Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#27

ให้เข้าใจถึงที่สุดของความเป็นจริงไว้เตือนใจตนเองเสมอว่า
มันวางกันเองอยู่แล้ว
ไม่ติดยึดกันเองอยู่แล้ว
มันว่างอยู่เองแล้ว
มันไม่ใช่อะไรจริง ๆ อยู่แล้ว
มันไม่เป็นอะไรจริง ๆ อยู่แล้ว

การที่เราเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงนี้ ใหม่ ๆ ต้องอาศัยเจตนาเตือน แต่เนื้อหาของการเตือนอย่าให้มีเป้าหมายอื่นแอบแฝง เป็นการเตือนด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจถึงความเป็นจริงของสภาวะเท่านั้น สภาวะจะอยู่หรือจะดับ ไม่ต้องเช็ค เตือนแล้ว คำนึงแล้ว ระลึกถึงความเป็นจริง(ตื่น!!! – สติสัมปชัญญะ)แล้วก็ช่างมัน(แบบหมดจิตหมดใจ)ไปเลย อย่าให้มีเนื้อหาของการแอบเช็ค แอบลุ้น แอบสนใจลึก ๆ  แฝงมากับการเตือนใจตนเองไปด้วย เพราะตัวแอบนี่แหละ คือเนื้อหาการแอบอิงมาของตัณหา – อุปาทาน ให้สภาวะมัน “ไม่”กันเอง ไม่ยึดกันเอง วางกันไปเอง จะได้ไม่มีเรา มีส่วนได้ – ส่วนเสียในการมีหรือไม่มีอะไร ๆ
การเตือนใจตัวเองนี้สำคัญมาก จะเรียกว่า เป็นการปฏิบัติก็ได้ แต่เป็นการปฏิบัติที่ไม่ทำ คือ แค่เตือนเพื่อให้ใจประจักษ์แจ้งต่อความเป็นจริง แล้วไม่หลงเข้าไปทำอะไรกับสภาวะโดยเจตนาทุกรูปแบบ ไม่ว่า ทำตาม หรือทำต้าน --ฝืน – ข่ม –งม- อิง – in –เอา - อยู่ – อาศัย ฯลฯ
หากเราไม่แยบคายดีพอจะหลงปฏิบัติทำได้ง่าย กลายเป็นการเจริญสมุทัยไปเรื่อย ๆโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “โยนิโสมนสิการ” ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เราต้องรู้จักเอะใจ เฉลียวใจว่าข้อวัตรปฏิบัติที่ทำอยู่นี้มันสอดคล้องหรือตรงต่อสัจธรรมมั้ย? ถ้าไม่ตรงก็อนุมานได้เลยว่าผิดธรรมแล้ว ประมาทในธรรมแล้ว ปรามาสในธรรมแล้ว เป็นสัทธรรมปฏิรูป(โดยเนื้อหา)ไปเสียแล้ว
เมื่อจบที่ความเป็นจริงแล้ว  ความดันทุรังที่จะยึดจะอยากจะจางคลายไปเอง เพราะความยึด ความอยาก ความดันทุรัง... มันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว แต่ที่มันเหมือนยังมีหรือทรงอิทธิพลอยู่ เพราะเราไปหลงตอกย้ำและให้ความสำคัญมั่นหมายไปเอง

    เปรียบกับการฟันต้นไม้เพื่อจะโค่นต้นไม้  แม้มันจะต้นใหญ่  และแข็งแกร่งเพียงใด
             หากเราฟันที่เดิม  แผลเดียว ทุกครั้ง ๆ ด้วยอาวุธที่แหลมคมที่สุด ถ้าจะมีความคาดหวังว่าต้นไม้นั้นจะโค่นลงได้  ก็จะมีความเป็นไปได้มาก เรียกว่าพึงหวังได้
             แต่ถ้าเราฟันสะเปะสะปะไปเรื่อย แต่ละครั้งไม่เคยซ้ำกัน ฟัน  100 ครั้งก็ได้ 100 แผลและไม่ได้ใช้ขวานที่คมที่สุด  การขาดลงของต้นไม้ก็คงจะหวังได้ยากยิ่ง
              อาวุธหรือขวานที่คมที่สุด ก็คือ ปัญญาขององค์พุทธอรหันต์ มหาโพธิสัตว์ ซึ่งท่านได้
ค้นพบและประทานปัญญา (การรู้ความจริงของทุกสรรพสิ่ง ทุกสภาวะ) อันนี้ให้กับ
เวไนยสัตว์ของพระองค์ อาวุธที่คมที่สุด เพราะไม่มีอะไรแน่เกินความจริงที่เรียก สัจธรรม คือ
สภาวะทั้งหมดนี้ เรียกว่า สามัญลักษณะ คือไตรลักษณ์  เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ปราศจากเหตุ – ปัจจัย  ไร้เป้าหมาย ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่ออะไร ไม่ใช่การกระทำ นอกเหนือเจตนากรรมทุกรูปแบบ  ทุกสภาวะแม้จะเกิดตามเหตุ-ปัจจัยก็ตาม  แต่เรื่องของความดับ  ความไม่ยึดติด  การปล่อยวาง  การเปลี่ยนแปลงแปรปรวนมีอยู่เอง เป็นอยู่เองแล้วโดยสมบูรณ์

