Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#21

 
เมื่อฟังธรรมจากองค์พุทธอรหันต์ มหาโพธิสัตว์ที่ท่านแสดงสัจจะแล้วเราก็จบตาม ไร้ - ไม่ - ดับตาม ฟังธรรมแล้วเห็นด้วยคล้อยตามก็ยังไม่ใช่  พยายามทำความเข้าใจเพื่อจะไปทำหรือไปปฏิบัติทำ ก็ไม่ใช่  ยิ่งมัวแต่ไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เทียบเคียงกับความรู้เก่า  ทิฐิเดิมอยู่นั่นก็ยิ่งไม่ใช่  แทนที่จะตรงต่อความดับ ความไม่ติดขัดข้องคา  ความไม่ลังเลด้วย อย่างตรงๆ ซื่อๆ แต่กลับกลายเป็นความเยิ่นเย่อ  เอ๊ะอ๊ะเสียเวลา เสียประโยชน์ตนไปซะอีก

คำว่า ไม่..ตาม – ไร้ตาม – ดับตาม หมายถึง ไม่ตั้ง – ไม่ต้อง – ไม่เจตนา – ไร้เจตนาที่จะทำรู้ –ทำดู –ทำเห็น –ทำความเข้าใจ –ทำการปล่อย –ทำการวาง

          เนื้อหาคือ งดเว้นเจตนากรรมทุกรูปแบบ( ยกเว้น เพื่อบทบาท หน้าที่โดยสมมุติ อันเป็นไปเพื่อการเกื้อกูลสงเคราะห์)  เพราะใจรู้เรื่องของสัจธรรมแล้ว    ก็หมดสิ่งปรารถนา(โดยเจตนา) เลิกดิ้นรน  เสาะแสวงหา ไม่ก่อเกิดเจตนากรรมสนองตามแรงดันของตัณหา – อุปาทานที่มาเชิญชวน ชักจูงให้กระทำกรรมใดๆ แล้วต้องเสวยวิบากอีกต่อไป เรียกว่า ภพชาติก็ไม่งอกเงย ดับเอง ตัดไปเอง ลดน้อยไปเอง

ปล่อยให้มัน “ไม่”กันเอง ซึ่งสัจจะเค้าก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  ให้ไว้วางใจต่อสัจธรรมอย่างจริงใจ แท้จริง ไม่ต้องคอยคุม ไม่ต้องคอยประคอง  ปล่อยชนิดไม่ต้องบันยะบันยัง เหมือนการกางนิ้วมือออกอย่างเต็มที่ ปล่อยชนิดที่ไม่ต้องเกรงใจอะไรทั้งนั้น  ไม่ต้องกลัวไม่รู้ เกรงจะไม่เข้าใจ ห่วง หรือ กลัวจะเผลอไผล จะไม่ได้อะไร ๆ  อาการที่บ่น ยึกยัก เอ๊ะอ๊ะ เอะอะ โหวกเหวกโวยวาย ลังเล สงสัย  เกรง กลัว ห่วง ฯลฯ อยู่นั่นน่ะ มันอนุสัยของกิเลสหรือผลของกิเลสทั้งนั้น อย่าได้ไปเจ๊าะแจ๊ะ  หมกมุ่น หรือสนใจ(โดยเจตนา) กับมันเด็ดขาด เดี๋ยวมันก็เฉาตายไปเอง

              เพียงให้เรามีความเข้าใจความเป็นจริงอันเป็นบทสรุปถึงที่สุดของของเก่าเหล่านั้นไว้ให้ดี ๆ ๆ  โดยเฉพาะ  เวลามันเผลอ – หลงเข้าไปสนใจ ไปแช่ ไปจม ไปงม ไปทำต่อหรือทำต้านโดยไม่รู้ตัว นั้นก็ต้องยอมรับเพราะมันบังคับไม่ได้  เมื่อเผลอแล้วก็แล้ว แล้วไป  อย่าไปขุดคุ้ยตอกย้ำอีกโดยเจตนา แล้วจะไม่เป็นเหตุให้เกิดการติดค้างอยู่ในใจในทุกแง่ทุกมุม  ไม่ต้องไปหลงให้ค่ากับมันทั้งหมด  ไม่ว่าจะดี  -ไม่ดี,  ถูก – ไม่ถูก, ใช่ – ไม่ใช่,  ไม่ใช่ว่าต้องทำให้ดีกว่านี้อีก กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการดิ้นรนทางใจไปเรื่อยๆ

