Monday, February 18, 2013

จบทุกเส้นทาง-2

ถอดความไฟล์เสียง
“ จบทุกเส้นทาง-2 “ / 31 ก.ค. 2553
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ธาตุขันธ์มันก็มีอยู่ตลอด  ไม่ว่าภาคกาย..ไม่ว่าภาคจิต..ผัสสะสัมผัสทั้งหลาย  แล้วมันก็เป็นไปด้วยอำนาจแห่งตัณหาขับเคลื่อนธาตุขันธ์  จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง..เจตนากรรม..ขับเคลื่อนธาตุขันธ์ทั้งหลาย  มันก็เลยลำบาก  ฉะนั้นโดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  เนี่ยมันเป็นการยุติตัณหาในการขับเคลื่อนธาตุขันธ์  เค้าเรียก..ยุติเจตนากรรม..ซ้อนธาตุ..ซ้อนขันธ์..ซ้อนธรรม  ฉะนั้นจะจิตแบบไหน..จิตอย่างไร  ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ไปเลย  มันจะได้ตัดทุกลักษณะแห่งจิต  แล้วลูกก็โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นั่นแหละให้มันเรียกว่า..ตลอด

อย่าไปห่วงการใช้จิต  มันใช้ซะจนติดแหง๊กไปหมดแล้ว  ติดหนืด..ติดเหนียว..ติดแน่น..จนแยกไม่ออกแล้วว่าใช้หรือว่าอาศัย  ใช้หรือว่าแค่ใช้..แค่อาศัย  หรือว่าติด..มันแยกไม่ออกแล้ว  ฉะนั้นไม่ต้องไปห่วงใช้จิตหรอก  มันจะใช้ของมันเองโดยอัตโนมัติ..ไปเอง  ขอให้นอกเหนือมัน..ให้เป็น  ตัดมันให้เป็น  ให้นอกเหนือการใช้..ให้เป็นเท่านั้นแหละ  เดี๋ยวมันอัตโนมัติในการใช้ของมันไปเอง  มันจะได้เรียกว่า..ทวนกระแสตัณหา  ตัดเส้นทางแห่งสมุทัย..ตัณหาในตนเองลูก  ในธาตุ..ในขันธ์..ในรู้..ในเห็น..ในนึก..ในคิดอะไร  ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ให้มันนานนาน  ตัณหามันจะดิ้นขนาดไหน..จิตมันจะดิ้นขนาดไหนด้วยตัณหาพาดิ้นน่ะ..รู้..เห็น..นึกคิด..ปรุงแต่ง..นั่นนี่หรือว่าตัณหาพาดิ้นอะไรเนี่ย  ลูกก็โดยที่ไม่ตั้ง..โดยที่ไม่ต้องอยู่แล้วตลอด.....ให้มันนานนาน  มันจะได้นอกเหนือตัณหาตัวเอง  มันจะได้..หมดเป็นลูก  มันจะได้..จบเป็น  เหมือนกับว่ากายนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ  เหมือนกับว่าจิตนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ..นอกเหนือมันได้ตลอด

ลูกก็โดยที่ไม่ต้อง..โดยที่ไม่ตั้งอยู่แล้ว  มันก็ไม่คล้อยตาม..ไม่ไหลตามเนี่ย  ให้มันตลอด..ให้มันนานนาน  ไม่ใช่พอแค่หางอึ่งล่ะ..เอาอีกแล้ว  จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง..ซัดส่าย  เค้าเรียกว่าอิงความเคยชินเข้าว่าไงลูก  ซัดส่าย..ซัดส่าย  เดี๋ยวพุ่ง..เดี๋ยวเพ่ง..เดี๋ยวเล็ง..เดี๋ยวแล..เดี๋ยวไหล..เดี๋ยวหลง..เดี๋ยวสารพัดสารเพอะไร

