Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#29

จะเข้าใจ “มัชฌิมาปฏิปทา”ได้ดียิ่งขึ้น  ลองนึกถึงสมัยเจ้าชายสิทธัตถะที่ยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า   ด้วยเพราะพระองค์ก็ไม่รู้จักทางสายกลาง หรือมรรคมาก่อน แล้วก็ไม่รู้อริยสัจ 4 มาก่อนด้วย    ดังนั้น ขณะที่จิตของพระองค์ดำเนินอยู่บนทางสายกลางนั้น ท่านก็ไม่รู้ว่านี้คือสิ่งที่เรียกว่า ทางสายกลาง เพียงแต่ท่านรู้ได้ด้วยประสบการณ์ตรงของท่านที่ได้ลองผิดมาแล้ว จึงได้รู้แง่มุมของสิ่งสุดโต่ง 2 ฝั่ง ทั้งกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ว่าเนื้อหาของจิตเป็นอย่างไรบ้าง เพียงแต่พระองค์ไม่หลงไปทำเช่นนั้นอีก(ติดฝั่งทั้ง 2 ฝั่ง) จิตใจของพระองค์ก็ดำเนินอยู่บนทางสายกลางโดยเนื้อหาทันที  มิใช่พระองค์มีเจตนาจะทำ – สร้าง – ปรุง – แต่ง ทางสายกลางขึ้น หรือเจตนา – จงใจอยู่กับทางสายกลาง เพียงเพราะจิตใจของพระองค์ งดเว้นเจตนาหลงไปติดฝั่งเท่านั้นเอง จิตใจของพระองค์ก็ดำเนินเป็นมัชฌิมาปฏิปทาโดยปริยาย ให้เราเข้าใจรหัสนัยของทางสายกลางดี ๆ จะได้ไม่หลงติดฝั่ง   แล้วเข้าใจว่าขณะนี้เจริญสัมมามรรคอยู่
              ทางสายกลางถูกตีความหมายไปได้หลายอย่าง หลายทาง ขึ้นกับทิฐิของคน เรียกว่า   กลางใคร   กลางมัน ก็ว่าได้
ทางสายกลางโดยเนื้อหา  หมายถึง

ความพอ อยู่แล้ว       ไม่ใช่  ความพอดี หรือความดีพอ
                               หรือความเพิ่มอะไร หรือความลดอะไร
ความไม่แตกต่าง , ความเสมอภาค,ความไม่แบ่งแยก      ไม่ใช่ อะไรดีกว่าอะไร  อะไรด้อย
                                                                                 กว่าอะไร   อะไรเหนือ - อะไรใต้อะไร
ความสมบูรณ์เต็มเปี่ยม   ไม่ใช่การสะสมจนถึงความสมบูรณ์พร้อม หรือต้องเติมแต่งสิ่งใดๆอีก
ความหยุด            ไม่ใช่   การไปหรือการมา  การออกการเข้า  การถึงหรือไม่ถึง  การรอคอย
                             ดิ้นรน หรือการแสวงหา  แต่ก็มิใช่การทรง การดำรง  การอยู่  การแช่กับอะไร

ความไร้ซึ่งเจตนากรรม     ไม่ใช่  สิ่งที่เนื่องด้วยการกระทำ หรือเจตนาทำขึ้น,ไม่ใช่งานทางใจ

                     ทางสายเอก (ทาง – สาย – เอก)
เป็นเพียงชื่อว่า “ทาง” แต่โดยความเป็นจริง คือ ไร้-ปราศจาก-ไม่มี สิ่งที่เป็นทางจริงๆ คือ ไม่มีทาง หรือ ทางไม่มี
สายก็เป็นเพียงคำขยายความของคำว่าทาง เรียกว่าสรรพนาม
เอก หมายถึง หนึ่งเดียว ไม่มีสอง(โท)โดยเนื้อหาคือ ตรงต่อสัจจะ ,ตรงต่อความดับ(นิโรธ) , ตรงต่อพระนิพพาน , ตรงต่อความหลุด ,ตรงต่อความไม่ติด ,ไม่ขัด ,ไม่ข้อง , ไม่คา ตรงต่อไม่ต้อง ตรงต่อไม่ตั้ง , ตรงต่อไม่เนื่องด้วย  , ตรงต่อไม่…อยู่แล้ว
เอกยังมีเนื้อหา คือ พ้นจากความเป็น ธรรมคู่ เช่น ดี- ชั่ว ถูก- ผิด บุญ- บาป ซ้าย- ขวา ฯลฯ ในความหมาย คือ เหนือโลก หรือพ้นโลก(โลกอุดร,โลกุตตระ)

