Thursday, February 14, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#25

สติ – ศีล – สมาธิ ก็เพื่อปัญญา คำว่า ปัญญา เนื้อหา คือ รู้ชัด – รู้แจ่มแจ้ง - รู้จบถึงความจริงอันเป็นที่สุดของทุกสรรพสิ่ง(สัจธรรม) ความเป็นจริงที่กล่าวถึง คือ

- ว่างอยู่เองแล้ว วางอยู่เองแล้ว
- ไม่ใช่อะไรอยู่เองแล้ว
- หลุดกันเองอยู่แล้ว
- ไม่ยึดติดกันเองอยู่แล้ว

เนื้อหาของปัญญาที่แท้คือ ตัด ส่วนเนื้อหาของตัณหา – อุปาทาน คือ ต่อ-ติด-แต่ง-เติม-ตาม- ต้าน-ตั้ง-ต้อง….ปัญญาที่ตรงต่อไม่ต้อง...อยู่แล้วเท่านั้นที่จะตรงต่อเนื้อหาของปัญญาจริงๆ  คือเป็นปัญญาที่ตัดปัญญา นอกนั้นแล้วจะเป็นปัญญาที่มีเยื่อ-ยางและใยในปัญญา อ้อยอิ่ง(สลบ)ในปัญญา คือ ไม่จบ ปัญญาก็จะกลายเป็นอนุสัยที่เรียกว่าทิฏฐาสวะ - ทิฏฐานุสัย-ทิฏฐุปาทาน  มีทิฐิอิงอาศัย  ก็ไม่อาจตรงต่อพุทธดำรัสในตอนท้ายของทุกๆบรรพะในสติปัฏฐานสูตรที่ว่า “เธอเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอิงอาศัย ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก” คำว่า ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก และไม่มีตัณหา – ทิฐิอิงอาศัย เนื้อหาคือ ว่าง ซึ่งก็ว่างอยู่แล้ว ไม่ใช่เจตนาทำว่างขึ้น หรือเจตนาจะอยู่กับอะไร  แม้แต่ว่าง

เมื่อรู้ความจริงนี้อย่างเต็มอก – เต็มใจแล้ว รู้ชัดแล้ว(ตื่น!!!) จึงไม่ยุ่งด้วย ไม่วุ่นวายไปซะเอง มันก็ตรงกับว่างโดยเนื้อหาเดิมอยู่แล้วทันที ไม่ต้องรออะไรเพราะ “ว่าง”ไม่ใช่อะไรที่ต้องรอ  มันว่างอย่างสมบูรณ์เต็มเปี่ยมอยู่เองแล้ว  ว่างมันไม่ใช่สิ่งที่เนื่องด้วยอะไร

ใจเค้าจะปล่อยวางเอง เนื้อหาของการปล่อยวาง คือ “ใจไม่สนใจ ใจ” ไม่ลังเลกับสภาวะใดๆ ไม่เอ๊ะอ๊ะกับปรากฏการณ์ภายนอกภายใน ไม่อะไรกับอะไร ไม่เข้าไปยุ่งกับสภาวะ ไม่ว่าจะทำตาม-ทำต้าน ไม่เกี่ยวกับการทำใจ คือ ไม่เกี่ยวกับจิตแบบไหน ไม่ใช่การพัฒนาจิต

เนื้อหานี้คือ ใจวางใจ ไม่ใช่ ใจ-ทำ-ใจจะให้เป็นอะไรๆ  ให้ดียิ่งๆสุดๆ เรียกว่าใจเข้าใจใจ  เมื่อใจไม่สนใจใจ   ก็คือใจไม่สำคัญมั่นหมายใจ ใจจะคืนสภาพเดิมของใจเอง ใจก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วทันที ใจก็ไม่ใช่ใจทันที แต่ที่ใจเป็นใจหรือใจเป็นอะไร ๆ ก็เพราะหลงรู้ – ดู – เห็นนี้แหละทำขึ้น   รวมทั้งหลง(ทำ)ตามอนุสัยเก่าที่ผุดโผล่ขึ้นมาเอง เพราะเคยทำเหตุไว้

