Tuesday, February 19, 2013

ธรรมะวันวิสาขบูชา 28 พฤษภาคม 2553

ถอดความไฟล์เสียง
"ธรรมะวันวิสาขบูชา  28 พฤษภาคม 2553"
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ไม่ต้อง..ไม่ต้องดิ้นรนลูกที่จะไปคอยติด..คอยหลุดแบบไหน  ในจิต..ในใจ..อะไร คือ..ไม่ต้องไปดิ้นรนทั้งนั้นแหละ  จะไปคอยเกิด..คอยดับ..อย่างไร  ลูกก็..ไม่ต้อง..เหมือนเดิม  ไม่ต้องไปดิ้นเกิด..ดิ้นดับ  เรียกว่าไม่เจริญสมุทัย..ไม่เจริญเหตุคือไม่เจริญตัณหานั่นเองลูก..เรียกว่าไม่ดิ้น  จะไปคอยเริ่ม..คอยจบกับมันแบบไหน..ลูกก็ไม่ต้อง  ไม่ต้องไปดิ้นเริ่ม..ดิ้นจบอีก  ลูกก็จะได้ตรงต่อที่มันจบอยู่แล้ว  แบบสนิทใจ..อยู่แล้ว

ไม่ใช่ข้างหน้าไงลูก  ไม่ใช่จะ..ไม่ใช่เดี๋ยว  จบหรือจะจบ  หรือพยายามที่จะจบ...ไม่ใช่..อยู่แล้ว  จะได้ตรงตรงต่อที่มัน..จบอยู่แล้ว..สนิทใจ  จะไปคอยดิ้นผูก..ดิ้นแก้แบบไหน  สภาวะลักษณะแห่งธาตุ..แห่งจิต  ลูกก็ไม่ต้อง..ไม่ต้องไปดิ้น..ไม่ต้องไปดิ้นรน  ลูกก็จะได้ตรงต่อที่มัน..ไม่ตั้ง..ไม่ต้องอยู่แล้ว  ตรงต่อ..ดับอยู่แล้ว  จะได้ตรงต่อ..นิโรธอยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว  ไม่ใช่พยายามจะนิโรธหรือพยายามจะดับ  ตรงต่อที่มัน..ดับอยู่แล้ว..ไร้อยู่แล้ว

แค่ไม่เจริญเหตุ..ไม่เจริญสมุทัย  ไม่ไปคอยดิ้นรนที่จะต้องไปคอยเกิด..คอยดับแบบไหน  ไม่เจริญเหตุ..ไม่เจริญสมุทัยลูก  แค่ไม่เจริญเหตุ  ลูกก็จะได้ตรงต่อที่..วางอยู่แล้ว..ไปเอง  วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..ไปเอง  จะได้ตรง  ไม่ใช่ตรงเพราะว่ามุ่งไปข้างหน้า  ให้มันตรงโดย..ความตั้ง..ความต้อง..นั้นมัน..ตัณหามันหลอกเอาทั้งนั้น  มันหลอกให้เจริญ..หลอกให้ดำเนิน  แทนที่จะตรงต่อที่มัน..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วไปเลย..ดับอยู่แล้ว..ไปเลย  มันหลอก..ตัณหามันหลอกให้เจริญไป..ดำเนินไป  เค้าเรียกว่าเป็นวิถีตัณหาทั้งนั้นเลยลูก  ฉะนั้นก็ไม่ต้องเจริญตัณหา..ไม่ต้องเจริญสมุทัย..เจริญเหตุอะไร

