Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#20

              3. การละสมุทัย
        ผู้ปฏิบัติมักจะเอาตัณหาไปละตัณหา โดยไม่รู้ตัวคือ เอากิเลส, ความอยาก, ตัวตน  ไปปฏิบัติทำ เพื่อหวังให้หมดกิเลส หมดอยาก หมดตัวตน ซึ่งมันเป็นไปบ่ได้
        ผู้ปฏิบัติ มักไม่รู้  หรือมองข้าม และ ละเลยหน้าที่ต่าง ๆ ใน อริยสัจ  4 ที่กล่าวเรียกกันว่า ปริวัฏ 3 อาการ 12 คือ สัจจญาณ  กิจจญาณ  กตญาณ  
           รอบแรก คือ สัจจญาณ การหยั่งรู้เนื้อหา ( ระวังภาษานะ เดี๋ยวจะไปหลงทำ กิริยา หรืออาการ หยั่งรู้ ) ว่านี้คือทุกข์ หรือทุกข์คือดังนี้,  นี้คือทุกขสมุทัย, นี้คือทุกขนิโรธ, นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ ถึงเนื้อของตัวสัจจะที่เรียกว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ  มรรคว่าคืออะไร     รอบสอง คือ กิจจญาณ หยั่งรู้กิจต่อความจริง ทั้ง 4  ประการว่า

1. ทุกข์ให้รู้ ( อย่างที่ได้เคยอธิบายแง่มุมต่าง ๆ    ในการรู้ทุกข์ และระวังภาษาด้วย )
2. สมุทัยให้ละ ( อย่างที่ได้เคยอธิบายเนื้อหาของการละที่ถูกต้องไว้แล้ว )
3. นิโรธ ทำให้แจ้ง
4. มรรค ให้เจริญ

            รอบสาม คือ กตญาณ หมายถึง ได้หยั่งรู้กิจที่ได้ทำแล้ว (ระวังภาษานะ) ในแต่ละข้อ รู้แล้ว ละแล้ว แจ้งแล้ว เจริญแล้ว นั่นเอง

ที่ว่าผู้ปฏิบัติไม่รู้,  มองข้ามหรือละเลย  คือ  เนื้อหาของ รอบแรก ของสัจจะทั้ง 4      มีแต่ตั้งหน้า   – ตั้งตา – ตั้งใจ จะทำแต่กิจของรอบที่ 2  ซึ่งข้ามขั้นตอน (สมมติภาษาว่ามีขั้นตอน) มันก็เลย หน้าตั้ง ตาตั้ง

                    การรู้ทุกข์ก็จะเป็นการรู้ที่ไม่แจ่มแจ้ง เพราะเป็นการรู้ที่ไม่ได้บทสรุปถึงความเป็นจริงอันเป็นที่สุดของทุก ๆ สภาวะ

เนื้อหา หน้าตาของตัณหาก็ “รู้”ไม่ครบถ้วน รู้แต่ในรูปของภาษา – ความหมาย แต่ไม่รู้จักเนื้อหาจริงๆ

เนื้อหาของความดับก็ไม่รู้  ไม่แจ่มแจ้ง ไม่เข้าใจว่า นั้นมีอยู่เองแล้ว ในทุกธาตุ –ขันธ์   ทุกสภาวะเป็นต้น  แค่การนึกคิด  พิจารณาถึงด้วยกำลังของปัญญาในขั้นสุตตะและจินตาก็ยังมองภาพไม่ออกเลยว่าจะพ้นจากความหลงผิดที่ยึดตัวยึดตนอยู่นี่ได้อย่างไร  เรียกว่าแค่คิดก็ยังคิดไม่ถึงหรือมองภาพไม่ออกเลยว่าจะถึงความพ้นทุกข์ได้อย่างไร  มีแต่บอกว่าให้ทำๆๆๆ...ไปเถอะ แล้วจะรู้เอง  เห็นเอง เข้าใจเอง เดาสุ่ม  งม  หา  รอคอย... จะทำให้ถึงความดับ  ก็เลยยิ่งเพี้ยน!