เพราะการไปเจ๊าะแจ๊ะ  แวะเวียนกับปรากฏการณ์ – สภาวะ มันเป็นการให้ อาหาร หรือเติมเชื้อยึด เชื้ออยากให้กลายเป็นยาง – เยื่อ – ใยกับกรรมอนุสัยเดิม ๆซึ่งมีแต่เรื่องเก่า ๆ

     เพียงแต่เราไม่เจตนาแวะ ไม่ว่าจะแวะซอยไหนๆที่ว่าดูดีเช่นซอยวิจัย ซอยวิจารณ์ ซอยสังเกต  ซอยพิจารณาไม่จงใจกำ ไม่ตั้งใจเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ การหลุดพ้น  ก็เป็นไปเองอยู่แล้ว ความไม่ติด– ขัด – ข้อง – คา - วิมุติก็อยู่แล้ว นิพพานก็อยู่แล้ว เราอย่าได้ดิ้นเลยนิพพานไปซะเอง

อีกเนื้อหาหนึ่งของนิโรธ หรือนิพพาน คือ การดับลงของกิเลส กิเลสก็ดับอยู่แล้ว หมายถึง กิเลสก็มีความดับในตัวของมัน เรียกว่า ธรรมะในกิเลส เพียงแต่อย่าไปเป็นกิเลส ซ้อนผลิตผลของกิเลสเก่า ๆ(วิบาก) ที่ปรากฏขึ้นเท่านั้น ทุกข์ก็มีความพ้นทุกข์ ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว  กิเลสก็มีธาตุดับ ธรรมะก็มีธาตุดับ เอา – ยึดจริง ๆ ก็ไม่ได้ ไล่ – ผลัก – กำจัด ก็ไม่ได้

                 กล่าวได้ว่า ธรรมะกับกิเลสนั้นเสมอกัน ไม่ต่างกัน เหมือนกัน  สิ่งเดียวกัน คือ ขันธ์เหมือนกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสัจจะในตัวของมันเองเสมอกันอยู่ทั้งสิ้น  ไม่ได้ดีหรือแย่กว่ากัน     ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน อนาคต

- ไม่อยากนิพพานก็ไม่ได้ เพราะนิพพานอยู่แล้ว
- จะเอานิพพานก็ไม่ได้ เพราะถ้าเอาก็ไม่ใช่นิพพาน

คำว่า กิเลส ๆ ก็คือ สิ่งที่ขัดแย้งต่อความเป็นจริง ก็คือ ตัณหา - อุปาทานอีกอย่างที่ยังเข้าใจกันผิด ๆ คือ เข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึก ความนึก ความคิดที่ไม่ดีเท่านั้นที่เป็นกิเลส เช่น ความหงุดหงิด โกรธ ชอบ ชัง อิจฉา...หรือนิวรณ์ทั้ง 5 สิ่งเหล่านี้   คราเมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วมันก็แค่เป็นผลงานของ “ของเก่า” ถ้าจะจัดก็จัดอยู่ในกองทุกข์ ( ซึ่งหน้าที่ต่อทุกข์ นั้น ท่านให้รู้ความเป็นจริงของทุกข์  มิใช่ให้ไปทำการละทุกข์ )

                   ผลงานของ “ของเก่า” เรียกว่า วิบากนั้น  การปรากฏขึ้นของมันจะเป็นไปตามเหตุ – ปัจจัย เช่น  เคยเห็นแล้วรู้สึกชอบ เห็นอีกก็จะชอบอีก , เคยได้ยินแล้วไม่ชอบ ได้ยินอีก ความไม่ชอบก็จะปรากฏอีก ดังนั้นความชอบ และไม่ชอบนี้ ไม่จัดว่าเป็นกิเลส  ถ้าจะจัดก็จัดเป็น กองทุกข์ –สภาวะทุกข์ชนิดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีสัจจะเสมอกัน คือ ไม่ใช่อะไรที่แท้จริง หลุดอยู่เอง ดับอยู่แล้ว เหมือนกัน ต่อเมื่อเกิดแล้ว ก็มีการรับรู้ ระลึกรู้เองตามธรรมชาติ  ทั้งประกอบด้วยความเข้าใจที่ตรงต่อความจริงอันเป็นที่สุดของทุกสภาวะ ไม่ทำตาม  ไม่ทำต้านไม่ทำความสนใจ ไม่ใส่ใจกับสภาวะนั้น ก็จะเป็นทั้งรู้ และละไปพร้อมกับนิโรธรวดเดียวเลยโดยไม่ต้องมีขั้นตอน

