Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#22

              เจตนากรรม เอาไว้ใช้กับบทบาท หน้าที่ การงานโดยสมมุติทั้งหลายทั้งปวง  และให้เป็นไปเพียงเพื่อช่วยเหลือ – เกื้อกูล – สงเคราะห์ – อนุเคราะห์เท่านั้น  เป็นการใช้(ขันธ์)แล้วก็จะวาง(ขันธ์)ได้ง่าย  ไม่ใช่-เป็น-แต่แบก(ขันธ์-สติ สมาธิ ปัญญา)ไว้ อันนี้คงไม่ต้องพูดถึงเจตนาในทางที่ไม่ชอบคือ ที่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนหรือเห็นแก่ตัว(เอง) ไม่เว้นแม้แต่ทาน  ศีล ภาวนา เรียกว่า เจตนากรรมใด ๆก็ตามให้ปลอดหรือปราศจากความปรารถนา คาดหวัง  รอคอย  เอา(โดยเจตนา)  แทรกซึมอยู่ในความรู้สึกก่อนทำ ขณะทำ  หลังทำ
            เมื่อมีเจตนากรรมเป็นเหตุ ก็จะเกิดผลคือ วิบาก ตามมา อยู่แล้ว โดยไม่ต้องอธิษฐานขอให้เกิดผลอีกใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่อาจปฏิเสธ ผลกรรมใด ๆอันไม่พึงประสงค์นั้นด้วย ปลูกมะม่วงก็ได้ลูกมะม่วง ไม่ต้องตั้งปรารถนา – อ้อนวอน  ขอร้อง บนบาน ให้ได้ลูกมะม่วง ฉันนั้น

        กฎแห่งกรรม

         เป็นกฎที่ยุติธรรม (โดยภาษา) ที่สุด
         เป็นความเป็นจริง(สัจจะ) ของธรรมชาติ ชนิดที่เนื่องมาจากเจตนากรรม  
         เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่มีเจตนาเกิดขึ้น กรรม การกระทำได้เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้วทันที คือ มโนกรรม ส่วนผลหรือวิบากจะเกิดเมื่อใด อย่างไร ไม่อาจกำหนดได้
         เมื่อทำก็ต้องมีผลของการกระทำนั้นอย่างเที่ยงแท้  อย่าได้สร้างเงื่อนไข  ข้อแม้    ร้องขอ  ต่อรอง  ปรารถนา หรือปฏิฆะ  ปฏิเสธให้วุ่นวายไปเลย

      เนื้อหาใด ๆ ก็ตามของเจตนากรรม หากเป็นไปเพราะ... หรือเพื่อ...ตัวเอง!!! เป็นความหลงทำให้เกิดการพอกพูนความหลงผิดว่า เป็นตัว เป็นตน เป็นเรายิ่งๆขึ้นไปแล้ว   เรียกเจตนากรรมนั้นๆได้ว่า เป็นไปเพราะหรือเพื่อความเห็นแก่ตัว(ตน-อัตตา-สักกายทิฐิ-โมหทิฐิ)   ทั้งสิ้น

     การกระทำใด ๆ ที่เรียกว่า ความดี – บุญ - กุศล เช่น ทาน – ศีล – บารมี - สติ – สมาธิ – ปัญญา ถ้ามีเนื้อหา – แง่มุมที่ตอกย้ำ หรือส่งเสริม หรือกระตุ้น “ความหลง”ว่าเป็น “ตัวตน”แล้วละก็
ทาน นั้นก็เรียกว่า  ทานที่เห็นแก่ตัว (ตน) (กู)
ศีล นั้นก็เรียกว่า  ศีลที่เห็นแก่ตัว (ตน) (กู)
สติ นั้นก็เรียกว่า  สติที่เห็นแก่ตัว (ตน) (กู)
สมาธิ นั้นก็เรียกว่า  สมาธิที่เห็นแก่ตัว (ตน) (กู)
ปัญญา นั้นก็เรียกว่า  ปัญญาที่เห็นแก่ตัว (ตน) (กู)

           แรงผลักดันเบื้องหลังก็เพราะหลงตัว ทำไปเพื่อตน เรียกว่าเป็นการอนุรักษ์เผ่าพันธุ์(สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม)ไว้เป็นอย่างดี เช่น ให้ทาน – ทำทาน ก็หวังผลบุญให้ตนเองได้อิ่มใจสุขสบาย โชคดี ร่ำรวย ปลอดภัย ฯลฯ แม้การให้อภัยก็ยัง(แอบ)หวังผลตอบแทนเข้าหาตน