        ทางสายเอก
ทาง (ที่ไม่ใช่ทาง) ออก เรียกว่า OUT(ออก)
ไม่ใช่ IN ( เข้า)
และไม่ใช่ทาง เอา หรือ เอาทาง
โดยเนื้อหาจริงๆมันไม่ใช่ กิริยา หรือ กรรม(การกระทำ)ที่มีการ IN การ OUT เหมือน เดิน- วิ่ง เข้า- ออก นอก หรือใน
โดยเนื้อหา คือ ใจที่ตรงต่อความเป็นจริงของทุกสภาวะ แล้วยุติทำ ยุติการดิ้นรน ยุติการแสวงหา ยุติการเลือกสภาวะ  ยุติการเข้าหรือออก นี้เรียกว่า ออกจากทุกข์ คลี่คลายหรือดับทุกข์ หรือละสมุทัย
ไม่ใช่การกระทำใดๆทั้งสิ้น ไม่ใช่การปรุงหรือแต่งให้ใจมีที่อยู่ ให้ใจเป็นอย่างนั้น- อย่างนี้ ที่เรียกว่าการฝึกใจ การทำใจ หรือที่เรียกกันเก๋ไก๋ว่า “ การพัฒนาจิต ”
ไม่ใช่ความพยายาม ไม่ใช่ความพยายามที่จะคอยอยู่กับอะไร ไม่ใช่ความพยายามที่จะเป็นอะไร
ไม่ใช่การกระทำให้มีอะไร ให้ได้อะไร หรือหมดจากอะไร
กริยา- กรรม- การกระทำ- ความพยายาม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่คือส่วนเกิน ส่วนเลย ธรรมแท้ไปแล้ว  ทั้งสิ้นและทั้งหมดนี้ก็คือ เหตุแห่งทุกข์ เกินมากก็ทุกข์มาก เกินน้อยก็ทุกข์น้อย เลิกเกิน ก็คือพอ เรียกว่า พ้นทุกข์

ทางสายกลางโดยเนื้อหาคือ ความไม่แปลกแยก ความไม่มีความหมาย ความตรงต่อความเป็นจริง  ความไม่ใช่ทั้งหมด สละทั้งหมด จาคะทั้งหมด ความไม่ติด – ขัด – ข้อง – คา ไม่ได้เกิดเพราะความจงใจทำขึ้น หรือให้เป็นไป แต่ตรงกันข้ามคือ หมดความจงใจที่จะปรุงขึ้น

 ตามตำรา กล่าวว่า มรรคให้เจริญ แต่ถ้าเราไม่รู้เนื้อหาของมรรคที่แท้จริง(สัจจญาณ) โอกาสที่เราจะเสียเวลา – ทุกข์ยากลำบากกับการปฏิบัติ  เพราะดันไปเจริญทางอ้อม – มิจฉามรรค

เมื่อถึงขึ้นตอนที่ 2 (กิจจญาณ) คือ มรรคให้เจริญ คนทั่วไปก็จะเข้าใจคำว่า เจริญ หมายถึง การกระทำ จงใจ เจตนา  ตั้งใจให้มาก ไม่ว่าจะทำข้างนอก หรือทำข้างใน ทำบ่อย ๆ มาก ๆ ยิ่งดีเช่นทำความรู้สึกตัว  ทำสติ ทำสมาธิ ทำรู้เป็นต้น  เรียกว่าเป็นการปรารภความเพียร  แต่เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหาของสัจธรรม และเนื้อหาที่แท้จริงของสัมมามรรค  ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ตรงหรือสอดคล้องต่อสัจธรรมแล้ว  ย่อมผิดเพี้ยนต่อเนื้อหาของมรรคที่แท้ได้ง่ายๆ  ท่านจึงสรุปว่า มรรคที่แท้ อันตรงต่อความเป็นจริง ที่เรียกว่า สัมมามรรค ก็คือ ไม่ทำ


ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคมีองค์ 8 = ทางสายกลาง
 ให้เจริญ การไม่ทำกรรมกิเลสใหม่ และไม่ทำตามทำต้านอนุสัยเก่า เพราะของเก่าที่สัตว์โลกเป็นไปกันอยู่นี้ ก็เป็นความหลงกระทำ ด้วยโมหะ – ตัณหา - อุปาทานอยู่แล้ว
 ยุติเจตนากรรม คือ ไม่หลงจงใจกระทำกรรมทางใจเป็นอาทิ
 ยุติทำ เพราะของเก่า – ความคุ้นชินเดิม ๆ เค้าจะหลอกล่อก่อให้เกิดเจตนากรรม   อันเป็นการไปตอกย้ำความหลงเก่า ๆให้เหมือนมีอยู่  กลายเป็นการสร้างเหตุซ้อนผล และต้องหมุนวนรับวิบากกันต่อไป
ใหม่ ๆ ก็อาศัยการเตือนใจตนเองอย่างที่เคยกล่าวไว้ เรื่อย ๆ ไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันตามปกตินี้เอง  นี้แหละภาษาเค้าเรียกว่า เจริญ แต่ไม่ใช่การเฝ้าคอยเตือนนะ ไม่ใช่การระแวง – ระวัง –รักษาคือ เมื่อระลึกได้เมื่อไหร่ ก็ค่อยเตือน – สรุปสัจจะให้กับใจไปเรื่อย ๆ

จะว่าไปแล้วการฟังธรรมะที่มีเนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรม การสนทนาธรรมแลกเปลี่ยน ความรู้ ความเข้าใจกับกัลยาณมิตรที่มีความเข้าใจตรงต่อเนื้อหาของสัจธรรมจริง ๆ ไม่หลงภาษาที่จะชี้นำไปสู่ความหลงผิดต่อสัจจะ การอยู่ตัวคนเดียว  ไม่แส่หาเรื่องพูดคุยหรือการคลุกคลี ทำให้มีการกลั่นกรองธรรมะนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการเจริญมรรคได้เช่นกัน ข้อสำคัญมิใช่ฟังเพื่อความรู้ – จะเอาปัญญา คอย – เฝ้า – เพลิน – สนุกกับการสนทนา หรือพยายามหมกอยู่ตัวคนเดียว คือ ให้ชีวิตดำเนินไปแบบธรรมดา ๆ เรียบง่าย ไม่ใช่การจัดฉาก จงใจเลือกสถานการณ์ โดยไม่ต้องไปแบ่งว่าอะไรคือโลก อะไรคือธรรม เรียกว่า นอกเหนือกาละ (เวลา) เทศะ (สถานที่) ไม่ใช่หนีโลกมาเอาธรรม หรือ  ยึดธรรมแล้วปฏิเสธโลก

    เมื่อใจตรงต่อเนื้อหาของความเป็นจริงแล้ว
        - โมหะจะสลายไปเอง  ( โมหะก็ไม่เที่ยง) เพราะไม่นำเสนอหรือไม่ทำสนองต่อตัณหา
        - ความดิ้นรน การแสวงหา การรอคอย ความระแวง  ระวัง รักษา  ประคองจะหายไปเอง
        - การเพลิน – การจม – การแช่ – การหมักดองสันดานให้เป็นอนุสัย อาสวะจะค่อยจืดจางไป
        - พันธะ- ภาระ– พันทาง – เครื่องร้อยรัด  ( สังโยชน์) จะสลายไปเอง

               อย่าเที่ยวได้ไปทำการละสังโยชน์เข้าเชียวนา...แล้วจะหาว่าไม่บอก...
                             ให้รู้ซะบ้างว่าตัว “ทำ”นั่นแหละคือตัวสร้างสังโยชน์ซะเองเลย

No comments:

Post a Comment