Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#28

สัญญาที่ตรงต่อสัจธรรม หรือสัญญาที่เมื่อระลึกถึงแล้ว  จะตัดความหลง ตัดความเมา ความเพลินในอารมณ์ใด ๆ ก็ตาม อันมีผลคือ “ใจ” ยุติทำ อาจเรียกสัญญานั้นได้ว่าเป็น “นิโรธสัญญา” เช่น อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากแล้วมีอานิสงส์มาก  สามารถหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

       
       ดังนั้น สามารถกล่าวได้ว่า สัญญา ก็คือ ปัญญา โดยเฉพาะเมื่อสัญญานั้นตรงต่อความเป็นจริงแท้ และจิตใจเราก็เห็นจริงตามนั้นอย่างซาบซึ้ง เมื่อระลึก  เตือน สำเหนียกถึง คำนึงถึง จะมีผลคือ ตัณหาจะดับไปเอง (มิใช่เตือนเพื่อไปดับตัณหาหรือเพื่อให้สภาวะดับ) และเมื่อตัณหาดับก็หมายถึง นิโรธอยู่แล้วทันที มิใช่เพราะตัณหาดับแล้ว ทำให้เกิดนิโรธ แต่เพราะการมีตัณหา ทำให้มันเลยนิโรธในตัวมันเองที่มีอยู่แล้วไปเสีย พอเมื่อตัณหาดับ(ของมันเอง)  มันก็หยุด เกิน -เลย เรียกว่า จบหรือตรงต่อดับ นิโรธ วิมุติ นิพพาน หรือไม่ต้องเรียกว่าเป็นอะไรก็ได้  จะตรงที่สุด

การเตือนใจจะเรียกว่า สติสัมปชัญญะ(ความรู้สึกตัว)ก็ได้ เน้นว่าเป็นสติที่จบ เพราะสรุปถึงความเป็นจริงแท้ของทุกสภาวะ  เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญา คือความตื่นพร้อม   ตื่นโพล่ง  ตื่นไม่มีขอบเขต  ตื่นไม่ติดตื่น
การเตือนใจจะเรียกว่าการดำริก็ได้  เป็นการดำริที่ไม่เข้า – ไม่ออก คือ เป็นการดำริที่ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง เช่น เพื่อให้มี  เพื่อให้ไม่มี  เพื่อให้หลุด เพื่อ ๆ ๆ  เรียกว่า สักว่าดำริถึง  คิดถึงความจริงของสภาวะเท่านั้นล้วน ๆ ซึ่งตรงกับองค์มรรคที่ 2 คือ สัมมาสังกัปโป โดยเนื้อหา

              สัมมาสังกัปโป    ดำริชอบ ตามตำรา คือ    - ดำริออกจากกาม
                  - ดำริออกจากพยาบาท
                  - ดำริออกจากการเบียดเบียน

           เนื้อหาที่แท้จริงของความดำริชอบ หมายถึง
- ไม่ดำริเข้า ซึ่งเป็นเชิงหาเรื่อง คือ ไม่หาเรื่องเข้ามา ไม่ไปหาเรื่องเข้ามา เช่น ไม่เจตนาคิดหาเรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในแง่กาม พยาบาท เบียดเบียน นี่เรียกว่า ไม่สร้างของใหม่ หรือไม่เพิ่มกรรมอนุสัยใหม่  (แต่เก่าในเนื้อหา)
- ดำริไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย กับของเก่าที่ผุดโผล่ขึ้นมาจากความเคย ความคุ้น  เวลาตากระทบรูป  หูได้ยินเสียง  ใจคิดนึกขึ้นเองที่เรียกว่า ของเก่า หรืออนุสัยเก่าคือไม่ไหลตาม  ทำตาม,ไม่คิดต้าน  ทำต้าน,เอา, IN,กับอารมณ์  ความรู้สึก  ความนึกคิดที่ปรากฏเองนั้น

ทั้งไม่ดำริเข้าและดำริไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย อันนี้ท่านเรียก ดำริออก ไม่ใช่ พยายามจะออกจากอารมณ์ ออกจากความคิด  ซึ่งทั้งความพยายามและการออกมันเป็นเนื้อหาของกิริยากรรม ทางใจ  กิริยาชักเข้า - ชักออกไม่ว่าจะชักใจออกจากสภาวะ หรือพยายามดึง - แยกสภาวะออกจากใจ ก็ล้วนแต่เป็นเนื้อหาของตัณหา – อุปาทานส่งผลทั้งสิ้น เพียงแต่ใจเราตรงต่อความเป็นจริงของสภาวะรองรับ  การไม่ดำริเข้าโดยเจตนาจะเป็นอันถูกละโดยปริยาย(ไม่ตั้ง) และการดำริไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยจะเป็นไปเอง(ไม่ต้อง)เรียกว่า เป็นดำริ ที่จะออกจากดำริเอง  ดำริที่จะยุติดำริเอง อันนี้แหละคือ สัมมาสังกัปปะ ที่แปลว่าความดำริชอบจริง ๆ   เพราะอะไร?

