Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#2

  • โคตรเง้าของทิฐิ(อวิชชา) ก็คือ  ตัวดู  ตัวรู้
      ด้วยความไม่รู้(เรื่อง)  ก็เลยหาเรื่อง(รู้) ด้วยการอุปโลกน์ตัวดู  ตัวรู้ขึ้นมา แล้วก็ได้เรื่อง(ที่ไม่เป็นเรื่อง)ทุกข์ๆ(ขันธ์5)ทั้งนั้น  ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเรื่อง(ขันธ์)ที่ยึดหรือเอาไม่ได้จริงทั้งนั้น คือเป็นเรื่อง(สิ่ง)ที่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องธรรมะ หรือ เรื่องกิเลส  เพราะโดยสัจจะแล้วมัน ไร้ หรือ ปราศจากเรื่อง ในแต่ละธาตุ แต่ละขันธ์เองอยู่แล้ว

ความไม่รู้เรื่อง (อวิชชา)คือ ไม่รู้ว่าโดยสัจธรรมแล้ว ทุกสรรพสิ่ง- ทุกสภาวะ มันไม่ยึดติดตัวมันเองอยู่แล้ว ปล่อยกันเองอยู่แล้ว, วางกันเองอยู่แล้ว หลุดกันเองอยู่แล้ว(อนิจจัง) มันจึงไม่อาจเป็นอะไร ๆ ได้จริง ๆ(อนัตตา) ความเป็นจริงดังกล่าวนี้ไม่เนื่องด้วยเหตุ-ปัจจัย  นอกเหนือกาลเวลา ดังนั้นทุกสรรพสิ่งจึงไม่มีอะไรต้องการ  หรือไม่ต้องการอะไร ไม่มีอะไรเอาอะไร   ไม่มีธาตุใดขันธ์ใดย้อนมากำหนดตัวมันเอง มันวางแม้ตัวมันเองอยู่แล้ว มันจึงมิได้พยายามจะเป็นตัวมัน หรือพยายามจะเป็นอะไร ๆ มันจึงเป็นสิ่งที่นอกเหนือเจตนากรรมหรือปฏิบัติการใดๆทั้งสิ้น   ไม่มีธาตุใดขันธ์ใดก้าวก่ายข้ามธาตุ- ขันธ์ด้วยตัวของมันเอง  ถ้าจะเป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะด้วยโมหะ ตัณหา อุปาทานพาไป(ทำขึ้น = เจตนากรรม) ไม่มีอะไรต้องการที่พึ่ง, ไม่มีอะไรจะอิงอาศัยอะไรได้จริง....หลอก

   นอกจากนั้นทุกธาตุ- ขันธ์ ไม่มีความหมายในตัวมันเอง มันปราศจากความหมายแห่งความเป็นอะไรที่แท้จริง(อนัตตา) ที่เป็นก็เป็นเพียงชั่วคราว- ชั่วครู่ หรือเป็นแค่… ทั้งหมดนี้คือธรรมชาติเดิมๆของทุกสรรพสิ่ง  ความเป็นไปแบบนี้เรียกว่าเป็นไปแบบ ธรรมโดยธรรม (ปราศจากหรือไร้ซึ่งเจตนากรรม ไม่ใช่จากสิ่งที่ว่า “เพื่อ”)  การรู้-ตามความเป็นจริงดังกล่าวนี้เรียกว่า สัมมาทิฐิ

ความไม่รู้เรื่อง(อวิชชา)เรียกว่า โมหะทิฐิ แสดงออกมาในรูปของการหลงทำตัวรู้ ตัวดูขึ้น เรื่องที่เกิดตามมาจากการทำรู้(ตามรู้ ตามดู สังเกต...)ก็คือความเข้าใจที่เรียกกันว่า  “ทิฐิ”(ความเห็น) แต่โดยทั่วไปจะเข้าใจกันว่ามันคือปัญญา(วิชชา) แต่ที่แท้มันก็คือลูกหลานเหลนของอวิชชาทั้งนั้น(เป็นปัญญาในเชิงทิฐิ  ผู้ที่เจริญรู้-เจริญเห็นจึงต้อง-คาหรือมีทิฐิอิงอาศัย
ในจิตในใจไปเรื่อยๆ ไม่อาจจะตรงต่อว่างได้อย่างแท้จริง) แล้วมันจะกลับไปทำลาย(โคตร-อวิชชา) ตัวมันเองได้อย่างไร?