อันนี้มันเป็นอำนาจของการตัด..ตัดเส้นทางแห่งโมหะทุกอย่าง  ที่จะซ้อนลงไปในรูป..ในนาม..ในกาย..ในจิต..ในสรรพสิ่ง..ในสรรพธาตุ..ในสรรพธรรมทั้งหลาย  โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนั่นแหละลูก  เค้าเรียกว่า..ไม่ส่งเสริมตัณหา  ไม่ส่งเสริมสมุทัย..เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย  แล้วจบในตัวมันเอง..เป็น  ลูกก็จบในตัวมันเอง..ตลอด  จบในตัวมันเองเรื่อยๆ..จบในตัวมันเองตลอด  จะจิตนิดลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  มันจะจิตหน่อยลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งกับมัน  ไม่ต้องไปต้อง..คอยต้อง..คอยตั้งซ้อนลงไป..ไม่ต้อง  เหมือนกับว่าจิตทุกอย่าง..ทุกลักษณะแห่งจิต..ทิ้งหมดเลย

ไม่ต้องไปยินดี..ยินร้าย  ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์  ไม่ต้องไปแช่..ไปทรง  ไม่ต้องไปคอยดำรงอยู่กับมัน  หรือว่า..ไม่แช่..ไม่ทรง..ไม่จึ้ง..ไม่จ้อง..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง....ไม่..ลูก  เรียกว่ามัน..ตัดโมหะในจิตทุกรูปแบบ..ตัดความหลงในวิถีจิตทุกลักษณะ
นั่นแหละที่มันนอกเหนือดี..นอกเหนือชั่ว
นอกเหนือถูก..นอกเหนือผิด
นอกเหนือความเห็น..นอกเหนือความหมาย
นอกเหนือทิฐิ..นอกเหนือมานะ..นอกเหนือญาณทัศนะ
นอกเหนือการจินตนาการ..นอกเหนือความนึก..ความคิด..ความปรุงแต่งใดๆ..นอกเหนืออารมณ์  เนี่ยมัน  นอกเหนือลูก  นั่นก็หมายถึง..นอกเหนือกรรมนั่นเอง  นอกเหนือกรรม..เป็น

จะจิตดี..ไม่ดี  ลูกก็..ไม่ต้องไปซ้อนลงไปเลย..ไม่ต้องไปมีส่วนร่วม  เรียกว่า..ตัดทิ้งเลย  ถ้า..ไม่ต้อง..แล้วมันตัดเองเลยลูก  แต่ถ้าจึ้ง..ถ้าจ้อง..ถ้าต้อง..ถ้าตั้ง ..เข้าใส่  มันไม่ตัด..มีแต่มุ่งติดอย่างเดียว  จะจิตดี..ไม่ดี  ลูกก็..ไม่ต้องเลย  ไม่ต้องไปมีส่วนกับมันลูก..เรียกว่าตัดทิ้งเลย  ไม่ต้องไปเสียดาย  มันจะได้..ว่างเป็น..ว่างเป็น..ว่างเป็น  แล้วในที่สุดลูกก็ค่อยๆ..นอกเหนือความประปรายแห่งรูปธรรม..นามธรรม  ความประปรายแห่งอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย  ค่อยๆหมดความหมายไปเอง  ต่อไปลูกก็ไม่เป็นระบบที่กวัดแกว่ง..เคว้งคว้าง  ไปตามสภาพที่ว่าไหวง่าย..ไหลง่าย..ไหวง่าย  ไปตามกระแสทั้งหลายเนี่ย..มันจะไม่เป็นอย่างงั้น  มันจะเลิกไปเอง

จิตดี..ไม่ดี  ก็ไม่ต้องไปซ้อนลงไปลูก  ลูกก็โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละ  ไม่ต้องไปคอยเจริญตัวมันเองแบบไหน  ไปคอยเจริญ..ดำเนินตัวมันเองอย่างไรก็..ไม่ต้อง  จิต..ไม่ต้องอย่างเดียว  แล้วมันจะตัดให้เองทั้งหมด..ตัดให้เองทั้งหมด..ตัดให้เองทั้งหมด  เนื้อหาตัด..มันตัด..ไม่ติด  ต่อไปก็เลิกเหลาะแหละแล้ว..เลิกโลเลแล้ว..เลิกกวัดแกว่ง..เลิกเคว้งคว้างไปตามอารมณ์นั้น..อารมณ์นี้  มันจะเลิกไปเองทั้งหมด  เค้าเรียกว่าเลิกเกิด..เลิกดับ  ไม่เกิด..ไม่ดับในภายใน  ไม่เกิด..ไม่ดับ  ไม่เกิด..ไม่ดับ  เลิกคอยเกิด..เลิกคอยดับ  โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  มันจะกลายเป็นเนื้อหาที่ว่า..ไม่เกิด..ไม่ดับขึ้นมา  เรียกว่า..นิโรธ..ความไม่เป็นสมุทัย  ความไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์