แล้วเราจะไป ทำ หรือ เอาปัญญาชนิดไหนอีก จะไปสร้าง หรือปรุงปัญญาชนิดไหนขึ้นมาอีก เพื่อให้ “เรา”มีสติมีปัญญา อย่างนั่นล่ะหรือ? ในเมื่อเราเองก็เป็นคนยุคที่พระศาสนาผ่านไปแล้วกว่า 2,500 ปี  จัดได้ว่าเป็น สาวกภูมิ (มิใช่พุทธภูมิ) คือ รู้ตามสรุปตามพระองค์ไปเลย  จริงใจ -บริสุทธิ์ใจ – ศรัทธาต่อเนื้อหาของสัจธรรมที่พระองค์ประกาศ  ไม่ต้องไปลำบากสร้าง – ปรุง – แต่ง - ทำปัญญาของตนเองขึ้นมาดอกจะได้ไม่ถูกโมหะ – ตัณหา – อุปาทาน(ของตัวเอง)หลอกเอา อาศัยปัญญาขององค์พุทธอรหันต์ องค์มหาโพธิสัตว์ จะได้ตรงต่อนิพพาน ไม่กลายเป็นพาลไปซะเอง

                 ขวานฟันลงที่เดิม คือ สรุปให้กับใจตนเองเพียงเรื่องเดียวและเรื่องเดิมทุกครั้งลงที่ความเป็นจริง อันเป็นที่สุดของทุกสภาวะ

และเมื่อฟันแล้วก็แล้ว(วาง)เลย  ไม่ต้องแบกขวานไปไหน – มาไหนด้วย  คือไม่ต้องเฝ้า  ไม่ต้องคอย  ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะเกิดจะมี   นี้เป็นปัญญาที่ตัดปัญญา ไม่อ้อยอิ่งในปัญญา แต่ถึงเวลาจะใช้ก็ปรากฏได้เอง   ฉับพลัน

             การฟันแต่ละครั้งที่ไม่ซ้ำที่เดิม เช่น มัวแต่เยิ่นเย่อ ยึกยัก มัวแต่ทำวิจัย ทำวิจารณ์ ทำการเปรียบเทียบด้วยเหตุ – ผล , ดี – ชั่ว , ถูก – ผิด , เอา – ไม่เอา, ใช่ – ไม่ใช่ , เอาไงดี – เอาไงดี , 
ติดอยู่กับทิฐิ – ความเห็น – ความหมาย, ตีความเรียกว่า ติดฝั่ง(ธรรมคู่) ไม่อาจนอกเหนือธรรมคู่ได้  รอสติสมบูรณ์ รอสมาธิสมบูรณ์  รอปัญญา รอบารมีให้สมบูรณ์  ลังเล – สงสัย มัวแต่สร้างลีลาอยู่นั้น  นี่คือฟันด้วยอาวุธ หรือขวานที่ไม่เฉียบคม จึงจบไม่ได้  จบไม่เป็น
      การเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงนี้ ให้เตือนอยู่เรื่อย ๆ กับทุก ๆ สภาวะทั้ง กุศล – อกุศล – เฉย ๆ ธรรมดา ๆ หนัก – เบา – โปร่ง – โล่ง ฯลฯ แบบว่าไม่เลือกข้าง  “ใจ”จะ ได้ซึมซับกับความเป็นจริงของทางทุกข์แตกต่างจากทางพ้นทุกข์อย่างไร หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ต้องเตือนอีกต่อไป เมื่อใจเป็นเนื้อหาเดียวกับไม่...อยู่แล้วจริง ๆ  มันจะคล้ายเป็นอัตโนมัติ คือ เป็นเหมือนสามัญสำนึกไปเลย

การเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริงนี้ เหมือนกับการปลุกจิตรู้สำนึก และจิตใต้สำนึกให้ตื่น!!! (จากความหลงและความไหล เรียกว่า ตื่นจากความหลับ) ต่อสัจจะอย่างตรง ๆ
“ใจ” คือ มโน, มะ +  NO  ดังนั้น ใจเราก็ให้ตรงต่อความเป็นจริงของ “ใจ”ที่   NO  NO คือไม่   ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง เพราะสัจจะของใจคือ ว่าง ไร้ขอบเขต ไร้ที่เกาะยึด – อยู่ – อาศัย      ไม่เกาะแม้ตัวมันเอง มันไม่ต้องการอะไร  