ไม่ต้องไปดิ้นติด..ดิ้นหลุด  คอยติด..คอยหลุด....ไม่ต้องอย่างเดียว  จะคอยเกิด..คอยดับแบบไหน  ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ต้องอย่างเดียว  ไม่ต้องไปดิ้นรน  แล้วลูกจะได้ตรงต่อที่มัน..ไม่..อยู่แล้วจริงจริง  ไม่เป็นเหตุ..ไม่เป็นปัจจัยการใดใด  ไม่เป็นเชื้ออะไร..ไม่เป็นเหตุอะไร  ก็ทุกสภาพการณ์น่ะแหละ  ทุกสถานการณ์แห่งธาตุ..แห่งขันธ์..แห่งจิต  ลูกก็ไม่ต้องไปคอยติด..หรือ..ไปคอยหลุดจากมัน  ท่ามกลางน่ะแหละ  ไม่ต้องไปคอยดิ้นติด..ดิ้นหลุดจากอะไรลูก  ไม่ต้องน่ะแหละมันจะได้..จบเอง  มันจะ..จบของมันเอง  ถ้าไปคอยหลุดนี่มันก็..ไม่จบ  ยังเป็นความดิ้นรนอยู่  พยายามที่จะพ้นจากสภาวะลักษณะอาการนี้มันก็..ไม่จบ  มันยังเป็นความดิ้นรนอยู่ลูก  ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ต้องไปคอยติด..ไม่ต้องไปคอยหลุดจริงจริง  แล้วนั่นล่ะ...จบเลย  เรียกว่าเลิกดิ้นรนก็..จบทันที

ที่เรียกว่า..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..น่ะแหละ  เนื้อหาอันเดียวกันทั้งหมด  ฉะนั้นสภาพไหนลูกก็ไม่ต้องไปกลัวมัน  ไม่ต้องกังวลกับมัน  จะฟุ้งซ่านอย่างนู้น..งุ่นง่าน..จะสภาพวิกฤติ..จะสภาพวิปริต..ก็ไม่ต้องไปกลัวมัน  ลูกก็สรุปให้มันหมดสั้นน่ะแหละ  จบตามเท่านั้นแหละ  ไม่ต้องไปคอยติด..คอยหลุด..ท่ามกลางนั่นแหละลูก  มันก็จบเอง..จบเอง..จบเอง  เรียกว่าไร้ตัว..ไร้ตน..ไปเอง  ไปคอยติดมันก็..ไม่ต้อง  ไปคอยหลุดจากมันก็..ไม่ต้องอีก  มันก็..จบไปเองลูก  แล้วการที่ไม่ต้องดิ้นรนนั่นแหละลูก  ไม่ต้องไปคอยดิ้นรนอะไรทั้งนั้น  ก็จะไม่ทำให้ก่อเกิดการสะเปะ..สะปะ  จะไม่เลื่อนลอย

ไม่ต้องไปดิ้น..คอยเกิด..คอยดับอะไร..ไม่ต้องลูก  คอยเกิด..คอยดับแบบไหน..ไม่ต้องทั้งนั้น
อย่างไปคอยรู้อย่างนี้เรียกว่า..คอยเกิด
อย่างไปคอยจำอย่างนี้  เรียกว่าไป..คอยเกิดแล้วไงลูก
หรือเข้าไปตั้ง..เข้าไปต้อง..เค้าเรียกว่า..เกิดแล้ว..เรียกว่าคอยเกิดแล้ว..ดิ้นเกิดแล้ว..คือการเกิด
ไปคอยประคอง..ไปคอยกด..คอยข่ม  ทั้งนั้นเลยเป็น..การเกิดทั้งนั้น
ที่เข้าไปตั้ง..เข้าไปต้อง  เค้าเรียกว่า..การเกิดทั้งนั้น  ที่ไปคอยดิ้นรนนั้นน่ะ  เค้าเรียกว่า..การเกิดทั้งนั้น  เกิดมาก..วุ่นวายแล้วพยายามจะดับอีก  ก็ยิ่งเกิดซ้อนดับ  ถ้างั้นลูกก็ไม่ต้องไปคอยเกิดอะไร  ไม่ต้องไปคอยเกิด..คอยดับอะไร  ก็..ไม่ต้องเหมือนเดิม  เรียกว่าโดยเนื้อหาที่ไม่เกิด..ไม่ดับอยู่แล้ว  ไม่..อยู่แล้ว  นิพพานอยู่แล้ว  ไม่เป็นภพ..เป็นชาติ..ในภายใน  ภพ..ชาติ..ภายนอกก็ไม่เป็น  ให้มันสนิทใจเท่านั้นแหละลูก    ไม่..ไม่..ก็คือ..ไม่  ไม่ตั้ง..ก็คือ..ไม่ตั้ง  โดยที่มัน..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนั่นแหละ..อยู่แล้ว  มันสนิทใจเท่านั้นแหละ  เค้าเรียกไม่อยู่แค่หู..ไม่อยู่แค่สัญญา..สิ่งที่ได้สดับเลื่อนลอย  ให้มันสนิทใจจริงจริง  มันจะได้..จบ..จบตาม  ไม่ใช่เลื่อนลอยอยู่แค่ตา..แค่หู..แค่สัมผัสรู้..แค่สัมผัสเห็นอะไร  โดยที่..ไม่..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..ไม่..อยู่แล้ว  นี่มันนอกเหนือการสัมผัสรู้..นอกเหนือการสัมผัสเห็น  มันไม่มาเลื่อนลอยอยู่แค่สัมผัสรู้..สัมผัสเห็น  จึงเรียกว่าสนิทใจ  เรียกว่าหมดใจ..ดับสนิท  เรียกว่า..ไร้..นั่นแหละ  มันเรียก..ไม่ต้องดิ้น..ไม่ต้องไปดิ้นเกิด..ดิ้นรู้..ดิ้นเห็น  นั่นแหละคือ..ไม่ต้องไปดิ้นทั้งหมด  ลูกก็จะได้ตรงต่อ..สัจจธรรมของจริง  โดยเนื้อหาของ....สัจจธรรมจริงจริง