จิตแบบไหนก็..ไม่ต้อง  เค้าเรียกว่ามันเป็นอำนาจแห่งสติ..สมาธิ..ปัญญา  โดยเชิงตัด..ชนิดตัด  สรุปลงสู่การตัดนั่นแหละ  คือ..ไม่ต้อง  เนี่ยมันก็คือไม่เข้าไปติดของมันเอง  แต่ไม่ใช่ตัดเพราะการเข้าไปตัด  เพราะว่ามันไม่เจริญตัวเข้าไปติด  ก็เรียกว่า..ตัดอยู่แล้ว..ตัดอยู่แล้ว

ติด..ก็ไม่ต้อง  คอยตัด..ก็ไม่ต้อง  เรียกว่าตัดอยู่แล้ว..ตัดอยู่แล้ว..ตัดอยู่แล้ว  เพราะว่าไม่เข้าไปคอยติดไง  ไม่เจริญตัวคอยไปติด..มันไม่เข้าไปติด  มันก็เลยตัดของมันเอง  โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นั่นแหละ  เค้าเรียกว่า..มันไม่เข้าไปติด..มันไม่เข้าไปยึด  มันก็ตัดของมันเอง

ลืมตาไม่เกี่ยว  หลับตาไม่เกี่ยว  ยืนไม่เกี่ยว  เดินไม่เกี่ยว  นั่งก็ไม่เกี่ยว  นอนไม่เกี่ยวอะไรเลย  ฉะนั้นเราไม่ต้องไปเสียเวลาที่จะมาดัดจริต..ในเรื่องของอิริยาบถทั้งหลาย  เพราะมันเป็นอยู่แล้ว  ทุกคนก็ยืน..เดิน..นั่ง..นอน..คู้..เหยียด..เคลื่อนไหว  เป็นกันอยู่แล้วไงลูก  แต่อย่าไปซ้อนลงไป  อย่าไปตั้ง..ไปต้องซ้อนลงไป  อย่าไปแช่..ไปเฉิ่ม..ไปเฉื่อยซ้อนลงไป  เท่านั้นแหละ  จิตก็คือ..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งไปเลยลูก  มันจะได้ไม่ไปหลงในเรื่องของอิริยาบถ  มัวมาจัดอิริยาบถอยู่  ต้องนั่งท่านี้..ต้องเดินท่านั้นอะไรอยู่อย่างงี้  เค้าเรียกว่ามันมัวดีแต่ท่าไงลูก  เค้าเรียกว่าสร้างมายากรรม..สร้างมายากรรม..สร้างมายากรรมในเรื่องของอิริยาบถ  มาติดในอิริยาบถ  เค้าเรียกว่าไปติดในสิ่งที่ไม่ควรจะติด  มันแค่อาศัยใช้  มันก็ใช้กันอยู่แล้ว..แล้วมันก็แล้วๆไปทุกวัน
เดินทิ้งทุกวัน..นั่งทิ้งทุกวัน..นอนทิ้งทุกวัน  แล้วมันจะมัวไปจัดแจงกับอิริยาบถทำไมอยู่  นั่งทิ้งทุกวันอยู่แล้ว..นอนทิ้งทุกวันอยู่แล้ว  ยืนก็ยืนทิ้งทุกวัน  เดินก็เดินทิ้งทุกวันอยู่แล้ว  มันไม่ใช่ว่าเดินแล้วจะเอาเดินได้ไงลูกนั่นน่ะ  ฉะนั้นทุกอย่างก็คือ..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  มันจะได้เลิกหลงซ้อนลงไปในเรื่องของอิริยาบถทั้งหลาย

แล้วก็ในวิถีจิต..วิถีธาตุ..วิถีธรรมทั้งหลาย  เรียกว่าไม่เจริญตัวเข้าไปติด..เข้าไปยึดน่ะแหละ  มันก็หลุดเอง..แต่ไม่ใช่พยายามหลุด  ยิ่งพยายามหลุดก็ยิ่งติด..ติดตัวพยายามนั่นแหละ  ฉะนั้นจิตนี้ก็เพียงแค่ลูก..ไม่ต้องไปคอยเริ่ม..คอยจบอะไร  นั่นจบเลย  แต่ถ้าจะไปพยายามวาง..ถ้าจะไปพยายามละ..ถ้าจะไปพยายามจบ..ยิ่งไม่จบ  เพราะตัวพยายามนั่นแหละ  มันเป็นรูปแบบของตัณหาชนิดหนึ่ง  เรียกว่าสมุทัยนั่นเอง  จัดว่าเป็นสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์

