Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#23

        กฎแห่งกรรม
หลงเจตนาทำ (ไม่รู้ตัว) เช่น
 : ทำโดยอำนาจของความเพลิน ตามความเคยชิน คุ้นชิน ออกมาเป็นพฤติกรรม บุคลิก จริต นิสัยคือ เผลอทำ(หลงแล้วไหลตาม)

                    : เหมือนจะรู้ แต่ก็รู้ผิด  เป็น มิจฉาทิฐิ แล้วทำ ไม่รู้ว่าทำไปด้วยหลง   หลงสำคัญผิดว่าเข้าใจถูก ทำถูก  เช่น ทำบุญ(ดี)แบบขอ(ตัณหา)   รักษาศีล(ดี)แบบยึด(อุปาทาน)  ทำพิธีกรรม วัตรปฏิบัติต่าง ๆ แบบอยาก หวังผล  รอคอย หรือแม้แต่เข้าใจว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นเข้าถึงนิพพานได้ด้วยกรรมนั้นๆ(สีลัพพตปรามาส-สีลัพพตุปาทาน)

            • เจตนาทำ (รู้ตัว) ก็มี เช่น
   : แต่ทำไปโดยอำนาจของการผลักดันบังคับบัญชาของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แต่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เฉลียวใจ อันนี้รวมถึงการปฏิบัติทำทุกอย่างอีกด้วย เช่นปฏิบัติไปด้วยความอยากมี อยากเป็น อยากได้  รอ เฝ้า  คอย  เพื่อให้มีสติ สมาธิ ปัญญา ก็เนื่องด้วย เจตนาทำขึ้น และยึดหรืออิน( in )โดยไม่รู้ตัวว่าผิดธรรม (แต่อาจจะปฏิบัติได้ถูกตามตำราหรือที่ครูอาจารย์สอน) และเนื้อหาของการปฏิบัตินั้น  เมื่อไม่ตรงต่อสัจจะ ก็เลยเป็นมิจฉา... แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ทำอยู่นั้นเป็นมิจฉา... แถมยังเข้าใจว่าเป็น สัมมา...หรือแม้แต่รู้อยู่ว่าไม่ตรง รู้อยู่ว่าการกระทำนี้เป็นไปตามความอยาก -ไม่อยาก แต่ก็ยังทำตาม  ทำต้าน  ที่มักพูดกันว่า “อดไม่ได้” นั่นเอง

   : ทำโดยเนื้อหาที่มีสำนึกที่ตรงต่อสัจธรรมรองรับ  เป็นไปเพื่อการเกื้อกูล สงเคราะห์  อนุเคราะห์  อันนี้ทำโดยอาศัย สติ - สมาธิ - ปัญญา โดยเฉพาะ สติ - สมาธิ - ปัญญา ที่เป็น อัตโนมัติ – อัจฉริยะ ( มีอยู่แล้ว)  เจตนาดำริจะทำแล้วก็อัตโนมัติ – อัจฉริยะไปเลย มิได้ จดจ้อง ต้อง ตั้ง  เฝ้า หมกมุ่น  วุ่นวายและวกวน แช่... กับกิจหรือหน้าที่ – บทบาท

                 กิจกรรมนั้น ๆ  ทำแล้วก็จะแล้วแล้วไปจากใจได้จริง ๆ  จะไม่ติดค้าง  โหยหวน  คุกรุ่น อยู่ในจิตใจ เหมือนไฟสุ่มขอน ตกตะกอนนอนก้นจิต (ตอกย้ำการแช่-อนุสัย-อาสวะ)

                 ไม่มีเนื้อหาของการหวังผลใด ๆ(แม้แต่ความสุขใจอิ่มใจ ปลื้มใจ สบายใจฯ) ซึ่งจะเป็นแง่มุมให้ตัณหา – อุปาทานได้แอบแฝง (เพื่อตัวเอง)มาด้วย ภาษาว่า ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำอย่างนี้ ทำจากความว่างรองรับ ไม่ใช่ทำจากความวุ่น ถ้าจะทุกข์ก็ทุกข์น้อย(เพราะมีสมุทัยไม่มาก)วิบากตีกลับมาให้เกิดความตึงเครียด  กดดัน บีบคั้นให้ต้องหนักอกหนักใจไม่มาก ทั้งในระยะก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ เรียกว่า  กำ(กรรม-ทำ)เป็น   ก็แบเป็น