เพราะ 1. เป็นการดำริที่ตรงต่อความเป็นจริง อันเป็นที่สุดของทุกสภาวะธาตุ - ขันธ์
2. เพราะไม่หลงไปเป็นเหยื่อให้กับตัณหา – อุปาทานซะเอง
3. เป็นดำริที่มีสัมมาทิฐิรองรับ ไม่ใช่ความหลงรองรับ
                4.     ตรงต่อความจบในตัวของดำริเองทุกๆการดำริ

        เนื้อหาที่จะดำริออก(คือไม่เอา)ไม่จำกัดเฉพาะ กาม – พยาบาท – เบียดเบียน เท่านั้น มันรวมถึงเนื้อหาของฝ่ายคุณธรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็น สติ – สมาธิ – ฌาน – ญาณ – ปัญญานั่นแหล่ะจึงจะตรงต่อความไม่ยึดติดอยู่แล้วจริง ๆ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยตัณหาอุปาทาน

สัมมาสังกัปปะ : ไม่ใช่ดำริที่จะออกจากกิเลสฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงดำริเตือนถึงความเป็นจริงของทั้งหมดของเจตนากรรม  ที่ต้องใช้ขันธ์ 5 มาประกอบ (คือการทำขึ้น ปรุงขึ้น สร้างขึ้นแล้วแช่  อยู่  งม  หา ฯลฯ) ไม่ว่าจะปรุงกุศลธรรมเช่นสติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา อันนี้เรียกว่า เอากิเลสไปปฏิบัติธรรม เพราะถ้าจะดำริออกแต่กรรมกิเลส คือ ไม่เอากิเลส มันก็จะเอาธรรมะ ติด – in ธรรมะ กลับมาปฏิฆะกับกิเลส  กลายเป็นการหลงเลือกสภาวะ พินิจดูให้ดีเถอะมันก็ยังติดคือกัน ก่อเกิดความเหลื่อมล้ำ – ต่ำสูง เกิดความแปลกแยก – แตกต่าง อันเป็นที่มาของทิฐิ – มานะได้อิงอาศัยเติบโตต่อไป ท่านเรียกว่า กิเลสในธรรมะ

      เราคุ้นเคยแต่การได้ยิน – ได้ฟัง – ได้อ่าน – ได้เข้าใจว่า ต้องมี – ต้องได้ สติ – ศีล – สมาธิ – ปัญญา จึงจะพ้นทุกข์ได้ เราไม่เคยได้ยิน – ได้ฟัง – ได้รู้ – ได้เข้าใจเลยว่า สติ – ศีล – สมาธิ – ฌาน – ญาณ - ปัญญา ก็เป็นอนุสัยอย่างหนึ่ง หากเราไปทำ...มีเจตนากรรมในการปรุง หรือแต่งมันขึ้น (เนื่องด้วยไม่แจ้งถึงความเป็นจริงของสภาวะ)

     เมื่อพิจารณาดูจะเห็นจริงตามนั้นจริง ๆ และรวบยอดลงมาติดอยู่ที่วิญญาณขันธ์ คือ “รู้”

อนุสัย แปลว่า ความเคยชิน = นิสัย ซึ่งหมายถึง การกระทำซ้ำ ๆ จนเป็นปกติ ที่เรียกว่า จริต, บุคลิก, พฤติกรรม เป็นทั้งเคยชินฝ่ายอกุศล และฝ่ายกุศล หรือแม้แต่กลาง ๆ ก็ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะสร้างหรือตอกย้ำ ความเคยชินแบบใด มันก็อนุสัยคือกัน การพัวพัน in – เอา – อยู่กับอนุสัยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน(ปุญญาภิสังขาร – อปุญญาภิสังขาร – อเนญชาภิสังขาร)ก็คือการพัวพันอยู่กับสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เข้าใจผิดกันมากเกี่ยวกับการปฏิบัติก็คือ หลงทำดู – ทำรู้ – ทำเห็น – ทำวิจัย – ทำวิจารณ์ เพราะถูกตอกย้ำกันมาว่า ให้รู้ – ให้ดู – ให้เห็น – ให้เข้าใจก็เลยทำรู้ – ทำดู – ทำเห็น – ทำความเข้าใจ แล้วก็แช่สภาวะที่ปรุงขึ้นอยู่  แต่ไม่รู้ตัวว่ากลับเป็นการเจริญสมุทัยซ้อนไปด้วยเสียแล้ว นั่นเอง