โดยที่ไม่ติด..ไม่หลุด..แบบไหนอยู่แล้วลูก  นิพพานอยู่แล้ว  ลูกก็โดยที่ไม่ต้อง..อยู่แล้วตลอด  โดยที่มันไม่ต้องไปคอยต้อง..คอยตั้งแบบไหนอยู่แล้วเนี่ย...ตลอด.....................เอาให้มันหมดเลย..หมดใจ  ไม่ต้องไปเสียดายดิ้น..เสียดายอยู่  เสียดายรู้..เสียดายเห็น..ห่วงอยู่..ห่วงดู..ห่วงรู้..ห่วงเห็น..ห่วงฟัง  ให้หมดห่วง..ไม่ต้องห่วง  จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก..สังสารวัฏจริงจริง  ดับโมหะ..ดับวิชชา..ดับอวิชชา..ดับทั้งหมด  คือไม่ไปซ้ำเติมในสิ่งที่สังสารวัฏเค้ามีอยู่แล้ว  ไม่ไปหลงซ้ำเติม..ไม่เป็นวังวนซ้ำเติมสังสารวัฏ  ไม่เป็นโมหะซ้ำเติมสังสารวัฏที่เค้าวนกันอยู่แล้ว..โมหะกันอยู่แล้ว  อันนี้...มันสว่างช่วยกัน  อานุภาพมันจะช่วยคลี่คลายกันเองลูก  ขอให้..ไร้..ให้จริงเท่านั้นแหละ  เท่าไหร่ก็ไม่เหลือ  มันจะคลี่คลายช่วยกันเอง

อย่าให้มันเลื่อนลอยอยู่แค่การอยู่  อยู่แค่รู้..แค่สัมผัสรู้  แค่เห็น..สัมผัสเห็น  อย่าให้มันเลื่อนลอยอยู่แค่สัมผัสน่ะ  โดยที่..ไม่ตั้ง..อยู่แล้ว  ไม่ตั้งแบบไหน  ไม่ตั้งอย่างไร..อยู่แล้วเนี่ยลูก  สรุปอย่างนี้..แล้วมันจะเลิกเลื่อนลอย  มันจะได้ไม่ไปหลงเน้นตรงพฤติกรรมลูก  ทิ้งทุกพฤติกรรม  ต่อจากนั้นมันก็จะปรับเข้าสู่การโปรดไปเอง..เข้าสู่การโปรด..เข้าสู่การสงเคราะห์ไปเอง  เรียกว่าอาศัยพฤติกรรม..อาศัยกาย..อาศัยวาจา..อาศัยจิต  ในการโปรด..การสงเคราะห์เท่านั้น  มันจะไม่มีลักษณะที่จะมาอาศัยเพื่ออยู่..เพื่อหลงอยู่..ไม่มีลูก  จะอาศัยกาย..อาศัยจิตเนี่ยเพื่อการโปรด..การสงเคราะห์เท่านั้น  แต่ไม่ใช่มาอาศัยเพื่อหลง..เพื่ออยู่..เพื่ออยู่..เพื่อหลงการอยู่  ทั้งกาย..ทั้งจิตน่ะไม่มี
ถ้าโดยที่..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วเนี่ย  มันจะนอกเหนือการเป็นอยู่ทุกรูปแบบไปเอง  ประเภทที่ว่า..รู้..ไม่หลงรู้  เห็น..ไม่หลงเห็น  เรียกว่าคลายมันเป็น  รู้..ก็คลายการรู้..เป็น  เห็น..ก็คลายการเห็น..เป็น  เห็น..ไม่หลงเห็น  รู้..ไม่หลงรู้  ดำริ..ก็คลายความดำริ..เป็น  นึก..คลายนึก..เป็น  คิด..ก็คลายคิด..เป็น  คลายความคิดเป็น..ก็ไม่หลง  นั่นแหละคือไม่ต้องดิ้นนั่นแหละลูก  ไม่ต้องไปดิ้น..คอยเกิด..คอยดับอะไรเลย..ทางจิต  ไม่ต้องดิ้น..ไม่ต้องไปดิ้นเลย  ลูกก็..ไม่..น่ะแหละ  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วน่ะแหละ..ตลอด..................

ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ดิ้นน่ะแหละ  มันดิ้นซะจนเป็นจริต..เป็นนิสัย  มันดิ้น..ดิ้นรู้..ดิ้นเห็น  มันดิ้น..ดิ้นรน  นั่นแหละปัญหา  ดิ้นรู้..ดิ้นเห็น..ดิ้นนึก..ดิ้นคิด..ดิ้นวิตก..ดิ้นวิจัยวิจารณ์  บางทีก็ดิ้นทะยานไปเฉยๆ  ไม่รู้จะทะยานไปทำไม  ก็ดิ้นทะยานไปเรื่อยเปื่อย  พุ่ง..เพ่ง..ไปเรื่อย  ปัญหามันก็อยู่ตรงที่สมุทัยน่ะแหละ..ความดิ้นรน  ก็เพียงแค่ยุติสมุทัย..ยุติการเจริญเหตุ..ยุติความดิ้นรน  ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไร

คอยติด..ก็ไม่ต้อง  คอยหลุด..ก็ไม่ต้อง  นี่จบให้ขนาดนี้แล้ว  ถ้าไปดิ้นหลุด..ก็คางเหลือง  ดิ้นติด..ก็คางเหลือง..เหลืองแล้วเหลืองอีก  ทุกอย่างมันคือ..ความไม่ยึดติด..อยู่แล้วลูก  เรียกว่าสัจจะธรรมความเป็นจริง  นี่ไปหลงดิ้นติด..ดิ้นหลุดอยู่  มันก็เลยกลายเป็น..ความหลง..ซ้อนแล้วซ้อนอีก............คางเหลือง  กดดันจน...คางเหลือง  แล้วก็จะไปหลงคิดว่าอะไรหลุดจากอะไรอีก  เราหลุดแล้ว..เราไม่หลุด  ไปกันใหญ่  หลุดจริงจริง..มันไม่ใช่อะไรหลุดจากอะไร  มันคือเนื้อหาของความไม่ยึดติด  ที่มัน..ไม่..อยู่แล้ว  มันไม่ยึด..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว  มันไม่ใช่ว่าอะไรมันจะไปหลุดซ้อนอะไรไปอีก  มัน...ไม่ใช่........มันโมหะ..มายายอกย้อน..ทิฐิยอกย้อน  มันเป็นโมหะทิฐิ  พาวนมา..วนไป  หลงเห็นว่า..หลงเข้าใจว่า..อย่างนั้น..อย่างนี้ไปเรื่อย  มันไม่ทิ้งทิฐิเอง..ไม่ทิ้งเห็นเอง..ไม่ทิ้งรู้เอง  มันก็เลย..วน  มันจะไปเอาอะไรหลุดจากอะไรเล่า  มันเนื้อหาของ..ความไม่ยึดติด  คือมัน..ไม่..อยู่แล้วลูกทุกอย่าง  อนิจจัง..มันก็เป็นคำตอบในตัวมันเอง..อยู่แล้วทั้งหมด