             ที่แนบเนียนมากคืออวิชชาจะหลอกให้แสวงหาปัญญานานาประการก่อเกิด กรรมซ้อนธรรม (ก็ยิ่งกำขันธ์) กลายเป็น กรรมบัง ไม่อาจพ้นทุกข์(จากอุปาทานในขันธ์)ได้จริง เพราะเลยหรือเกินพระนิพพาน ท่านจึงกล่าวว่าการปฏิบัติ(ทำ-กรรม)ปิดบังพระนิพพาน

  • อย่าได้ทำการ “ ปล่อยวาง ” เด็ดขาด

เพราะนั่นคือ ขบวนการของการ ติด ไปเรียบร้อยแล้ว  เนื้อหาที่แท้ของการปล่อยวาง คือ ไม่สนใจ แต่การ ไม่สนใจ นั้นต้องประกอบด้วยการที่ รู้ความจริง = ปัญญา(ตัด) = สัมมาทิฐิ = อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของทุกสรรพสิ่ง หากไม่เช่นนั้นแล้ว การปล่อยวาง  การไม่สนใจ ก็อาจถูกบงการ  หรือครอบงำด้วย ความหลง  อาจกลายเป็นการปฏิเสธสภาวะหรือยึดติดทิฐิที่ว่า ปล่อยวาง หรือ ทิฐิที่ว่า ไม่สนใจ   กลายเป็นว่า “ ยึดติดกับความไม่ยึดติด ”

 การปล่อยวางโดยเนื้อหาหมายถึงความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงที่ว่า “มันปล่อยวางกันเองอยู่แล้ว” มิใช่ เราหรือฉันไปทำการปล่อยวางมัน  เราอาจจะทำการปล่อยวางมันสำเร็จ แต่ที่ยังเหลืออยู่คือเราเป็นผู้เสวยผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จอยู่ นั่นจะเรียกว่าปล่อยวางที่แท้จริงหรือ?  จึงเป็นเพียงปล่อยวางเทียม(เนื่องด้วยเจตนา)ซ้อนการปล่อยวางแท้(ไม่เนื่องด้วยเจตนา) การปล่อยวาง จึงมิใช่ทั้งการยอมรับหรือการปฏิเสธ แต่เป็นด้วยเพราะเข้าใจ ความเป็นจริง ของปรากฏการณ์แล้วไม่เข้าไปยุ่ง หรือไม่ทำ...อะไรให้วุ่นวาย...ไปซะเอง

  • อวิชชา

อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้เรื่อง เราจะทำให้อวิชชาหมดไป ด้วยการมีวิชชาเยอะๆ ให้มากที่สุด อย่างนั้นหรือ  นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง  เพราะอะไรจึงกล่าวอย่างนั้น  ก็เพราะว่า อวิชชานั่นเองเป็นผู้สั่งให้หา  ความรู้  ความเข้าใจ (วิชชา) มาเสวย ดังนั้น สิ่งที่ได้มาจากความเพียร(อยากรู้)ที่ชื่อว่า ปัญญา  วิชชานั้น จะกลับไปทำลาย   อวิชชา ได้อย่างไรกันเล่า  อวิชชา มันหลอกให้ดิ้นรน(ให้ค่ากับการรู้-คอยรู้-คอยดู) รู้ตัวบ้างไหม

        เปรียบเหมือนกับ ยักษ์ มันบอกว่าผู้ที่จะฆ่ามันได้  ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้  ถ้าจะฆ่ายักษ์ให้ตาย ก็ให้หามนุษย์ตามเกณฑ์นั้นมา แล้วมนุษย์ก็พยายามฝึก พยายามทำให้ได้ตามเกณฑ์นั้นคาดว่าจะฆ่ายักษ์ให้ตายได้จริงๆ แต่กลับกลายไปเป็นอาหารของยักษ์ซะเอง  ยักษ์ก็อ้วนพลี สบายใจเฉิบ นี้เรียกว่า “อวิชชา ใน วิชชา”

             ด้วยความไม่รู้(อวิชชา)มันจะผลักดันให้เกิดการดิ้นรน,แสวงหา,สร้าง,ทำ, เอาปัญญา กลายเป็นตัณหาในปัญญา หรือ กิเลส ในธรรมะนั่นเอง และที่สำคัญ เมื่อโมหะได้สติเป็นกำลัง ได้สมาธิเป็นกำลัง  ได้ฌาน ได้ญาณ ได้ปัญญาเป็นกำลัง มันก็จะอลังการมาก  ละเอียดและแนบเนียน ดูดีเสียจริง ๆ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผู้ปฏิบัติทำ  อดที่จะหลงใหล (แอบยึดหรือติดอยู่โดยไม่รู้ตัวว่าติดอยู่) เสียมิได้  ถ้าไม่เอะใจ หรือเฉลียวใจ หรือได้ยิน ได้ฟัง สัจธรรมจากองค์พุทธะ มหาโพธิสัตว์แล้วละก็  รอดจากความหลง(รู้)นั้นได้ยากส์...มาก

 อวิชชา  จะยุติหรือจบ....ได้อย่างไร?

