Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#26

การรู้ – เห็นแบบเป็นเอง โดยธรรมชาติอัตโนมัติ – อัจฉริยะนี้ มีอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนนั้น

ไม่มีผู้รับรอง – บอกให้รู้ ให้เข้าใจความเป็นจริงของมัน
ใจยังไม่ตรงต่อไม่ต้อง...อยู่แล้ว (ขาดสัมมาทิฐิรองรับ)เรียกว่า “ไม่เป็น”

จึงหลงสภาวะที่เป็นเอง ที่เป็นอัตโนมัติ โดยเข้าไปผูก – มัด – จม –งม- สาระวน- จด – จ้อง – กำหนด – เพลินตาม เพราะหลงผิดต้องวุ่นวายไปกับการหลงให้ค่ากับสิ่งที่มันเป็นของมันอยู่เช่นนั้นแล้วว่า ดี – ไม่ดี, ใช่ – ไม่ใช่ ไปหลงเชื่อว่าเป็น “เรา” เป็นของของเรา จึงเลยที่ดับอยู่แล้ว นิโรธอยู่แล้ว วิมุติอยู่แล้วไปเสีย กลายเป็นหลงไม่จบไปซะเอง แต่ธรรมโดยธรรม มันจบอยู่แล้ว พออยู่แล้ว ไม่เนื่องด้วยอยู่แล้ว เมื่อไม่มุ่ง – พุ่ง – จม – จ่อ – จ้อง – กำหนด – หา – รอ – คอย – เฝ้า มันก็ไม่เลยที่ดับอยู่แล้ว คือตรงกับพอทันที  ดับอยู่แล้วทันทีโดยเนื้อหา

ความพ้น(จากอุปาทาน)ทุกข์(ขันธ์) ไม่เกี่ยวกับ
กรรม   อันเป็นจุดให้เกิดกรรมใหม่ (ความจงใจ)ทำเหตุซ้อนวิบากไปเรื่อย ๆ ที่เรียกว่า   วงจรปฏิจจสมุปปบาท อันเป็นปัจจยาการของทุกข์ไม่รู้จบ
ตัวตน หรืออย่างน้อยก็ไม่ตอกย้ำ ความหลงผิดในเนื้อหาของ ความเป็น... ความรู้สึกว่าเป็นตัวตนจะหายไปได้  เมื่อใจตรงต่อสัจธรรมที่ ทุกสรรพสิ่งปราศจากความเป็น... อยู่แล้ว
พิธีกรรม วิถี วิธีการ หรือ วัตรปฏิบัติต่าง ๆ อันเป็นเทคนิค กุศโลบายของผู้รู้ได้ชี้แนะพาทำมา แต่ถ้าเนื้อหาไม่ตรงต่อสัจธรรม หรือเราไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้ของพิธีกรรม วิถี วิธีการ การปฏิบัติจะกลายเป็นสิ่งที่ปิดบังสัจธรรมทันที และอาจจะเป็นที่มาของความหลงยึดติดในเทคนิค วิธีการ  พิธีกรรม ที่เรียกว่า สีลัพพตปรามาส-สีลัพพตุปาทานไปอย่างแนบเนียน
การดิ้นรน – แสวงหา – รอคอย : โดยธรรมมันสมบูรณ์อยู่แล้ว มันพออยู่แล้ว ไม่มีอะไร คอย – รอ อะไรอยู่แล้ว การดิ้นรน – แสวงหา – รอคอย ล้วนแต่เป็นอาการของตัณหา – อุปาทานทั้งสิ้น  แม้แต่เพื่อจะให้มีให้เป็นสติ – สมาธิ – ปัญญา ก็เหอะ

เมื่อใดที่ใจมีอาการ ดิ้นรน,รอคอย,แสวงหา, เฝ้า,เอา,หนี,สู้,เอะอะ,โวยวาย...ให้รู้เลยว่ากิเลสกำลังเดือดร้อน มันจึงกำลังดิ้นหาทางสืบภพสืบพันธุ์อยู่ ถ้าเราหลงกล หลงเล่ห์เหลี่ยมไปสนใจมัน ทำตามไป แค่สนใจนี่ก็เกินพอแล้วสำหรับการ ฝังลูกอ่อนของตัณหา – อุปาทาน