ตัณหามันอยู่ตรงที่ดิ้นรนนั่นแหละ  ดิ้นหนี..ดิ้นสู้..ดิ้นติด..ดิ้นหลุดอะไร  คอยติด..คอยหลุดน่ะแหละ..ดิ้นรนน่ะ  ไปคอยติดก็คือดิ้นรน  ไปคอยหลุดก็คือดิ้นรน  คอยหนีก็ดิ้นรนอีก  คอยสู้ก็ดิ้นรนอีก  เค้าเรียกว่าลักษณะแห่งตัณหาทั้งนั้นลูก  เป็นลักษณะแห่งสมุทัยทั้งนั้น  เมื่อไปเจริญมันก็..เจริญแต่เหตุ..สร้างแต่เหตุ  แล้วมันจะไปตรงต่อ..นิโรธอยู่แล้ว..ตรงไหน  มันก็ไม่ตรง
อนุสัยมันจะเยอะ..หนาแน่นเหนียวแน่นขนาดไหนก็ไม่เกี่ยว  วิบากจริตทั้งหลาย..ความคุ้นเคย..ความเคยชินทางจริตทั้งหมด  จะเยอะขนาดไหนก็ไม่เกี่ยวลูก  ก็สรุปมันท่ามกลางน่ะแหละ  ก็ไม่ต้องไป..คอยติด..คอยหลุดอะไร  ท่ามกลางน่ะแหละ  ก็สรุปแบบนี้..มันก็จบเดี๋ยวนั้นเลย  ไม่ต้องเสียเวลาไปทะเลาะกับวิบาก  ไปขัดแย้งกับอนุสัย..จริต..วิบาก  นั่นแหละให้มันสนิทใจเลยลูก  โดยที่..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนี่แหละ

อย่าไปวนเวียนอยู่แค่..สัมผัสรู้..สัมผัสเห็น  อย่าไปวนเวียนอยู่แค่..ระลึกรู้..ระลึกเห็น  นึกรู้..นึกเห็น  คิดรู้..คิดเห็น  เห็นคิด..รู้คิด  อย่ามัวแต่เลื่อนลอยอยู่แค่จิต..แค่วิญญาณ  โดยที่..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนี่แหละ  ให้มันเรียกว่ามันสนิทจริงจริง  อันนี้เรียกว่าตรงต่อเนื้อหาพุทธะนิพพาน..อยู่แล้วลูก  ตรงต่อเนื้อหาพระอรหันต์  ตรงต่อเนื้อหาสัจจธรรมมหาโพธิสัตว์  ไม่ใช่รูปแบบ..ไม่ใช่ประเพณีรีตองอะไร..เนื้อหา..เนื้อหา  ตรงต่อเนื้อหาของจริงลูก  แล้วก็ตลอดกาล  ไม่ใช่เฉพาะวันหนึ่ง..วันใด  เวลาหนึ่ง..เวลาใด  เรียกว่าโดยเนื้อหาที่อมตะอยู่แล้วไงลูก  เรียกว่านอกเหนือความเป็นกาลเวลา  นอกเหนือความเป็นกาลเวลา  คำว่า..อมตะ..นี่มันนอกเหนือความเป็นกาลเวลา  นอกเหนือเกิด..ดับ  นอกเหนือการเกิด..การดับ  เรียกว่า..ว่าง  ไม่มีเนื้อหาของความเป็นอะไร  ซึ่งถ้ามันตรงจริงๆแล้ว  มันยิ่งกว่าการกราบสักร้อยกราบ..พันกราบ..หมื่นแสนล้านล้านกราบ  มันยิ่งกว่าการสักการบูชา  จะมากมายมหาศาลขนาดไหนก็ไม่อาจจะเทียบเท่า  เพราะมันเป็นเพียงแค่มายาที่อุปโลกน์ขึ้น  สถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้น..อุปโลกน์ขึ้น  ถ้าโดยเนื้อหาที่มันเป็นความจริงและแห่งความไม่ยึดติดแล้ว..มันก็..จบ..เลยลูก