      เมื่อได้กระทำไปแล้วก็จะมีผลของการกระทำที่เรียกว่า วิบาก
   -  มีเจตนา – จงใจ – ตั้งใจกระทำดี เรียกว่า
                                           ปุญญาภิสังขาร  มีวิบาก(ผล)คือ บุญ ความสุข
                 - มีเจตนา – จงใจ – ตั้งใจกระทำเป็นกลาง ๆ เรียกว่า
                                           อเนญชาภิสังขาร  มีวิบาก(ผล)คือเฉยๆ กลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์
                 - มีเจตนา – จงใจ – ตั้งใจกระทำชั่ว เรียกว่า
                                          อปุญญาภิสังขาร  มีวิบากคือ บาป ความทุกข์

     ไม่ว่าผล(วิบาก)จะเกิดจากเหตุอันใด-เมื่อไหร่ก็ตาม ล้วน “ชั่วคราว” ทั้งสิ้น!!!.. ไม่มียกเว้น

         ทั้งหมดของชีวิตที่ดำเนินไป(ของมันได้อยู่เองแล้วตามวิบาก)  ต่อเมื่อมีสัมมาทิฐิรองรับเป็นประธานแล้ว ชีวิต(จิตใจ)ก็จะเลิกหลงไปเองเรื่อยๆความหลงว่ามีตัว – มีตนก็ค่อยจืดจางไปเอง เรียกว่าหมดเนื้อหมดตัว   เสียตัว - สูญตัว - ฆ่าตัว(ตน)ตายไปโดยปริยาย  มีความเป็นอยู่แบบหมดอนาคต  หมดอดีต (เพราะหมด-ไม่เกาะปัจจุบัน)  หมดอาลัยตายอยาก    อาลัยก็หมด(เพราะไม่อะไรกับอะไร) ความอยากก็ตาย(เพราะไม่เสนอและสนอง) (ดูความหมายของภาษาดี ๆ) ชีวิตจิตใจจึงค่อยตรงต่อคำท่านว่า “หมดสิ่งที่ปรารถนา  ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ” ซะที!!!

 การเสพ – เสวยผลของการกระทำ
หยาบสุด ถึง ละเอียดสุด จากอเวจีมหานรกถึงมนุษย์  เทพและพรหมทุกชั้นภูมิ (กามภพ – รูปภพ – อรูปภพ)  ทั้งหมดล้วนแต่เป็นรูปแบบของการใช้กรรม  คำว่า ใช้กรรม  หมายถึง รับผลของเจตนากรรม ผลของเจตนากรรม เรียกว่า วิบาก เนื้อหาของวิบากมีค่าเท่ากับ ลำบาก นั่นเอง เป็นการซ่อนความหมายที่แท้จริงของทุก(ข์)ๆสภาวะมากับรูปศัพท์ภาษา