การเตือนใจ โดยสภาวะ อาจเรียกว่า 

   เป็นการใช้สัญญา  แต่ก็ให้รู้ว่า สัญญาที่ใช้มิใช่แค่การท่องจำ แม้จะเกิดจาก
การฟัง การอ่านก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาที่ตรงต่อสัจธรรม และถ้าเห็นจริง เห็นแจ้ง เห็นตามนั้นอย่างซาบซึ้ง ลึกซึ้งจะมากน้อยเพียงใดก็ตาม การเตือนจะมีผลต่อใจตามนั้น  ถ้าใจประจักษ์แจ้งต่อสัจจะจริงๆ การเตือนใจจะผลมากคือ ใจจะเลิกหลงพัวพัน หมกมุ่นต่ออารมณ์ ความรู้สึก ความนึก ความคิดแบบฉับพลัน 

ดังนั้น ปัญญาจากการได้ยินได้ฟังจะถูกมองด้วยสายตาแบบดูแคลนของนัก
ปฏิบัติทำ บางท่าน บางหมู่ บางพวกว่าเป็นแค่ปัญญาขั้นต้น ๆ เท่านั้น คือ แค่รู้จำ ยังไม่รู้จัก ยังไม่รู้จริง และยังไม่รู้แจ้ง ต้องปฏิบัติทำอย่างนั้นอย่างนี้จึงจะรู้ได้ แจ้งได้ด้วยตนเอง  ฟังดู  พิจารณาดูก็เหมือนจะจริงตามนั้น 

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ผลของการฟังธรรมที่มีเนื้อหาตรงต่อสัจธรรม
ล้วนๆรวมทั้งภาษาที่ใช้นั้นทันสมัย (คือ คนยุคปัจจุบัน) สะท้อนความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา และเป็นภาษาที่แม้ยืมสมมติบัญญัติมาใช้ แต่ไม่ชี้นำสู่การแสวงหา สู่การกระทำ ก่อเกิดเจตนากรรม ก่อเกิดอคติ – คติ เลือกฝั่ง เลือกข้าง ฯลฯ การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับยุคสมัย มาสะท้อนสภาวะ มาสะท้อนสัจธรรมได้ก็เนื่องจากผู้ใช้เป็นผู้รู้แจ้ง – เห็นจริง ละเอียดก่อน แยบคาย ลึกซึ้ง  ในแง่ของอรรถะและพยัญชนะ จึงสามารถใช้ภาษาที่ถ่ายทอดให้ผู้รับฟังได้มีสัมมาทิฐิ  ละโมหะทิฐิ  สลายต่อมอยาก –  ต่อมยึด ไม่ชี้นำไปสู่ความหลงชนิดใหม่ ๆ หรือตอกย้ำความหลงเก่าให้หนักแน่นยิ่งขึ้น มีแต่คลี่คลาย ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง สอดคล้องตรงต่อสัจธรรมที่มิใช่สิ่งติดขัด ข้องคา  มิใช่ภาษาที่จำมาแล้วพยายามอธิบาย   หรือปฏิบัติทำให้ตรงต่อตำรา บางทีภาษาสวยหรูดูดี ก็ว่าเป็นสัจธรรม แต่พูดไปพูดมา กลับมีการใช้ภาษาที่ชี้นำให้เกิดสิ่งตรงกันข้าม
           
       การฟังเนื้อหาของสัจธรรม  นับเป็นมรรควิธีที่ขาดไม่ได้ ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ถ้าพิจารณาดูให้
ดี ๆ สัมมาทิฐิใด ๆ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการฟัง ตัวปฏิบัติที่ทำไปก็เพียงยืนยัน หรือให้สอดคล้องต่อปัญญาที่เกิดจากการฟังนั้น ดังนั้น เพื่อไม่ให้เนิ่นช้า – วกวน เราควรจะฟังธรรมจากผู้รู้ (ที่สามารถชี้แนะได้โดยไม่ต้องอิง อาศัย อนุสัยของตนเอง) ที่สามารถถ่ายทอดสัจธรรมอย่างตรงไปตรงมา และสามารถใช้ภาษาได้อย่างดียิ่ง เป็นภาษาที่เมื่อใช้แล้วมีแต่สลายขั้วสลาย

โมหะ สลายแง่มุม หรือซอกหลืบใด ๆ ที่อุปาทานจะได้ช่อง เป็นภาษาที่ไม่ชี้นำสู่การกระทำทางใจ หรือความจงใจทางใจ อันจะก่อให้เกิดกรรมภพไม่รู้จักจบจักสิ้น

No comments:

Post a Comment