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “จิตเดิมแท้ประภัสสร” มิใช่พยายามจะทำใจให้ดีเลิศ แม้ความพยายามจะทำอะไรๆให้จิตหลุดพ้น ก็ยังเป็นความหลง หากเราเฉลียวใจสักหน่อยก็จะพอรู้ได้ว่าการเกิดความพยายามทั้งหลายทั้งปวงนั้น เนื่องมาจากความหลงยึดว่า จิตเป็นเรา จิตเป็นของเรา มีเราในจิต  มีจิตในเรา และด้วยความหลงนี้เองผลักดันให้เกิดความดิ้นรนทางใจในทุกรูปแบบที่เรียกกันว่าการปฏิบัติ ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญทาน การกุศล

                                  จิตหลุดพ้นจากอาสวะได้ เพราะความไม่ยึดมั่น 

เรามักเข้าใจกันว่าจิตจะหลุดพ้น เพราะทำลายอาสวะหมด

คำว่า อาสวะ ตามนัยแห่งพระสูตร เป็นกิเลสระดับละเอียดมาก คนฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าคงไม่มีปัญญาที่จะเอาชนะกิเลสชนิดนี้ได้แน่นอน รอชาติหน้า หรือไม่ก็ต้องอาศัยความเพียรมากชนิดต้องทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลก ผลที่เกิดเลยทำให้ผู้ปฏิบัติเกร็ง คาดหวัง รอคอย พยายาม สะสม...ต้องทุกข์ เพราะความเข้าใจผิด และปฏิบัติผิด กลายเป็นการเจริญเนื้อหาของตัณหา – อุปาทาน ซะแทน  เหมือนส่งอาหารเสริมให้กับยักษ์ฉันนั้น

คำว่า อาสวะ แปลว่า กิเลสที่หมักดองสันดาน เป็นเนื้อหาคู่เคียงกันกับอนุสัย มีความหมายใกล้เคียงกับ อา-สะ-หวะ , สวะ ของสะสม – หมักหมม – ส่วนเกิน

เมื่อพิจารณาถึงกลไกการเกิดและความหมายของอาสวะจะพบว่า เกิดจากการ “แช่”ทุกๆรูปแบบ ไม่ว่าจะแช่ขันธ์ไหน คุ้นเคย เคยชินกับการแช่ แช่กับอกุศล ก็มี อาสวะ – หมักดอง – คุ้นเคยแบบอกุศล แช่กับกุศลก็มีอาสวะ – หมักดอง – คุ้นเคยแบบกุศล แช่กับกลาง ๆ ก็หมักดองแบบกลาง ๆ คือ อุเบกขา – คุ้นเคยกับอุเบกขา ให้เข้าใจ คำว่า “แช่”  นี้ให้ดีๆสภาวะแช่จะเกิดได้ก็ ต้องอาศัยเจตนากรรม คือ ความจงใจ – ตั้งใจ(บางทีจนเป็นอัตโนมัติ เหมือนไม่ได้มีเจตนา) ทั้งสิ้น ถ้าหากไม่จงใจ – ตั้งใจ หรือเจตนาเสียแล้ว การแช่ก็ไม่อาจจะมีได้ – เกิดได้

            แต่ก็ให้เข้าใจโดยบทสรุปที่ตรงต่อสัจจะไว้ด้วยว่าเพราะความคุ้นชินเดิมที่ลึกซึ้งมากก็จะเผลอแช่  หลงเข้าไปแช่  โดยไม่รู้เท่าทัน  นั่นก็ช่วยไม่ได้  เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะอยู่ภายใต้ความบังคับบัญชาของใครได้ แต่ก็ให้รู้ไว้ด้วยว่า แช่ก็แช่ไม่จริง มันก็เพียงหลงแช่เป็นพัก ๆ เท่านั้น เพราะตัวจงใจ – ตั้งใจ – เวทนา มันก็หลุดอยู่แล้ว ดับอยู่แล้วได้เอง มันจึงไม่อาจที่จะแช่ได้ตลอดเวลา เราจึงไม่ต้องกลัว ระแวง ระวังการแช่ การเผลอ ( เพียงแต่ไม่มีเจตนาแช่ ทั้งที่รู้ตัว)

การแช่ที่รู้ตัวได้ยาก เพราะการแอบแฝงของกิเลส มันเนียนมาก คือ แฝงมากับการปฏิบัติ ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เอะใจ ไม่เฉลียวใจ ว่าเจตนากรรมที่กระทำนั้น กลับกลายเป็นกลไก หรือที่อยู่ที่อาศัยให้เป็นที่ยึด ที่เกาะของอุปาทาน ได้รอการงอกราก - ออกต้น – ออกดอกสืบภพ-ชาติต่อไป