มันก็เอาไปใช้กับงานน่ะได้..ความพยายาม  แต่มาใช้กับนิพพานไม่ได้  ก็อย่างบอกแล้ว  เอามาใช้กับความหลุดพ้นไม่ได้  ถ้ามาใช้กับความหลุดพ้น  มันจะกลายเป็นหลอกเลย..ตัณหาหลอก..หลอกให้ดิ้นรน  กลายเป็นติดหลายแง่..หลายมุม  ติดร่างแหแห่งตัณหา  เอาไปใช้กับงานได้..ความพยายามน่ะ  แต่ก็ให้ใช้แต่พอดี  เพราะเสร็จงานนี้แล้วก็ยังมีงานใหม่ต่อไป  มันไม่เสร็จจริงหรอก..ตลอดชีวิต.......รีบไปเสร็จ..รีบไปเสร็จ..รีบไปเสร็จ..รีบไปเสร็จ  รีบไปก็รีบไปแก่  รีบไปก็รีบไปตาย..ตายทิ้งหมด  มันเสร็จงานนี้  ก็มีงานใหม่ต่อไปอีก

ดังนั้นการโปรดสัตว์..การสงเคราะห์สัตว์  สงเคราะห์ไปเรื่อยๆ..โปรดไปเรื่อยๆ..ไม่ต้องรีบหรอก  ไม่ไปไหนหรอก  มันก็วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ  งานก็เหมือนกัน  ก็ทำไปเรื่อยๆแหละ  อย่าให้มันเสียในระบบจิต   ไม่ใช่ไปเร่ง..ไปรัดซะจนตึงเครียด  ไปรีบซะจนร้อนไปหมด..ไม่ใช่  หรือไปห่วงงานซะจนหมกมุ่นไปหมด..ก็ไม่ใช่อีก  มันแค่อาศัยทางผ่านชั่วคราว..ชั่วคราว  งั้นก็เรื่อยๆแบบไม่ต้องไปยึด..ไม่ต้องไปเกาะอะไรลูก

ไม่ต้องไป..ต่อ  คำว่า..ไม่ต้องเนี่ย  รู้..ก็ไม่ต้องไปต่อรู้  เห็น..ก็ไม่ต้องไปต่อเห็นลูก  นึก..ก็ไม่ต้องไปต่อความนึก  คิด..ไม่ต้องไปต่อคิด  แล้วมันจะตัดในตัวมันเองให้เลย..ไม่ต้องไป..ต่อ  คำว่า..ไม่ต้อง..ก็คือ..ไม่ต้องไปต่อมัน  ถ้าไปต่อมันลูกก็ปรุงแต่งต่อ..ฟุ้งซ่านต่อ  เรียกว่า..ไหลต่อ..หลงต่อ  คำว่า..ไม่ต้องเนี่ย  ก็คือไม่เข้าไปต่อนั่นเอง  มันจะไม่..ไปต่อให้เองหรอกนะ  ลูกก็แค่..ไม่ต้อง  จิตแบบไหน..ก็ไม่ต้องน่ะแหละ  มันก็จะ..ไม่ไปต่อจิตแบบนั้นไปเอง  ไม่เป็นกรรมต่อ..ไปในจิตลักษณะนั้น  นั่นแหละเค้าเรียกว่า..ตัดทุกอนุสัย..ตัดทุกจริต  นี่จบไง..ให้จบ

ไม่ใช่ให้ผุดๆโผล่ๆ..ให้เวียนว่าย.....ให้จบ  ให้จบกิจ..เป็น  ให้จบจิต..เป็น  จบกิจ..เป็น  ไม่ใช่เวียนว่ายให้ผุดๆโผล่ๆ..ไม่...ไม่ใช่อย่างนั้น  ให้จบโลก..จบธรรม..เป็น  ไม่ใช่ไปหน้าเรื่อยไง  ทำไปหน้าเรื่อยหรือปฏิบัติไปหน้าเรื่อย..ไม่ใช่  ไอ้นั่นมันถูกลอยแพนะ..ไปหน้าเรื่อย..มันลอยแพและล่องลอยนะลูก  อันนี้ให้จบ..จบปัจจุบันนี้เลย  จิตแบบไหนลูกก็..ไม่ต้องไปต่อมันทั้งนั้น..มันก็จบ