การออกจากทุกข์จึงสรุปลงตรงที่นอกเหนืออนุสัยเป็น  อนุสัยที่สำคัญ คือ อนุสัย “เอา” อนุสัยยึด ที่เรียกว่า ตัณหา – อุปาทาน  อนุสัยชนิดนี้มันเป็นอนุสัยสากล คือ ยึด -  เอาได้หมด   ไม่เลือกสภาวะ แต่เมื่อถูกอิง – อาศัยด้วย อนุสัยสากลชนิดนี้ ลูบคลำเข้าแล้ว แม้เนื้อหาของธรรมะ – กุศลจะเป็นสิ่งสะอาด ดี หรือบริสุทธิ์   ธรรมะนั้น – กุศลธรรมนั้น ก็แปดเปื้อนไปเรียบร้อยเลยทันที ที่เรียกว่า  ความมืดสีขาว   กิเลสในธรรมะ

เพราะเมื่อมีเอาก็จะมีไม่เอาตามมา เมื่อคาดหวังก็จะมีผิดหวังตามมา ถ้าไม่ตั้งหวัง ความผิดหวังจะมีมาแต่ไหน และได้อย่างไร  เฉกเช่นนั้นเหมือนกัน

ความหลุดพ้น หมายถึง ความไม่ติด – ไม่ขัด – ไม่ข้อง – ไม่คา จะเป็นเช่นนั้นได้เมื่อปราศจากเนื้อหาของการเอาจริง ๆ( ตัณหา)
            เพราะเมื่อไรที่ “เอา”มันก็ติดเรียบร้อยแล้ว คือ ตัณหา
“ไม่เอา”มันก็ติดเหมือนกัน คือ วิภวตัณหา
                            เรียกว่า ติดทั้งขึ้น ทั้งล่อง

ท่านจึงเน้นว่า : ตรงต่อ ไม่...อยู่แล้วซิ  ตรงต่อ ไม่ต้อง...อยู่แล้วซิ ตรงต่อไม่ต้อง ไม่ตั้งซิ
นี้แหละเนื้อหาของการไม่ติดทั้งภวตัณหาและวิภวตัณหา นอกเหนือขันธ์เป็น, ไม่เนื่องด้วยขันธ์เป็น, พ้นจากเหตุปัจจัยเป็น  ก็ตรงต่อพ้นทุกข์ - นิโรธ – วิมุติ – นิพพาน อยู่แล้วทันที

                      คำพูด – ภาษาที่ทำให้เราเข้าใจผิด – ชี้นำไปสู่ความหลงมากขึ้น เรียกว่า เข้าทางกิเลสมีอีกหลายคำ เช่น คำว่า “เจริญ”

ซึ่งมักปรากฏอยู่ในฝ่ายดี เช่น เจริญสติ มรรคให้เจริญ ตามตำรากล่าวว่า
- ปัญญาญาณ ที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจ ข้อที่ 4 ที่ชื่อว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา = มัชฌิมาปฏิปทา คือ
1. รู้ว่านี้คือ หนทางไปสู่การดับทุกข์ (ภาษาระวัง) หรือหนทางดำเนินชีวิตที่จะไม่ทุกข์ หรือพ้นทุกข์เป็นดังนี้ (สัจจญาณ)
2. รู้ว่าหนทางนี้ (มรรค) ให้เจริญ (กิจจญาณ)
3. รู้ว่าหนทางนี้ที่ท่านว่าให้เจริญได้เจริญแล้ว (กตญาณ)

       ข้อ 1 สำคัญมากที่สุด ถ้าไม่เข้าใจเนื้อหาของสัจจะจริง ๆ แล้ว ใจไม่อาจจะตรงต่อ สัมมา...ได้จริง ๆ เด็ดขาด   แล้วเข้าใจเอาตามที่เคยอ่าน – เคยฟังมาโอกาสตีความผิดสูง เพราะข้อ 2 ท่านให้เจริญมรรค เมื่อเข้าใจผิด (มิจฉาทิฐิ) ก็เป็นการเจริญมิจฉามรรค แทนที่สัมมามรรคจะเจริญดังนั้น จึงขอเน้นว่าต้องตรงต่อความเป็นจริงเท่านั้น จึงจะลงตัวได้กับสัมมา มิใช่รู้ภาษาว่า สัมมา แต่เพียงรูปศัพท์ที่ดูดี แต่เนื้อหาที่แท้กลับไม่เข้าใช่   ไม่ตรง

No comments:

Post a Comment