Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#24

สัจจะของธาตุแต่ละธาตุ  สัจจะของขันธ์แต่ละขันธ์  ไม่มีอะไรที่ต้องเนื่องด้วยอะไร ตัวมันไม่มีเนื้อหาของความพยายามจะติด จะหลุดจากอะไร ตัวมันเองไม่เคยย้อนกลับมากำหนด หรือ พิจารณาตัวมัน หรือมาปฏิบัติตัวมันเองไม่ว่าจะแบบไหน ดังนั้น การที่ต้องเนื่องด้วย, มีเงื่อนไข, ข้อแม้, พยายาม,กำหนด,เอา,ไม่เอา, พิจารณา จึงเป็นเนื้อหาของโมหะ ตัณหา - อุปาทานที่พาธาตุ - ขันธ์ให้วุ่นวายไปซะเอง ของเดิมเค้าสงบอยู่แล้ว เรียบง่าย ไร้เงื่อนไข – ข้อแม้   ไม่มีเจตนากรรมอยู่แล้ว ใจ ก็ไม่ต้องแบบไหนกับใจ ไม่ต้องอย่างไรกับจิต ให้นอกเหนือวิถี วิธีการของการดำเนินทางจิตไปเลย เรียกว่าไม่ต้องทำใจ ก็เลยไม่ทำให้ “มโน”มีกรรม ไม่มีกรรมซ้อนมโน ให้ต้องเสวยทุกข์หรือวิบากทางใจอยู่ร่ำไป

 การปฏิบัติ (ยืมภาษาพูดว่า)ให้ถึงความหลุดพ้นแล้วละก็  สิ่งแรกที่จะต้องหลุด ต้องพ้นคือ
 หลุดหรือพ้น หรือออกจาก หรือนอกเหนือ หรือไม่เนื่องด้วยเจตนากรรมให้เป็นซะก่อน(โดยมีสัมมาทิฐิรองรับ)
 นอกเหนือเจตนากรรมเป็นแล้ว – ได้แล้วนั่นแหละ จึงบรรลุถึงสิ่งที่มีอยู่เองแล้ว
ความหลุด  พ้น คือ ความไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา หลุดกันเอง วางกันเองที่มีอยู่เองแล้ว

โดยธรรมชาติ   อันนี้หลุดของจริงไม่ใช่ “เรา”หลุด  ให้เข้าใจคำว่า “ของมันเอง”ให้ดีๆ ซึ่งเป็นของเดิมไม่ใช่ไปสร้างหรือปรุงการหลุดชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าดูคล้ายดูเหมือน แต่ยังไงมันก็ของเทียม ไม่ใช่ของจริง

          คาถากันหลงยึด – หลงอยาก – หลงเอา ธาตุขันธ์ก็คือ มันไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ

เพราะเมื่อไรก็แล้วแต่ที่เราว่าใช่ เมื่อนั้น ที่นั่น สภาวะนั้น จะกลายเป็นเป้าของอุปาทานทันที อุปาทานได้ที่ยึด ที่เกาะ สืบพันธุ์ แพร่เชื้อไว้ให้ขยายเผ่า ขยายพันธุ์สืบไป

ดูดีๆว่าที่ว่าใช่คืออะไร มันก็ไม่พ้นขันธ์ 5 ไม่ว่าสภาวะมันจะดูดี ดูใช่ขนาดไหน ขันธ์ 5 เป็นของหนัก เอา – อิง –อิน(in) ก็เท่ากับยึดขันธ์ 5 – 4 – 3 – 2 – 1 ก็หนักหน้าไปเรื่อยตามกำลังยึดกำลังอยาก และจำนวนขันธ์เท่านั้นเอง หมดแรงยึดแรงอยากจากตรงนี้ ก็ไปหาที่ยึดที่เกาะใหม่(ของเก่าๆ)ต่อไป หมดวิบากจากตรงนั้นก็ Re – cycleหรือReturn ไปรับวิบากที่อื่นต่อไปไม่รู้จบ

เมื่อใจเราซาบซึ้งและตรงต่อความเป็นจริงว่า ไม่ใช่ทั้งหมด มันก็คลายออกจากการหลงกำไปเอง กว้างขวาง ไร้ขอบเขต คืนสู่สภาพเดิมของใจ เดิม ๆ ไปเอง ว่าง โปร่ง โล่ง โพล่ง คือธรรมชาติเดิมๆของ “ใจ” อยู่แล้ว  จึงไม่เนื่องด้วยความพยายามแม้แต่น้อย

          การที่ใจมันหุบก็เพราะโมหะ – ตัณหา – อุปาทาน ที่แฝงมา อย่างแนบเนียนในรูปของการปฏิบัติทำ จงใจทำรู้ – ทำดู – ทำเห็น เมื่อจงใจทำใจก็เกิดกรรมเรียกว่ามโนกรรม  ที่บีบคั้นให้ใจต้องคับแคบลง เกิดการจดจ่อ focus…ขึ้น มีขอบเขต ท่านเรียกสติแบบนี้ว่า “สติแบบจุ้มๆ”       “สติแบบเอ๊าะเยาะ” “สติแบบเกิด” “สติหาเรื่อง” ไม่ใช่สติพ้นทุกข์ แต่เป็นสติติดทุกข์ - แบกทุกข์

ไม่ต้องทำอะไรๆเพื่อการปล่อย  เพราะมันก็ไม่ยึดติดตัวมันเองอยู่แล้ว... เพียงแต่อย่าไปเจตนาเกาะ,ติด จม แช่ เพลิน อยู่กับสภาวะใดสภาวะหนึ่ง มิฉะนั้นจะมีเราเป็นผู้ปล่อย  มีเราเป็นผู้เสวยผลสำเร็จ  ไม่สำเร็จเรียกว่าปล่อยมันได้  เหลือแต่เรา!