เป็นสติ..ก็สติชนิดตัด  เป็นสมาธิ..ก็สมาธิชนิดตัด  เป็นปัญญาน่ะเหรอ..ปัญญาก็ปัญญาชนิดตัดเลย  ไม่ใช่ชนิดต่อไปเรื่อย  เป็นเวรเป็นกรรมไปเรื่อย..นี่มันชนิดตัด  เป็นสติก็สติชนิดตัดเลย..ไม่ต่อ..ไม่เป็นระบบต่อ  มันไม่เป็นสันตติ..ปะติดปะต่อๆ  อันนั่นมันเป็นระบบภพชาติ..การต่อน่ะมันก็เป็นภพชาติไปแล้วลูก  ลูกจะต่อจิตชนิดไหน  ไปต้องตั้ง..ต้องตั้ง..ต้องตั้ง  คอยตั้ง..คอยต้องซ้อนจิตลักษณะไหน  มันก็จะตามไปในจิตอย่างนั้น  นั่นแหละเค้าเรียกว่ามันเป็นการต่อภพ..ต่อชาติในภายในแล้ว  ภพชาติ..ภายนอกก็จะตามมา

ลูกต่อไปกับจิตชนิดไหน  ลูกก็ลำบากกับจิตชนิดนั้น  ลูกต้อง..ตั้งไปกับอารมณ์ชนิดไหน  ลูกก็ลำบากเพราะอารมณ์ชนิดนั้นเลย  เพราะตามอารมณ์ชนิดนั้นไป..ก็ลำบาก  จึงเป็นภพ..เป็นชาติไป  แล้วก็ต้องไปใช้วิบาก  ชอบเป็นอารมณ์นั้นบ่อย  ชอบเป็นอารมณ์ความรู้สึกนั้นบ่อยๆ  นี่เค้าเรียกว่าเป็นความลำบากตามมา  เค้าเรียกเป็นผลของกรรม..เป็นวิบาก

ทีนี้เราก็ตัดประเด็นของกรรมไปเลยลูก  จิตชนิดไหนลูกก็ไม่ต้องไปซ้อนลงไป..ไม่ต้องไปต่อ  รู้..ไม่ต้องไปต่อรู้  เห็น..ไม่ต้องไปต่อเห็น  ไม่ต้องไปเสียดายรู้..เสียดายเห็น  นึกคิดปรุงแต่ง..ลูกก็ไม่ต้องไปต่อ..ความนึกคิดปรุงแต่ง..ไม่ต้องไปเสียดาย  มันพาลูกวนมาเยอะแล้ว  อย่ากลัวจะคิดไม่เป็น  มันหลงจนไม่รู้จะหลงอย่างไรแล้วลูก  มันพาลูกวนมาเยอะแล้ว..ความคิดน่ะ  รู้..ลูกไม่ต้องไปต่อรู้  ไม่ต้องไปซ้อนรู้เลย  ไอ้รู้นี่ก็พาลูกวนมาไม่รู้จักเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว  กี่วัฏฏะ..กี่ภพชาติแล้ว  กี่กัลป์..กี่กัปป์น่ะ..ไอ้ตัวหลงรู้นี่แหละ  มันพาวนมาเท่าไหร่แล้ว  พาฟู..พาแฟบ..พาผีเข้า..ผีออกมาเท่าไหร่แล้ว  พาเป็นบ้า..พาบ้า..พาดี  หลงพาดี..หลงพาบ้ามาเท่าไหร่แล้วลูก  ไอ้ตัวรู้เนี่ย