รักษาศีล ก็เพื่อให้ได้บุญ จะได้ไม่ตกนรก  กลัวตกนรก  กลัวจะไม่ดี  กลัวจะเป็นทุกข์ เป็นโทษตามมา  กลัวจะลำบากภายหลังมีหิริก็เพราะกลัวบาป, มีโอตตัปปะ ก็เพราะมีตนเกรงกลัวต่อผลของบาปกรรม ก็เลยพยายาม(หลง)รักษาศีล อันนี้ก็ดี  แต่ก็ยังไม่ตรงต่อดับ ยังไม่ตรงต่อความไม่ยึดติด(สัจธรรม)  เรียกว่ายังมีมิจฉาทิฐิ-สักกายทิฐิเจือปน

เจริญสติ ก็เพื่อให้ตนเองมีสติ เพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์ ให้กิเลสหมดจากเรา เราหมดกิเลส ไม่ให้กิเลสเกิด กลัวกิเลสเกาะ  กลัวเผลอ ก็เลยพยายามให้มีสติ อันนี้ก็ดี  แต่ก็ยังไม่ตรง

ทำสมาธิ ก็เพื่อให้สงบ  สุข เบาสบาย  หรือกำจัด  กด  ข่มนิวรณ์เพื่อ...แม้แต่เพื่อที่จะเป็นบาทฐานเพื่อให้เกิดปัญญา หรือญาณทัสสนะใดๆก็ตาม ก็ยังไม่ใช่

ปัญญา ก็เพื่อให้ตัวเองได้รู้ – เข้าใจ  จะได้เอาปัญญาไปจัดการกิเลส  กำจัดกิเลส จะได้ถึงนิพพาน  คิดว่า  เข้าใจว่า  เห็นว่า  รู้สึกว่า  ว่าๆๆๆ...กันเอาเองทั้งนั้น

        เนื้อหาของกรรมที่  “เพื่อ...” “เพราะ...” คือความไม่จบในตัวของสิ่งนั้นนั่นเอง ยังเป็นลักษณะของการดำเนิน(ทั้งเป็นทั้งไป) เป็นอาการหมุนวน(เกิด)อยู่กับขันธ์และวิบากของขันธ์(เรื่องของเหตุและปัจจัย)  เรียกว่าไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่ยอมจบ ไม่ตรงต่อดับอยู่เองแล้ว วางอยู่เองแล้ว ว่างอยู่เองแล้วซะที ตรงกับคำว่า “ปัจจยาการ”หรือ “ปฏิจจสมุปบาท”นั่นเอง

ให้เข้าใจว่า เจตนากรรมใดก็แล้วแต่ หากไม่ได้เป็นไปเพื่อช่วยเหลือ เกื้อกูล สงเคราะห์ อนุเคราะห์ แถมมีเนื้อหาที่มีลักษณะของการเอา – ยึด – ติด อันเป็นสิ่งที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมแล้ว อาจเรียกได้ว่า ทั้งหมดเป็นไปเพราะเห็นแก่ตัวและเพื่อตัวตน (เราและของเรา)

     ให้เข้าใจว่า เจตนาที่จะทำ หรือ งดเว้น มิใช่ติดอยู่แค่เพราะ ถูก – ผิด, ดี-ชั่ว ,บุญ-บาป,สมควร – ไม่สมควร... แต่ให้หมายถึงสิ่งที่จะทำ – ไม่ทำ เนื่องด้วย สัจธรรม ของทุกสภาวะทั้งภายนอกใจ –ในใจ เป็นเช่นนี้คือ ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว วางอยู่เองแล้ว หลุดอยู่เองแล้ว ว่างอยู่เองแล้ว ไม่ใช่อะไร ไม่มีความหมายอยู่แล้ว ให้มีสัมมาทิฐิ ชนิดนี้รองรับเป็นประธานไว้ตลอด แล้วจะได้ไม่หลงทำ หรือหลงไม่ทำ แบบมีตัณหา –อุปาทาน แทรกสอดไส้ ไปตลอดกาล  แล้วอย่างนี้ “อัตตวาทุปาทาน” (ความหลงสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน)ก็จะไม่ได้รับการตอบสนองให้เกิดทุกข์โทษต่อไปได้

No comments:

Post a Comment