ที่แนบเนียนมากก็คือ แช่รู้ แช่ดู แช่เห็น ทำดูจนชิน ทำเห็นจนชิน ทำรู้จนชิน หรือชำนาญในการรู้ ชำนาญในการดู ชำนาญในการเห็น อาจเรียกได้อีกอย่างว่า วะสี

ที่ไม่เอะใจก็เพราะ รู้สึกว่า – เห็นว่า – เข้าใจว่า คาดว่า เดาว่า ตรงต่อตำรา ตรงต่อคำสอนของครูบาอาจารย์ และรู้ได้เฉพาะตนว่า เข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น จิตใจตัวเองมีความเป็นกลางมากขึ้น กวัดแกว่งน้อยลง

ดูแล้วก็น่าจะใช่แน่ แต่...เอาเข้าจริงทั้งหมดนั้น ไม่น่า... ไม่ใช่... ไม่แน่... ทั้งสิ้น
ลองพิจารณาดูก็ได้ว่าเพราะอะไร

ความชำนาญ ความคุ้นเคย ความคุ้นชิน พวกนี้มาจากไหน ก็มาจากหลงเจตนาทำ แล้วหลงเจตนากรรมนี้มาจากไหน ก็เพราะความไม่รู้เรื่องของสัจธรรมอย่างท่องแท้หลงผิดว่ามีตัวตน ก็เลยจะปฏิบัติให้มีนั่น-นี้ แล้วคาดว่า  หวังว่า(=เดา)จะได้หมดตัวตน ก็คือ หลงปฏิบัติทำ หลงธรรมะ  กลายเป็นธัมมะตัณหา หารู้ไม่ว่าความชำนาญ(วสี)ใด ๆ ที่เป็นผลิตผลจากการจงใจทำขึ้น มันได้ฝากความหลงผิดที่เข้าใจว่าเป็นตัว, เป็น ๆ ๆ…ไว้กับความชำนาญนั้นเรียบร้อยแล้ว แล้วมันจะหมดจริงได้อย่างไร?  มีแต่จะกลายเป็นการ “งมเงา”  ของมายากรรมไว้หลอกหลอนให้เกิดพฤติกรรมทางใจไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง

โดยเนื้อหาที่เป็นธรรมชาติหรือสัจจะของธาตุ – ขันธ์แล้ว   มันไม่เคยย้อนกลับมาดูตัวเอง การกระทำในลักษณะของการสังเกต – ดู – รู้ – เห็น จึงเป็นเพียงสภาวะที่อุปโลกน์ขึ้น – สมมติขึ้น หรือ ปรุงแต่งขึ้นชั่วขณะ เพื่อประโยชน์บางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ไม่อาจที่จะไปสรุปว่า ถูก – ใช่ – แน่  พอที่จะยึดถือเอาเป็นสรณะ  เป็นที่พ้นภัยได้จริง

เราถูกอวิชชาหลอกให้แสวงหาวิชชา มากำจัดตัวอวิชชา มันจะเป็นไปได้อย่างไร? แต่ที่เป็นไปได้แน่ๆ คือ เป็นอวิชชาในวิชชา เป็นปัจจยาการของสังสารทุกข์ไม่รู้จบ
แล้วการที่ต้องย้อนกลับมาดู หยิบใจขึ้นมาดู  ย้อนกลับมารู้ เพราะอะไร?
การที่ใจต้องย้อนกลับมารู้ใจ ดูใจ เพราะมีความไม่ไว้ใจ  ไม่วางใจ  ระแวงใจ...ใช่มั๊ย!!
ซึ่งจริง ๆ ของเนื้อหาที่ ไม่ไว้ใจ – ไม่วางใจ – ระแวงใจ ก็คือ ยึดจิต  ติดใจ  คือยังมีอุปาทานในธาตุรู้ที่สมมติเรียกว่า “ใจ” ยังไม่สนิทใจเต็มที่ว่า “ใจแบบไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น จริงๆ”