อันนี้ลูกก็..ไม่ต้อง  จะจิตแบบไหนลูกก็..ไม่ต้อง  มันก็ตัดเส้นทางของการหลงให้เองทั้งหมด  เรียกว่า..ฉับพลัน..ฉับพลัน  ไม่ต้อง..ปั๊บก็..ฉับพลับ..ปุ๊บทันทีเรียกว่า..ตัดเลย  ไม่ต่อไงลูก  ความคิดก็..ไม่ต้องไปต่อมัน  เรียกว่า..ไม่ไปต่อความคิด  มันก็ไม่กลายเป็น..ความเห็นความหมาย..มากมายฟุ้งซานในหัวสมองตัวเอง  จิตนิด..จิตหน่อย..ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  ไม่ต้องซ้อนลงไป  นั่นแหละเค้าเรียกว่า..ไม่ต้องก็คือไม่ไปต่อมันนั่นเอง  มันก็จะหมดสั้น..หมดสั้น  ไม่สั้น..ไม่ยาวต่อไป  หมดสั้น..หมดสั้น..ไม่สั้น..ไม่ยาว..สั้นสั้นเนี่ยหมด..แล้วจบ

ไม่ใช่ตัวปฏิบัตินะ  แต่นี่มันคือการปลง..คือการจบไงลูก..ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ  ถ้าปฏิบัติมันจะไปหน้าเรื่อยเลย  ลูกเจริญตัวไหน..มันก็ไปเรื่อยในตัวนั้น
สตินี่..ไม่ใช่ให้เจริญ..แต่ให้ตัด
สมาธิ..ไม่ใช่ให้เจริญ..ให้ตัด..จึงค่อยจบ
ปัญญาก็..ไม่ใช่ให้เจริญ..ให้ตัด..จึงค่อยจบลูก
สรุปลงสู่..ความไม่ยึดติดทั้งหมด  เรียกว่า..ตัด..ไม่ยึดติด..แล้วจึงค่อยจบ  ถ้าเป็นสติชนิดต้องเจริญ..สมาธิ..ปัญญา..ชนิดต้องเจริญ  แล้วลูกก็จะเยิ่นเย่อไปหน้าเรื่อย  เค้าเรียกว่า..ติดในธรรม..กรรมซ้อนธรรม  มันจะไม่จบ  ไม่ใช่ให้เจริญ..ให้จบ..ตัด  ไม่ต้อง..น่ะแหละ  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นั่นเรียกว่า..ตัด  ไม่ใช่เจริญ..ตัด  แล้วมันจะไม่เป็นภพ..เป็นชาติ..เป็นในอะไรทั้งนั้นลูก  ไม่ต้องไปหลงสุข..ไม่ต้องไปหลงทุกข์แบบไหน  ลุ่มๆดอนๆชั่วครู่..ชั่วคราว  มันจะไม่หลงลูก..เลิกหลง

ไม่ใช่สติชนิดเจริญ..เป็นสติชนิดตัด  ถ้าเป็นสติชนิดเจริญลูกก็ต้องไป..เทียวไล้..เทียวขื่อ..จดจ่อ..จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง  นั่นแหละมันจะหนักหน้าไปเรื่อย  ไม่ใช่หยุดซักที..ไม่จบซักที  อันนี้ชนิดตัดคือ..ไม่ต้อง  จิตแบบไหนลูกก็..ไม่ต้องไปตาม
รู้..ก็ไม่ต้องไปตามรู้  เห็น..ก็ไม่ต้องไปตามเห็น
รู้..ไม่ต้องไปต่อรู้  เห็น..ไม่ต้องไปต่อเห็น
นึก..ไม่ต้องไปต่อนึก  คิด..ไม่ต้องไปต่อคิด
ตัดความอาลัยอาวรณ์ในวิถีจิตทั้งหมด  แล้วลูกก็จะจบ..ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที  ไม่ใช่ข้างหน้า..อยู่แล้ว  พอลูกหยุดมันก็..นิพพานอยู่แล้วทันที  ไม่ต้องไปต่อไงลูก  พอหยุดก็..นิพพานอยู่แล้วทันที  รู้..ก็ไม่ต้องซ้อนรู้  เห็น..ก็ไม่ต้องซ้อนเข้าไปในเห็น  รู้..ก็ไม่ต้องซ้อนลงไปในรู้  เค้าเรียกว่า..ไม่เป็นตัณหาซ้อน  ลูกก็..นิพพานอยู่แล้วทันที