ไม่มี..หน้า..ไม่มี..หลัง  ไม่ร่ำรี่ร่ำไร  ไม่ผีถี..ผีถัน  ไม่มีขั้นมีตอนอะไร  ไม่มาวนอยู่แค่รูปลักษณะ..สภาวะ..อาการ..สถานการณ์ใด.....ไม่วน  ฉะนั้นก็อย่าให้มันเลื่อนลอย..ล่องลอยอยู่แค่รู้เห็น..สัมผัส  และก็ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไร  ไม่เจริญสมุทัย..ไม่เจริญเหตุ  ดิ้นรู้..ดิ้นเห็นอะไรเนี่ย  ดิ้นนึก..ดิ้นคิดอะไร  ดิ้นจำ..ดิ้นไป..เลื่อนลอยไป  ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไร  ลูกก็ไดยที่..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนี่แหละ  ให้มันหมดจดอย่างนี้..ให้มันหมด..หมดเหตุ..หมดการสร้างเหตุ  มันจะได้เนื้อหาของความเป็นพระ..หมด  นิพพาน..นิพพาน..พระนิพพาน

ฉะนั้นโดยที่..ไม่ตั้ง..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนั่นแหละ  มันยุติความดิ้นรนให้เอง  โดยที่ไม่เลือกสถานการณ์..ไม่เลือกเวล่ำเวลา..ไม่เลือกขณะ..ไม่เลือกอิริยาบถ  มันยุติให้เองทั้งหมด..ความดิ้นรนทุกรูปแบบ  บางทีตัวเองยังไม่รู้ซะด้วยซ้ำไปว่า..มันดิ้นรนอะไรบ้าง  อย่างไหนคือดิ้นรน  ไม่สามารถจะละเอียดอ่อน  ไม่สามารถจะแตกฉานในเนื้อหาแห่งตัณหานั้นได้ซะด้วยซ้ำไป  แต่นี่..มันจบให้หมด  โดยที่..ไม่ตั้ง..โดยที่..ไม่ต้อง..อยู่แล้ว  ที่มัน..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งแบบไหนอยู่แล้ว  มันจะยุติความดิ้นรน..ยุติสมุทัย  ให้เองทั้งหมดทุกแง่ทุกมุมไปเอง  มันจะตรงข้ามเลยนะ  ถ้ายิ่งพยายามรู้..พยายามเห็น..พยายามคอยเข้าใจ..พยายามแตกฉาน  ยิ่งกลายเป็นตัณหาแตกซ่าน  เป็นความดิ้นรนที่ซ้อนลงไปในทิฐิเหล่านั้น  โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ยิ่งพยายามจะรู้  ก็ยิ่งเป็นตัณหาในการรู้
ยิ่งพยายามจะเข้าใจ  ก็ยิ่งเป็นตัณหาในโมหะ..ในทิฐิ..ในปัญญา

ฉะนั้นโดยที่...ไม่..อยู่แล้วนั่นแหละลูก  มันก็..ไร้..ไปเอง..ไร้แง่..ไร้มุม..ไร้โมหะ..ไปเอง  เลิกโมหะทิฐิไปเอง  เลิกโมหะในญาณทัศนะไปเอง..เลิกไปหมดแหละ  ทั้งวิชชาและอวิชชา..เลิกไปหมด  ถ้าตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้วจริงจริง  ไม่เกี่ยวกันทั้ง..วิชชาและ..อวิชชา  ไปหลงเจริญวิชชาก็กลายเป็นอวิชชาในวิชชาขึ้นมาทันที  โมหะ..เชื้อในการต้อง..การตั้ง  เชื้อในการที่จะเอามันมีอยู่  มันก็เลยกลายเป็น..ไปเรื่อย  โมหะ..ซ้อน..ซ้อน..ซ้อน  โมหะซ้อน..โมหะซ้อน..ไปเรื่อยในตัวเจริญ..ตัวบำเพ็ญ  นี่มันไม่ใช่ไงลูก..มันไม่ใช่ตัวเจริญ..ตัวบำเพ็ญ  ไอ้นี่มันจบ..ให้จบ

การที่ลูกไม่ต้องไปคอยเริ่ม..คอยจบแบบไหนน่ะแหละเรียกว่า..จบอยู่แล้ว
การที่ลูกไม่ต้องไปคอยดิ้นรน..เพื่อติด..เพื่อหลุดแบบไหน  นั่นแหละเรียกว่า..มันจบอยู่แล้ว..จบอยู่แล้ว
นี่แหละก็โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนี่แหละ..ตลอด.......มันก็..จบอยู่แล้ว..จบอยู่แล้ว..จบเอง..........

                                                       ++++++++++++++++++++++                                          

No comments:

Post a Comment