        •  ตัวหลงรู้  เอารู้ เอาปัญญา  นี้แหละสำคัญมากที่ทำให้เกิดการแช่รู้  แช่ดู  แช่เห็น  ถ้าใจตรงต่อความเป็นจริงอันเป็นบทสรุปของสัจธรรมซะแล้ว  การหลงคอยอยู่ก็จะไม่มี  ขบวนการที่จะจงใจแช่ก็ไม่เกิด  ความลังเล  สงสัยต่อสภาวะสถานการณ์ก็หมดไปด้วย หรือถ้าจะผุดโผล่ขึ้นมาก็ด้วยแรงส่งของวิบาก(อนุสัย)ที่เคยมาก่อน  ก็ละได้ผ่านได้  ไม่หลงตอกย้ำ  วกวน  ติดอยู่ไปเอง

ท่านผู้รู้จึงได้แสดงให้เห็นความจริงไว้ว่า เมื่อทุกสรรพสิ่ง

ว่างอยู่แล้ว
ไม่ยึดกันเองอยู่แล้ว
หลุดก็หลุดกันเองอยู่แล้ว
•    สมบูรณ์ที่สุดอยู่แล้วโดยความไม่ยึดติด

       สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่แล้ว โดยธรรมจริง ๆ  จึงไม่ต้องการสิ่งปรุงแต่ง (สังขาร)อีก จึงไม่เกี่ยว ไม่ข้อง จึงไม่เนื่องด้วย  สิ่งปรุงแต่ง ชนิดไหนอีก

ท่านจึงกล่าวว่า มันพออยู่แล้วเรา อย่าไม่พอไปเสียเอง

ไม่เกี่ยวกับรู้หรือไม่รู้  ไม่เกี่ยวกับเห็นหรือไม่เห็น  ไม่เกี่ยวกับเข้าใจหรือไม่เข้าใจนั่นแหละ  รู้ถูก  เห็นถูก  เข้าใจถูก นี้คือ สัจจะ

ผู้ฟังก็เพียงแต่ตรงต่อความเป็นจริงนั้น ก็จะค่อยยุติเจตนากรรม  ยุติทำ  ยุติทำตาม  ยุติทำต้าน ก็จะไม่หลงรู้ หลงดู หลงเห็น หลงความเข้าใจ และจะไม่ยึดรู้ ยึดดู ยึดเห็น ยึดความเข้าใจ แล้วก็จะไม่มีปฏิฆะ กับไม่รู้ ไม่ได้ดู ไม่ได้เห็น ไม่เข้าใจ หรือสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเข้าใจของตน

เมื่อไม่เอารู้ ไม่เอาเข้าใจ ก็จะไม่ลังเลและไม่สงสัยกับสภาวะ (นิวรณ์ธรรม) เอ๊ะอ๊ะนั่นนี่แล้วก็งี่เง่า ( งี่เง่าคือไม่รู้ว่าหลงรู้ หรือยึดรู้ ) ใจก็ผ่านตลอด สภาวะก็ผ่านตลอดอย่างสภาวะ คือ   ไม่ก้าวก่ายกัน ก็ไม่เกิดการเบียดเบียนกันของธาตุ – ขันธ์ คือ สามัคคีธรรม-สมังคี เรียกได้ว่า ทุกสภาวะ – ธาตุ – ขันธ์ สัจจะของเค้า คือ ความไม่เนื่องด้วยสิ่งใดๆ อยู่แล้ว  อิสระจากกันอยู่แล้ว เมื่อใจตรงต่อความเป็นจริงนี้ ใจก็ยุติการแสวงหา คือใจยุติทำ (เลิกหลงการกระทำทางใจ เลิกหลงสร้างความจงใจทางใจ  ทางวจี  ทางกายเพื่ออะไร ๆ ๆแม้แต่จะให้ถึงซึ่งพระนิพพาน...นี้แหละ “จบกิจ”) จึงจะตรงต่อความยุติธรรม (พระนิพพาน) เรียกว่า ยุติทำ (ใจ) ก็ถึง ยุติทุกข์ (ใจ)  คือเลิกหลง  เลิกเลย  เลิกเกิน นิพพานไปซะเอง...ซะที

และต้องเข้าใจให้ถูกด้วยว่า การไม่ปฏิบัติทำ

ไม่ใช่...ไม่มีรู้  ไม่ใช่ไม่มีสติ ไม่ใช่ไม่มีสมาธิ ไม่ใช่ไม่มีปัญญา
ไม่ใช่...ไม่เห็น
ไม่ใช่...ไม่เข้าใจ
ไม่ใช่...การเผลอเพลิน  เตลิดเปิดเปิง  ฟรีสไตล์ จะทำอะไรก็ได้