อวิชชา จะยุติ หรือ จบไม่ได้ ด้วยการกระทำ(กรรม)ให้ยิ่งๆขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น มโนกรรม(พัฒนาจิต)  วจีกรรม  กายกรรม ให้ดีเลิศที่สุด แล้วจะสำเร็จ.... มิใช่เช่นนั้น

  • ใจ ต้องตรงต่อเนื้อหาของ สัจธรรม ความเป็นจริง ที่ว่าทุกอย่างไม่มี

ความหมายในตัวเอง  ทุกอย่างไม่ใช่อะไร ทุกอย่างไม่ใช่สิ่งยึดติดตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านจึงเตือนไว้ว่า “ทุกอย่างคือไม่”   “ไม่ คือทุกอย่าง” เพื่อเตือนใจ(ให้คลายอุปาทาน) แล้วใจจะเลิกก่อ เลิกสร้างกรรมทางใจ(กิริยาจิต) ก็คือเลิกความดิ้นรนทางใจ....สงบ..เย็น..ไปเอง

  • ให้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ใจ เป็นสิ่งที่ว่างอยู่แล้ว  ไม่ใช่เจตนากรรมไม่ต้องการที่อยู่หรือที่ยึดเกาะ  ไม่มีขอบเขต ไร้ขอบเขต โปร่ง  โล่ง  โพล่ง  เบา (ไม่มีน้ำหนัก)
  • การปรากฏขึ้นของสิ่งใดก็แล้วแต่ ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่ ใจแต่มันคือ สิ่งปรุงแต่ง  โดยเฉพาะ ตัณหา  อุปาทาน  เป็นสิ่งปรุงแต่งที่จะอยู่ในรูปแบบของความพยายามหาที่ อยู่  ที่ ยึด ที่ เกาะ อันเป็นเหตุนำทุกข์ทุกรูปแบบมาให้ใจ ที่เรียกว่า หนักใจ (ใจมีน้ำหนัก)
  • บทสรุปที่เด็ดขาดในการป้องกัน – รักษา,เยียวยา – แก้ไข อวิชชา ความหลง ก็คือ ปรากฏการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่เกิดกับกายหรือใจ  “ไม่ใช่”ทั้งหมด นั่นแหละเพราะเมื่อไรที่เราว่า “ ใช่ ” เมื่อนั้น หรือที่นั่น หรือสภาวะนั้น จะกลายเป็นเป้าให้ อุปาทานได้ เกาะ ยึด ทันที โดยเฉพาะการบรรลุสภาวะที่ว่าดีๆ ทั้งหลาย (ธรรมะ)นั่นแหละ เป็นเป้าที่อุปาทานจะได้ที่ยึดไว้และ(แอบ)ติดอยู่อย่างแนบเนียนมาก...

          อวิชชา  แปลว่า ไม่รู้เรื่อง ก็เลยหา  ทำ  รักษา  ระวัง  เอา อะไร ๆ ไม่เอาอะไร ๆ หลงสร้างขั้น  สร้างตอนขึ้นมา  อันล้วนเป็นสมุทัยโดยเนื้อหา  แล้วก็ตีกลับมาเป็นความวุ่นวายกดดันอะไรๆไปซะเอง  แทนที่จะเป็นการละสมุทัย กลับเป็นการเจริญสมุทัยไปซะแทน

         เมื่อได้สดับสัจจะอย่างแจ่มแจ้งและดำเนินชีวิตตรง สอดคล้องต่อความเป็นจริงนั้น สมุทัยก็เป็นอันถูกละ(คือไม่เจริญสมุทัย), ความพ้นทุกข์(นิโรธ-ซึ่งก็มีอย่างสมบูรณ์แล้วด้วย)ก็แจ่มแจ้งไปเอง

         ตำรากล่าวไว้ว่า “อวิชชา ปัจจยา สังขารา” แปลว่า “อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร”