ไม่ต้องทำการวาง  เพราะมันก็หลุดกันเองอยู่แล้ว วางกันเองอยู่แล้ว...เพียงแต่อย่าไป กำอะไรไว้   โดยธรรมชาติของธาตุ – ขันธ์ไม่มีการกำ  ไม่มีอะไรกำอะไร  ตัวมันเองมันยังไม่กำหนดตัวมันเองเลย ( เพราะมันปล่อยกันเองตลอด)  ดังนั้นตัวเจตนากำหรือเจตนากรรม  เช่น การกำหนดก็คือจุดกำเนิดให้เหนียวแน่นกลายเป็น กำหนืด   กำเหนอะ  กำหนัด  กำแน่น  กำหนา  กำถนัดๆ  เป็นต้น ทั้งหมดก็ล้วนแต่เกิดจากเจตนากรรม  โมหะกรรม กรรมกิเลสทั้งสิ้น

สติ – ศีล – สมาธิ – ปัญญา – ตัวรู้ – ตัวดู – ตัวเห็น เป็นเพียงสภาวะสมมติ หรืออุปโลกน์ขึ้น เพียงเพื่อใช้งาน แล้วก็แล้วไปด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่ไปพยายามรู้ ประคองรู้ รักษารู้ เอารู้อิน (in) รู้ ปรารถนารู้ แบกสติ  ทรงสมาธิ  ทรงฌาน ทรงญาณไว้ มันดูดีเฉย ๆ ของหลอกลวงทั้งนั้น นี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงหรือปรามาสธรรมแต่อย่างใด แต่นี้คือ สัจจะ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ทำมาจากขันธ์ 5 ทั้งสิ้น แล้วจะไปพึ่ง – ไปยึด – อิง – อาศัยได้อย่างไรกันของอนิจจัง สิ่งแปรปรวนทั้งนั้น  กุศลธรรมนั้นดีอยู่แล้วอย่างกุศลธรรม  ให้ผลดีเป็นกุศลวิบากอยู่แล้ว แต่มันจะแปดเปื้อนทันทีที่เราไปทำธรรม  ไปเอาธรรม  ไปติดธรรม  ไปยึดธรรม  อาการดังกล่าวคือ เจตนารู้  ทำดู  ทำเห็น  เฝ้าตามรู้-ดู-เห็น-ระวัง-ประคอง-รักษาทรง  เพียร  พยายาม  ปรารถนา  ขยัน  มุ่ง-หมาย-มั่น-รอคอย-แสวงหา-จม-งม-แช่-สาระวน  เป็นต้น นี้แหละหน้าตาของ “กิเลสในธรรม”

ไม่ต้องทำ – ปรุง – สร้าง – แต่ง – ต่อ – เติม ฯลฯ เพราะระลึกได้ถึงความเป็นจริง(สัมปชัญญะ)ที่ “ไม่อยู่แล้ว ไม่ต้อง ไม่ตั้งอยู่แล้ว” นี้เรียกว่า สัมมาสติ  เป็นสติวิมุติ สติวิโมก สติอริยะ ไม่ใช่สติหาเรื่อง  เมื่อไม่เอาแม้ปัญญา ก็หมดเหตุที่จะทำให้ใจต้องมีงาน(มโนกรรม)ดิ้นรน – แส่ส่าย – รอคอยฯ   มันก็สงบเอง  ตั้งมั่นไปเอง  เพราะมันไม่มีเหตุที่จะทำให้จิตเคลื่อนไม่ใช่พยายามทำให้จิตตั้งมั่น นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นเพราะไม่ทำ  ไม่ใช่ทำจนจิตตั้งมั่น)

           การมีความรู้ – ความเข้าใจที่ตรงต่อสัจธรรมความเป็นจริง จะไม่หลงทำรู้ – ดู – เห็น, ไม่หลงรู้ – in รู้ – เอารู้, in ดู -in เห็น, เอาดู – เอาเห็น   ก็จะไม่ติดรู้   ไม่แบกรู้   ไม่ติดอยู่ในความเห็นความหมาย  ก็คือไม่สลบอยู่ในทิฐิ  มีแต่วางรู้  เรียกว่า ตัดซะรู้ หรือ  ตรัสรู้  เป็นปัญญาที่ตัดปัญญาเอง เป็นเนื้อหาของสัมมาทิฐิล้วน ๆ  ตรงต่อว่างอยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ดับอยู่เองแล้วทันที  ฉับพลัน

No comments:

Post a Comment