      “มี”ทั้งหมดนั่นล่ะ แต่มีแบบไม่มี “ตัวเอง”เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่สำคัญมั่นหมายในการมีนั้นๆ  เรียกว่า “มี”แบบไม่หลงมี จะมีแบบไม่เป็น “ วิปัสสนูปกิเลส”

    มีแบบ “รู้อยู่แก่ใจ”หรือโดย “สามัญสำนึก”ว่า “ไม่ใช่” ใจก็จะไม่หลงยึดความมี.. ความเป็น..

       และมีแบบของมันโดยอัตโนมัติอัจฉริยะ  แบบแล้ว ๆ ไป ซึ่งผิดกับ มีสติ  สมาธิ ฌาน  ญาณ  ปัญญา  แบบทำขึ้น  ปรุงขึ้น  สร้างขึ้น  แต่งขึ้น  มันจะมีแบบไม่แล้วแล้วไป และง่ายที่จะติด  ง่ายที่จะแช่  ก็คือ  กลายเป็นเนื้อหาของการติดยึดโดยไม่รู้ตัวเอง คำว่า  “ไม่ใช่” ไม่ได้หมายถึง  การปฏิเสธภาวะ  แต่หมายถึง การรู้ชัดถึงความเป็นจริง(สัจธรรม)ของทุกสภาวะว่า “ชั่วคราว” ไม่ใช่สิ่งจริงแท้พอที่จะพึ่ง –-พิง – อิง - เอาอะไรกับสิ่งนั้นได้

          มีศรัทธา  แต่ไม่ติดศรัทธา  ไม่ใช่ไม่มีสติ  แต่หมายถึงไม่ติดสติ
                    ไม่ใช่ไม่มีสมาธิ(ฌาน)  แต่หมายถึงไม่ติดสมาธิ(ฌาน)
                                  ไม่ใช่ไม่มีปัญญา(ญาณ)  แต่หมายถึงไม่ติดปัญญา(ญาณ)
       มีอย่างนี้จะไม่หนัก เพราะมันไม่แบก ไม่หนักไม่ตึงเพราะไม่ตั้ง ไม่ต้อง ทำให้ลดงานทางใจ
 หมายเหตุ : ในตำรากล่าวถึง “วิปัสสนูปกิเลส” ว่ามี 10 อย่างคือ
1. โอภาส (แสงสว่าง)
2. ญาณ  (ความหยั่งรู้)
3. ปีติ  (ความอิ่มใจ)
4. ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น)
5. สุข  (ความสุขสบายใจ)
6. อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ ,ศรัทธาแก่กล้า ,ความปลงใจ)
7. ปัคคาหะ (ความเพียรที่พอดี)
8. อุปัฏฐาน  (สติแก่กล้า, สติชัด)
9. อุเบกขา  (ความมีจิตเป็นกลาง)
10. นิกันติ  (ความพอใจ, ติดใจ)

         ลองพิจารณาดูแต่ละอย่างซิ ล้วนดีๆทั้งน้านนน!...มันมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะหลงยึด หลงติดอยู่(โดยไม่รู้ตัว)   ถ้าเทียบกันระหว่างว่าสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่นักปฏิบัติจะให้มี ให้เป็น ให้ปรากฏ ต่อเมื่อมันมี มันเป็น มันปรากฏด้วยฝีมือ(ทำขึ้นแล้วมี=ลูกของตนเอง)ของตน  มันมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะหลงยึดหลงติดสิ่งเหล่านี้(ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวว่าหลง) หากเทียบกับการที่เรารู้อยู่แก่ใจว่า “ไม่ใช่” ก็จะไม่หลงตั้งเป้าหมายล่วงหน้า และมิได้ทำ(ทิ้ง –วาง-ปลง)แล้วเมื่อมี เมื่อเป็น เมื่อปรากฏ(เหมือนเลี้ยงลูกของคนอื่น)  โอกาสจะหลงยึดหลงติดย่อมน้อยกว่าอย่างแน่นอน(ถ้ายังจะมีก็เพราะความหลงติดลมมาแต่เดิมบ้างส่งผลไป)

No comments:

Post a Comment