ก็โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละ  ลูกก็จะหมดพันธะภาระทางจิตทันที  มันไม่มีหรอกหนักหน้าไปเรื่อย  มีแต่..เลิกหนัก..เลิกหนัก..เลิกหนักหน้า  มันจะเลิกหนักไปข้างหน้าเรื่อย  มันจะไม่หนักไปข้างหน้าเรื่อย  มันจะตัดภาระ..ตัดเส้นทางแห่งพันธะภาระในทุกข์โทษทั้งหลาย..ในวัฏฏะ  นั่นน่ะมันรู้ไป..มันเห็นไป  มันก็ห่วงเต็มไปหมดแหละ  ไม่ต้องไปต่อลูก  รู้..ก็โดยไม่ต้องซ้อนรู้  นั่นแหละมันจะได้ตัดเส้นทางทุกเส้นทาง  จะได้จบทุกเส้นทาง  หลงจนไม่รู้ว่าตัวเอง..หลง  เพราะมันยิ่งรู้ก็ยิ่งหลงไง  ฉะนั้นมันจะไม่รู้ว่าตัวเอง..หลง  เพราะยิ่งรู้เท่าไหร่ก็..ยิ่งหลงเท่านั้น  มันไม่ตัดไง  อย่าไปต่อลูก..ถ้าต่อปั๊บมันจะหลงกล..กรรมอนุสัยเลย  หลงกลทันที  มันจะหลอกให้เป็นกรรมพันธุ์น่ะ  กัมมะพันธุง..เผ่าพันธุ์แห่งกรรม  มันจะหลอกให้เป็นกรรมพันธุ์  ไปต่อปั๊บ..มันจะเป็นกลไกของกรรมเลยลูก  เป็นลูกโซ่แห่งกรรมเค้าเรียก..กรรมพันธุ์..กรรมพันธุ์  เผ่าพันธุ์แห่งกรรม..กลไกแห่งกรรม

อันนี้มันไม่ใช่เป็นระบบค้นหา  ไม่ใช่เป็นระบบละเมอเพ้อพก..พิจารณาหารู้..หาอะไร..ใคร่ครวญหา  มันไม่ใช่เป็นระบบค้นหา..ไม่ใช่เป็นระบบตัณหา  นี่มันตรงๆ..ตัดตรงๆลูก  มันไม่ต้องไปเล็งหาเหตุ..หาผลอีกแล้วไงลูก   มันตัดตรงตรงนั้นเลย  เค้าเรียกว่า..ตัดหมดทั้งเหตุ..ทั้งผล..ตัดหมดเลย  เรียกว่า..ไม่อิงตัณหาไงลูก  เพราะว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตนี้ที่ผ่านมา..มันก็มีแต่เหตุกับผล  สร้างเหตุ..เสวยผล  สร้างเหตุ..เสวยผล  วนอยู่ด้วยเหตุ..วนอยู่ด้วยผลนั้นน่ะ  พุทธะมหาโพธิสัตว์ลงมาเนี่ย  มาสรุปเหตุ..สรุปผลให้  คือให้จบ..ให้นอกเหนือเหตุ..ให้นอกเหนือผล  แล้วลูกก็จบ..นิพพานอยู่แล้วทันที  วนอยู่แค่เหตุ..แค่ผล  คือกรรมกับผลของกรรม  ไอ้เหตุก็คือกรรมน่ะแหละ  ผลก็คือผลของกรรมนั่นเอง..เหตุกับผล  เพียงแต่ว่ามันคนละบัญญัติเท่านั้นเอง  แต่เนื้อหามันอันเดียวกัน  และยิ่งตัวหาเหตุก็คือตัวเหตุซะเอง..ตัวหาน่ะแหละ  และยิ่งพยายามที่จะมีเหตุมีผล  ก็ยิ่งพยายามสร้างเหตุ..สร้างกรรม  ก็ตัวตัณหานั่นเอง  อันนี้ให้จบเหตุ..จบผล  ชีวิตมันก็วนเวียนอยู่ด้วยการหลงสร้างเหตุ..เสวยผลนั่นแหละ