สังขารนั้น พิจารณาได้ 2 นัย

    นัย 1  สังขารโดยความเป็น สิ่งปรุงแต่ง ขันธ์เดิม ที่มีมาพร้อมกับการเกิดนับได้ว่าเป็นผลจาก ของเก่า หรือ ของเดิม หรือ ขันธวิบาก ซึ่งก็คือขันธ์ 5  ประกอบด้วยรูป- เวทนา – สัญญา – สังขาร – วิญญาณ (เป็นผล จากความหลงยึด- หลงอยากในขันธ์ เทียบได้กับกองทุกข์ในทุกขสัจ ) รวมทั้ง ผล หรือ วิบาก จากความคุ้นชินเดิมในแง่ของการเข้าไปกระทำ(กิริยา- กรรม) ที่เรียกว่า กรรมอนุสัย , ความเคยชิน ที่จะทำอะไรๆตั้งแต่มโนกรรม วจีกรรม กายกรรมคือเป็นการทำจนชำนาญ- ชิน- คุ้นเคยที่จะไหล ไม่ว่าจะทำทางไหน จะเป็นกุศล- อกุศล- กลางๆก็ตาม ความเคยชินที่จะทำอะไรๆนี้เรียกว่าเป็นผลจากการที่เคยหลงทำซ้ำ ๆ มาเรื่อยๆ ก็เลยดูเหมือนเป็นนิสัย   เป็นบุคลิก  บางคนก็ไปหลงผิดเข้าใจว่านี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา- ของเรา

                     นัย 2  สังขารโดยความเป็น สิ่งปรุงแต่ง  คือ สร้างขึ้น ทำขึ้น ซึ่งต้องประกอบด้วย เจตนา ที่เรียกว่า  กรรม หรือเรียกรวมว่า  เจตนากรรม(สังขารคือกรรมภพ นับเป็นความเกิดทางใจเรียบร้อยแล้ว) อันที่ปรากฏเป็นปัจจุบันขณะ  ยังมีชื่ออื่นอีกเช่น ความจงใจ ความตั้งใจ  สังขารโดยนัย 2 นี้เองคือสมุทยสัจ คือยิ่งสร้างมากๆ ยิ่งทำให้มาก  ก็คือยิ่งปรุงแต่ง(สังขาร)มาก  ผลผลิต ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็น เลือดเนื้อเชื้อไข ของ ความไม่รู้ หรือ อวิชชา ทั้งสิ้น  เป็นไปด้วยอำนาจของ  โมหะ  ความหลง   ความยึด  ความอยาก  (อุปาทาน  ตัณหา)

                  ดังนั้นผลผลิต ที่เนื่องจาก การทำ  หรือปรุงขึ้นมาภายหลัง  โดยเฉพาะหากเนื่องมาจากความ จงใจ (นี้หมายถึง เรื่องของจิตใจ ที่ขอยืมภาพมาใช้ว่า ปฏิบัติธรรม ไม่เกี่ยวกับเรื่องสมมติภายนอก) ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่า ธรรมะ เช่น สติ  สมาธิ  ฌาน  ญาณ  ปัญญา  ก็ล้วนแล้วแต่มีตัณหา–อุปาทาน (สมุทยสัจ)  เคลือบ - คลุมสอดไส้ตลอดสาย นั่นเอง  คือตัวปฏิบัติที่ใช้ความจงใจ- เจตนามาก-น้อย ขนาดไหนก็ตาม  ก็หมายถึง การเจริญสมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ควบไปด้วย  แทนที่จะละสมุทัยดังที่องค์พุทธะมหาโพธิสัตว์ ได้ชี้ทางไว้

           สิ่งปรุงแต่งที่เรียกว่า การปฏิบัติทำนี้ร้ายกาจที่สุด  เพราะมีตัณหา – อุปาทานที่แฝงซ่อนมากับสิ่งที่เรียกว่า ปฏิบัติ  เช่น การกำหนด การตามรู้ – ตามดู – เฝ้ารู้ – เฝ้าดู    สังเกต   ประเมิน  ทบทวน  หรือแม้แต่การพิจารณาก็ตาม ล้วนเป็นการหลงให้ค่าให้ความหมาย  ซึ่งเป็นเนื้อหาของตัณหา  อุปาทานทั้งสิ้น เป็น ตัณหาในธรรมะ อุปาทานในธรรมะ อันนี้ไม่จบ  ดังนั้น เพื่อไม่ให้ หลง เป็นเหยื่อ ที่จะสืบสาน ภพ–ชาติไม่รู้จบสิ้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(อริยมรรค)  จึงให้ตรงต่อ ไม่...อยู่แล้ว  ให้ดีๆ นี้คือ ทางสายเอก ซึ่งเป็นความจบของสภาวะเองอยู่แล้ว  มิใช่สิ่งที่ต้องดำเนินหรือการเจริญ (งม)ทางไปเรื่อยๆแล้วคิดว่า  เข้าใจว่า  เชื่อว่า  คาด(เดา)ว่า จะถึงความจบ...หาเป็นเช่นนั้นไม่

No comments:

Post a Comment