร้างจริตแบบนั้นแบบนี้ จนไม่รู้จะทิ้งอย่างไรดี

เรามาเข้าใจของท่านจริงๆว่า สติ สมาธิ ของท่านคือ หยุดความดิ้นรนทางจิต ตานี่ก็เห็นตามปกติ  แต่จิตมันไม่ดิ้นรน ต้องเห็นหรือต้องไม่เห็น  มันจะเห็นตามปกติ  หูก็ได้ยินได้ฟังตามปกติ  แต่จิตมันไม่ดิ้นรน  ถือว่าสำรวมที่สุดแล้ว  มันไม่ดิ้นรนทางจิต  ตานี่เห็นอยู่  หูยังได้ยินได้ฟังอยู่  ยังเดินไปเดินมา  คลุกคลีเกี่ยวข้องได้อยู่นะ  แต่จิตมันไม่ดิ้นรน  มันก็เป็นธรรมชาติที่ขับเคลื่อนไปโดยตัวของมันเองแบบอัตโนมัติ  จิตมันไม่มีเงื่อนไข  มันไม่มีข้อแม้  ว่ามันจะต้องเป็นแบบไหน มันจะต้องอย่างไร  ให้พะรุงพะรัง  มันไม่มี  มันก็เลยราบรื่นไป  การเป็นการอยู่ จะลุกจะเหิน จะเดินจะนั่งแบบนั้นแบบนี้  จะไปจะมา มันก็ราบรื่นไปหมดเลย  คือมันจะไม่สะดุดตรงไหน มันจะแล้วแล้วไปหมด  มันจะไม่เอามาเป็นเครื่องคาใจ  ข้องใจ  ติดใจ

ก่อนที่จะไปคอยริเริ่มอะไรขึ้นทางจิต “ก่อน” นั้นแหละคือมันสงบอยู่แล้ว เป็นเดิมแท้อยู่แล้ว มันไม่จัดอยู่ในฐานะว่าเป็นจริตนิสัย  หรือขณะ  มันไม่มีขณะ แต่นี่มันจะเป็นขณะ ก็ต่อเมื่อ พอเกิดการริเริ่มขึ้น เมื่อเริ่มนึก เริ่มคิดก็เลยกลายเป็นขณะขึ้น ขณะนึก ขณะคิด จึงอยู่ในฐานะที่มันเกิดขณะขึ้นแล้ว  ทีนี้ก็ให้สรุปให้มัน ว่า “ขณะไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น จิตแบบไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น  จิตดี  จิตไม่ดี  ก็ไม่ต้องไปเสียดายอะไร  เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นของปรุงแต่งทั้งนั้น”  ต่อไปชีวิตมันจะได้ราบรื่นมากขึ้น

ในการอยู่ทุกวันนี้ที่มันไม่ราบรื่น เพราะเราถือเอาบ้าง เราเลือกเอา บ้าง ไม่ดีไม่ได้นะ จะต้องดี แต่ว่าทุกข์จะตาย ที่จะต้องดีนี่ มันก็ยังอยู่ ในฐานะที่มันยังเลือกเอาอยู่ไง ทีนี้ของท่านมันนอกเหนือ มันไม่ใช่ตรงดีหรือ ไม่ดีเขาเรียกว่าอยู่แค่ตามเหตุตามปัจจัย ถ้าธาตุมันแตกดับไปแล้ว มัน ดับขันธ์ไปแล้ว มันก็แล้วไปเลย จบไปเลย

ไม่ใช่อยู่เพื่อเอาอะไรในชีวิตนะ ทำงานนี่ก็ไม่ใช่เอาผลงาน ทำดีนี่ ก็ไม่ใช่เอาดีนะ รู้ว่าทำอะไรมันดี   ก็ทำไปอย่างนั้นเพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลไป ทำไม่ใช่เอาดีนะของท่าน ฉะนั้น เมื่อท่านไม่หลงยึดไม่หลงเอาแบบนี้แล้วล่ะก็เมื่อกายแตกดับ สังขารแตก ดับ ดับแล้วดับเลย ก็เป็นนิพพานธาตุไปเลย              

No comments:

Post a Comment