ต่อไงลูก..มันต่อธาตุ..ต่อขันธ์  เปลี่ยนไปภูมิไหนแล้วก็ไม่รู้จักอิ่ม..จักพอในภูมินั้น  เพราะมันอยู่ด้วยอำนาจของผลแห่งกรรม  ความพยายามก็ไม่ละทิ้งไง  ยังพยายามที่จะอั๊พเกรดต่อไปอีก  อั๊พ..อั๊พ..อั๊พ..อั๊พ  ดิ้นหนี..ดิ้นสู้  ดิ้นติด..ดิ้นหลุด  ไม่เลิกดิ้นซะที..มันจะได้จบ  ถ้าเลิกดิ้นก็..จบเลย  ให้จบตัวเองลูก..จบในตัวเองนั่นแหละ  จะได้นอกเหนือ..เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..เป็น  อันนี้เรายังให้ความสำคัญกับการ..เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย  กับการอยู่..การเป็น..การอยู่  เค้าเรียกว่าเป็นทาสมัน

ลูกก็ฟังนะ..ฟังดีดีแล้วก็จบตามนั้นแหละ  ทุกอย่างก็คือ..ไม่ต้อง  จิตแบบไหนลูกก็..ไม่ต้อง  ไม่ต้องไปตาม..ไม่ต้องไปต่อ  รู้..ก็ไม่ต้องไปต่อซ้อนรู้  เห็น..ก็ไม่ต้องไปต่อซ้อนเห็น  ไม่ต้องน่ะแหละลูก  มันจะตัดให้เองทั้งหมด  ท่านไม่ให้คิดมากหรอก  ให้ตัดแบบหมดสั้นเลย..ตัดแบบสั้นสั้น..หมดสั้น..ไม่ให้คิดมาก  ไม่ให้ปฏิบัติยากหรอก  เพราะไอ้คำว่าปฏิบัติยากนี่..ท่านไม่ต้องสอนหรอก..มันชำนาญอยู่แล้ว  ทุกคนก็ชอบปฏิบัติแบบยากๆอยู่แล้ว  ชอบทำตัวเองให้มันยากไปซะเอง  ชอบทำตัวเองให้มันยุ่งไปซะเอง  ชอบทำจิตตัวเองให้มันยากไปซะเอง  ท่านไม่ต้องสอนหรอก..ไอ้ปฏิบัติยากยาก  เพราะสัตว์โลกมันปฏิบัติกันอยู่แล้ว  ชอบทำจิตตัวเองให้ยากไปซะเอง..ยุ่งไปซะเอง  ไอ้ของพวกนี้ท่านไม่ต้องไปสอนหรอก  มันมีอยู่แล้ว..ท่านให้จบ..ท่านให้ง่าย..ให้สั้น  ไอ้ต้อง..ตั้ง..ท่านไม่ต้องไปสอนหรอก  เพราะว่าสัตว์โลกมันชอบต้อง..ชอบตั้งกันอยู่แล้ว  ทั้งตัวตั้ง..ทั้งหน้าตั้ง..ทั้งจิตตั้ง  จนหน้าดำ..หน้าเขียว..หน้าเหลืองไปหมดแล้ว  ท่านไม่ต้องสอนหรอก

ฉะนั้นท่านจะให้เฉพาะในสิ่งที่มันไม่ยุ่งยากเท่านั้นลูก  ไม่ต้องยุ่ง..ไม่ต้องยากลูก..ไม่ต้องลำบาก  ท่านจะให้ในสิ่งที่พ้นทุกข์เท่านั้น  ไอ้เรื่องทุกข์ท่านไม่ให้หรอก  เพราะสัตว์โลกชำนาญทุกข์กันอยู่แล้ว  สัตว์โลกมันชำนาญทุกข์กันอยู่แล้ว..อะไรก็ทุกข์ไปหมด  ท่านไม่ต้องไปให้หรอก..ไอ้แนวทางทุกข์ทุกข์  ท่านให้พ้นทุกข์อย่างเดียว..ท่านให้จบอย่างเดียว  ไอ้ที่ไม่จบ..ท่านไม่ให้หรอก  เพราะว่าสัตว์โลกชำนาญกันอยู่แล้วในการวกวน

ฉะนั้นจิตก็คือ..ไม่ตั้งลูก  จิตก็คือ..ไม่ต้อง
จะจิตแบบไหนก็ตามที  ลักษณะอารมณ์..ความรู้สึกแบบไหนก็ตาม  ลูกก็คือ..ไม่ต้อง..ไม่ต้องไปต่อ
ถ้าต่อ..ลูกก็หลงกล..กรรมอนุสัยของตัวเอง  หลงความเคยชิน..ในกรรมอนุสัยแห่งตนเอง

                                          +++++++++++++++++++++++++++++++
                 




No comments:

Post a Comment