ซึ่งการสนใจ โดยไม่เจตนานี้ ห้ามไม่ได้ เรียกว่า เผลอสนใจ ตามความเคยชิน ต่อเมื่อรู้ตัว - รู้สึกตัวแล้ว และใจก็ตรงต่อไม่ต้อง...อยู่แล้ว จริง ๆ การเจตนาสนใจซ้อนลงไปอีก จะไม่เกิดขึ้น คือ ไม่หลงเจตนาสนใจซ้อนความเผลอสนใจในตอนแรก  ตรงกับที่กล่าวว่า ไม่ทำกรรมอันเป็นเหตุใหม่ซ้อนผลจากกรรมอนุสัยเก่า เมื่อเป็นดังนี้ “การหลงรู้” จะจืดจางไปเอง

ความสำคัญมั่นหมายจะไม่มีการพอกพูนสืบไป คือ ไม่เจริญอุปาทานไปซะเอง ก็จะเป็นเนื้อหาที่ว่า เผลอแล้ว แล้วไป, รู้แล้ว แล้วไป, เอ๊ะอ๊ะแล้ว แล้วไป มิได้มีเจตนาเอ๊ะอ๊ะกับการที่ใจเผลอไปเอ๊ะอ๊ะตามความคุ้นชินเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ   ที่มันเผลอไปเอ๊ะอ๊ะก็เพราะมันเคยเอ๊ะอ๊ะ   เคยทำ  เคยยึด  เคยอยาก  เมื่อเกิดสถานการณ์เดิมๆอีก หรือมีเหตุที่ไม่ได้ดังยึด ดังอยาก ดังที่คุ้นเคยอีก มันจึงเกิดอาการเอ๊ะอ๊ะขึ้นดังกล่าว ดังนั้น หากมีอาการใดที่เกิดเองเป็นไปเอง  ก็ให้ตื่นถึงสัจธรรมของอาการดังกล่าวคือแล้วแล้วไปเอง  มันก็ดับกันไปเอง  อย่าได้หลงไปตอกย้ำ(ทำ)ความเคยชิน – ผลของงานเก่าๆ เพราะไม่มีประโยชน์อันใด แถมมีทุกข์โทษอีกต่างหาก

       ในบทบาท – หน้าที่ การงานภายนอกตั้งแต่เรื่องของรูปกายออกไปก็ปรับ – เปลี่ยน(กรรม-เหตุ)กันไป สภาพปัญหา(ผล-วิบาก)มันก็แปรเปลี่ยนไปตามเหตุ - ปัจจัย ซึ่งก็ไม่มีวันจบวันสิ้นหรอก  ดังนั้นจึงอย่าให้การปรับ – การเปลี่ยน(กรรม)นั้นเป็นเรื่องจริงจังจนหมกมุ่น จมปลัก หมดเนื้อ หมดตัวก่อให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น

ส่วนเรื่องปรากฏการณ์ภายในจิตใจให้เข้าใจเด็ดขาดไปเลยว่า  “ไม่ต้องแก้” นั่นแหละคือ การแก้   เพราะอะไรๆ ก็ไม่กำตัวมันเองอยู่แล้ว คลาย – หลุดกันเองอยู่แล้ว อย่าอยากลืม เพราะนั่นคือการตอกย้ำสัญญาให้ยิ่งจดจำมากขึ้นแล้วจะลืมได้อย่างไรก็ฉันนั้น  มิฉะนั้นจะเป็นการหลงแก้และยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ที่ยุ่งเพิ่มก็เพราะความวุ่นวายที่จะแก้  มันดูจะขัดแย้งกับวิถีทางโลก   แต่ตรองดูดี ๆ เถิด  เรื่องในใจนั้นไม่ต้องแก้  นั่นแหละคือ  การแก้อย่างแท้จริง  เพราะตรงต่อสัจธรรม

No comments:

Post a Comment