มโน หรือ ใจ มีธรรมชาติเดิมๆ คือ ว่าง โปร่ง โล่ง เบา ไม่มีน้ำหนัก ไร้ที่ยึดเกาะ ไม่มีขอบเขต อิสระ ไม่ต้องการสิ่งใด ไม่ต้องแม้แต่พยายามจะเป็นตัวมันเอง คือ มโน ไม่ได้พยายามเป็นมโน  เพราะที่แท้มันก็ไม่ใช่อะไร ตัวมันเองยังไม่ยึดติดตัวมันเองเลย  จึงปราศจากเจตนากรรมใด ๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น การกระทำต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เริ่มที่ใจนั้น เหตุผลักดัน – ขับเคลื่อนให้เกิด มโนกรรม ล้วนเกิดจากสิ่งปรุงแต่งอื่น(เจตสิก)ไม่ใช่จาก “มโน”เอง สิ่งปรุงแต่งที่สำคัญก็คือ ตัณหา - อุปาทาน จึงมีผลที่ทำให้ใจเกิดความบีบคั้น  ตึงเครียด– ขาดอิสระ ความจงใจทางใจ – เจตนากรรมทางใจ หรือ มโนสัญเจตนา ยิ่งมาก ยิ่งทุกข์ เรียกว่า ทุกข์ใจ เมื่อ “ต้อง”ก็ตึง เมื่อ “ตั้ง”ก็หนัก ต้องมากตึงมาก ตั้งมากหนักมาก คือตึงใจ เค้าเรียกว่า ตึงเครียด หนักอก หนักใจ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะใจถูกตัณหา – อุปาทานครอบงำ  เนื่องจากขาดสัมมาทิฐิ เมื่อมีความเข้าใจที่ตรงต่อสัจธรรมจริงๆแล้ว ใจจะไม่ถูกตัณหา – อุปาทานครอบงำให้หลงจนเป็นทุกข์  ให้หลงตึงเครียดไปเอง เรียกว่า ไม่ต้องหลงไปทำลายอะไร  หลงไปคอยละอะไร หลงไปปล่อยอะไร เพียงแค่เลิกหลงกำ เลิกหลงเกาะ เลิกหลงแกะ  มันก็ตรงต่อหลุดกันเองอยู่แล้วทันที เพราะโดยเนื้อหาของทุก(ข์)ๆสภาวะมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วจริง ๆ จึงว่า  ให้ตรงต่อสัจธรรม

อ่านมาถึงตอนนี้   จะเข้าใจได้หรือไม่ว่า  เจตนากรรมจะใช้ตอนไหน ?

เจตนากรรม : เอาไว้ใช้เพื่อการเกื้อกูล สงเคราะห์ อนุเคราะห์ ช่วยเหลือ แม้แต่การ เตือนใจก็เป็นเจตนากรรมที่ช่วยเหลือให้ “ใจ”ได้คลายจากการหลงยึด – หลงอยาก – หลงอารมณ์ แต่ไม่ใช่การเข้าไปทำอะไรกับสภาวะที่กำลังปรากฏ โดยไม่ใช่เพราะมันเป็นเรา หรือของเรา และเพื่อเอา หรือไม่เอาอะไร

       ส่วนเรื่องภายในใจปล่อยให้แสดงออกอย่างเต็มที่เรียกว่า ปล่อยมันไป แต่ก็ไม่ใช่ทำตามทำต้านมันอีกด้วย  กิริยา “ ตาม” โดยสัจธรรมแล้วไม่มี คือไม่มีอะไรตามอะไร ดังนั้น กิริยา “ตาม”ต้องมีเจตนา จึงจะก่อเกิดอาการ “ตาม”ได้ เมื่อใดตาม...ก็ติด  ภาษาจึงว่า ติดตามหรือตามติด ดังนั้น “ใจ”ปล่อยให้มันว่าง คือ
- ว่างหรือปราศจากเจตนากรรม(งาน)ทุกรูปแบบ
- ให้ทุกสภาวะปรากฏ(เกิดของมันเอง) และเป็นไป(ดับเอง)อย่างอิสระเต็มที่ , สุด ๆ
- ปล่อยอย่างสุดจิต สุดใจ ปล่อยมันไปอย่างสุด ๆ เหมือนแบมือให้สุด
         - (ไว้)วางใจ , จริงใจ - ศรัทธาต่อความดับ–ความหลุด–ความไม่ใช่อะไร–ว่างอยู่เองแล้ว ของทุกสภาวะ อย่างหมดจิตหมดใจ เรียกว่า (ไว้)วางใจต่อสัจธรรม  ตรงต่อสัจธรรม นั่นแหละที่จะเป็นพลัง(พละ-อินทรีย์)ของความเด็ดขาดทางใจที่จะไม่ไหลตาม(ละ)ไปเอง

เมื่อดำริจะช่วยจะทำ (ใจก็รู้เองอยู่แล้วว่าสมควรช่วย?  สมควรทำ? มีประโยชน์?) เมื่อดำริแล้วก็ทำเลย ฉับพลัน หรือหากยังไม่ถึงเวลาทำก็ไม่ต้องตอกย้ำ หมกมุ่น กับการคอยช่วย คอยทำ หรือวางแผนแบบเป็นตุเป็นตะ เป็นวรรคเป็นเวร การที่มีดำริแบบตอกย้ำ ซ้ำ ๆ ก็คือ หมกมุ่น กลายเป็นดำริที่ถูกตัณหา – อุปาทานแทรกซ้อนเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