ส่วนตัวกิเลสแท้ก็คือ อยากรู้  อยากดู  อยากเห็น  อยากละ  เอา  ไม่เอา ไม่อยากซึ่งจะแสดงออกมาอยู่ในเนื้อหาของเจตนากรรมนั่นเอง  เช่น ทำตามความชอบ – ความไม่ชอบ, ทำต้านความชอบ – ความไม่ชอบ , ไปสนใจดู – สนใจรู้ – เฝ้าดู – เฝ้ารู้ เป็นต้น  ดังนั้น การงดเว้นเจตนากรรมก็คือ การละตัณหาหรือละสมุทัยนั่นเอง ส่วนการมีเจตนากรรมในทุกรูปแบบ ที่จะปรุง – สร้าง –แต่ง-สภาวะขึ้น ไม่เว้นแม้จะเรียกว่า ปฏิบัติทำ เช่น เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ก็ล้วนแต่เป็นเนื้อหาของการเจริญสมุทัยทั้งสิ้นด้วยเช่นกัน

เล่ห์เหลี่ยมอีกอย่างหนึ่งของ ตัณหา – อุปาทาน ก็คือ การคอยเช็ค การตรวจสอบ การทบทวน ซึ่งดูเหมือนดี แต่ลองพิจารณาดูซิ ว่า เช็ค – ตรวจสอบ – ทบทวนเพราะอะไร ?  ก็เพราะมีการหวังผลอะไรบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะกลัวจะไม่รู้ – กลัวไม่เข้าใจ – กลัวหลง ลึกๆ ก็คือ กลัวตัวตน( Self )จะไม่ได้อะไร กลายเป็น “ตัวตน”สั่งให้เช็ค – ทบทวน –ตรวจสอบเพื่อ“ตัวตน” (อันเป็นความหลงผิด) ก็เลยตอกย้ำความหลงยึดอัตตาจอมปลอม   ถ้าหากใจเราเด็ดขาด เด็ดเดี่ยวต่อไม่ต้อง...อยู่แล้วจริง ๆ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเอง

          อาการของความคาดหวัง หรือประสงค์ต่อผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ก็เป็นเนื้อหาของตัณหา – อุปาทาน  เช่นเดียวกันกับการเช็ค – ตรวจสอบ – ทบทวน –การประเมิน กลายเป็นการกระทำที่เข้าทางกิเลส ทั้งนั้น

           ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงกลไกของความหลงที่พยายามจะอนุรักษ์,  พิทักษ์, รักษา “ตัวตน”  (Self)อันเกิดจากความหลงผิด เข้าใจผิด  กลัว(ความหลงว่าเป็น)ตัวตนจะหมดไปหรืออย่างไร ?

การเช็ค – ตรวจสอบ – ทบทวน นับว่าเป็นงานทางใจ เพราะต้องอาศัยเจตนากรรมนั้น สามารถทำได้ แต่... เนื้อหาก็เพื่อให้ตรงต่อสัจจะ เท่านั้น ไม่ใช่เช็คว่าทำได้ดีเพียงใด – ไม่ดีเพียงใด มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน ทำถึงไหนแล้ว  ให้ผลเป็นอย่างไร หรือวางแผนที่จะทำอะไร ๆ ต่อไป เป็นต้น

           การป้องกันไม่ให้เกิดปัญญาแตกซ่านในลักษณะอื่นๆไปเรื่อยๆจากการเช็ค-ทบทวน-ตรวจสอบนั้น  ให้สรุป(จบ)ลงที่(ระลึกถึง-เตือนใจถึง-สำเหนียกถึง-คำนึงถึง= ตื่น!!!)สัจจะอันเป็นที่สุดของทุกสภาวะ(รวมทั้งสัจจะของการเช็คนั้นด้วย)ทุก ๆครั้ง นี่แหละ  จึงจะเป็นปัญญาที่ตัดปัญญา  เรียกว่า “สั้นสุด”และ“สุดสั้น” และการเช็ค  การตรวจสอบ  การทบทวน การวิจัย-วิจารณ์ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงจะหมดสิ้นไปเอง  เมื่อใจตรงต่อไม่ต้อง  ไม่ตั้งจริงๆ   จะตรงกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในตอนท้ายของทุกบรรพในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า “เธอเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก

No comments:

Post a Comment