เราต้องฉลาดและเฉลียวใจเป็นด้วย มิใช่อาศัยความปรารถนาดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำอะไร ๆ ที่หวังจะเป็นการเกื้อกูล สงเคราะห์ แต่ถูกโมหะ ตัณหา ครอบงำซะเนียนเชียว แล้วก็ไม่รู้ตัว ต้องทุกข์ยากลำบาก ดิ้นรนเพราะการเกื้อกูล สงเคราะห์นั้น

บางทีก็ต้องรู้จักเตือนตนเองบ้าง ทบทวนให้ตรงต่อความจริงบ้าง กันหลง
: เมื่อเราต้องทำหน้าที่ – บทบาท (โดยสมมติ) ก็ทำแบบไม่เอาและไม่ in แล้วจะเป็นเนื้อหาของการคิดดี – พูดดี – ทำดีไปเอง ให้รู้อยู่แก่ใจถึงความเป็นสสมติของสรรพสิ่ง จะกันการหลงยึด ให้เป็นเหยื่อของตัณหา – อุปาทานในระหว่างการเกื้อกูล สงเคราะห์นั้น
: ทำแล้วก็ให้แล้ว ๆ ไป อย่าให้มีเนื้อหาของการหลงหมกมุ่น หลงเอาจริง หลงเอาจัง หลงเอาเป็นเอาตาย  ตกหล่น  ติดขัด  ข้องคาอยู่ในใจ
: ถ้าทำหน้าที่แล้ว แต่ไม่แล้ว ๆ ไป การทำหน้าที่ – บทบาทนั้น  ก็จะเป็นการสร้างเหตุแห่งทุกข์อยู่ร่ำไป

เรื่องของการเตือน  ตรวจสอบ  ทบทวน เช็ค ใหม่ ๆ ก็คงต้องมีบ้าง แต่อย่าให้เยิ่นเย่อ ยืดเยื้อ แตกซ่าน หรือเพื่อเอาความรู้ ความเข้าใจ ไม่อย่างนั้น จะเกิดตัณหาซ้อนปัญญา หรือเพื่อที่จะทำให้เต็มที่ ทำให้ถูกก็อาจกลายเป็นกิเลสซ้อนธรรมทันที
• ตรวจสอบก็ตรวจสอบได้ เพื่อให้ตรงต่อเนื้อหาของสัจจะธรรมที่ไม่ต้อง...อยู่แล้ว,ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ดับเองอยู่แล้ว
• เช็คก็ไม่ใช่คอยเช็ค อย่ามัวแต่เช็ค in  เช็ค out – เช็คเข้า เช็คออกอยู่นั่น ถึงไหนแล้ว เหลือเท่าไร มีเท่าไร หมดเท่าไร มีอะไรเข้า อะไรออก เฝ้าอยู่นั้น เฝ้าธาตุ – เฝ้าขันธ์ นั่นเอง
• ทบทวนก็ทบทวนเพียงให้ใจตรงต่อความเป็นจริง สรุปลงที่ความเป็นจริงเรื่อย ๆ สรุปตรงต่อความเป็นจริงแล้ว ใจก็ยุติทำไปเอง
เมื่อใจตรงต่อไม่ต้อง...อยู่แล้ว มันจะยุติทำไปเอง
เมื่อใจยุติทำแล้วก็ถึงยุติธรรม คือ วิมุติ นิโรธ นิพพานอยู่เองแล้วเลยทันที
ยุติทำ เนื้อหาก็คือ ยุติภพ – ยุติชาติ, ตัดภพ – ตัดชาติ ยุติ(กรรม)ภพ (ความจงใจก็คือ
การเกิดชนิดหนึ่ง) ไม่สืบเนื่องต่อไปเป็นอุปัตติภพและชาติ ชรา มรณะในวงจรปฏิจจสมุปบาท ต่อไปเรียกว่า เมื่อ(ใจ)ยุติทำ   (ใจ)ก็ตรงต่อความดับอยู่แล้วเลยทันที

No comments:

Post a Comment