                 อย่าลืมว่าเราเป็นสาวกภูมิ  มิใช่พุทธภูมิ ให้เราทำเอง  รู้เอง เข้าใจเองไม่ได้ดอก เพราะอนุสัยของความอยาก ความยึดของเรามันหนาแน่น และเหนียวหนืดมากๆๆ...ทำไปมันก็ยึดไป   รู้ไปก็ติดไป  เข้าใจแล้วก็ยึดในความเข้าใจ  ตัณหาอุปาทานมันจะราดรดไปตลอดสายของการปฏิบัติทำ  แล้วจะตรงต่อสัจธรรมเมื่อไหร่?  ตรงต่อนิโรธอยู่แล้วได้อย่างไร?  ถึงได้กล่าวว่า  “แค่คิดก็ยังคิดไม่ถึง”ถ้าจะปฏิบัติให้มันถึงแล้วละก็  คงต้องพบกับความทุกข์ยาก  ลำบากอย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว   ที่มันปฏิบัติแล้วทุกข์ยากลำบากก็ไม่ใช่จากอะไรดอก  มันก็มาจากตัณหาอุปาทานนี้เองเป็นเหตุ

     ทางสายกลางก็ไม่เข้าใจเนื้อหา มุ่งแต่จะทำ มันก็เลย... กลายเป็นติดฝั่ง แถมไม่รู้ตัวอีกว่าติด

•  เราตั้งท่าที่จะคอยละตัณหา แค่ตั้งท่ามันก็เป็นตัณหาอยู่ในตัวซะแล้ว  เลยกลายเป็นการเจริญสมุทัย  เจริญกรรมอนุสัยใหม่ไปเรียบร้อย   แล้วจะไปละอะไรได้จริง  มีแต่เงาทั้งนั้นมันถูกกิเลสหลอกเอา...รู้บ้างมั๊ย... ที่เราตั้งท่าก็เพราะเราไม่รู้เนื้อหาของตัณหาจริงๆว่าหน้าตา - อาการของตัณหาอยู่ในรูปแบบไหนบ้าง คือ ขาดหรือไม่มีสัจจญาณของสมุทัย เหมือนจะไปจับโจร แต่ไม่รู้ว่าโจรหน้าตาอย่างไร อยู่ที่ไหน จับได้เหมือนกัน แต่เป็นลูกสมุนโจร โจรเล็ก โจรน้อย หรือไม่ก็แพะ

ส่วนโคตรพ่อโคตรแม่ของโจรเราไม่ได้แอ้มมันหรอก  ปฏิบัติทำเก่งขนาดไหน มันก็ไม่กลัวหรอก ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทำให้โมหะ – ตัณหา – อุปาทานได้กำลัง แล้วแปลงโฉมซะเพลิศแพรว  ดูให้ดี ๆ   ต้องเข้าใจให้ถูกว่า

             - ไม่มีอะไรไปจบ ไปแก้ ไปแทนที่  ไปทำลาย  ไปกำจัด  ไปควบคุม  ไปแทรกแซงอะไรได้จริง...หลอก

            - การละที่แท้จะเกิดขึ้น เมื่อใจรู้ความเป็นจริงอันเป็นที่สุดของทุกสภาวะอย่างซาบซึ้ง  แล้วไม่มีเจตนาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย คือ เลิกหลงยุ่งไปซะเอง นั่นแหละ จึงจะจบเรื่อง หรือหมดเรื่องวุ่น ๆ มันก็ตรงต่อ  สงบอยู่แล้ว  ดับอยู่แล้ว  ไม่ใช่สิ่งวุ่นวายอยู่แล้วทันที

        โคตรพ่อโคตรแม่ของโจร ก็คือ ผู้ที่สั่งให้ไปจับโจรนั่นเอง แล้วโจรมันจะหมดโลกได้อย่างไร  เหมือนกับที่ได้เปรียบเทียบเรื่องของยักษ์ ไว้ในเนื้อหาก่อนหน้านี้

      ตัวที่ปรารถนาปัญญา หรือ วิชชาก็คือ อวิชชานั่นเอง หารู้ไม่ว่าใจเดิมจริง ๆ เค้าไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ใจเต็มแล้ว  ประภัสสร สมบูรณ์พร้อม พออยู่แล้ว ไม่ขาด ไม่พร่อง ไม่เกิน ไม่เลย การแสวงหาวิชชา ปัญญาท่านจึงเรียกว่า อวิชชาในวิชชา,  ตัณหาในปัญญา, กิเลสในธรรมะ

     ฟังดูเหมือนมันมีขั้น – มีตอน แต่ในความเป็นจริงของการปฏิบัติ (ระวังภาษานะ) แล้วไร้ขั้นไร้ตอน  ภาษาของผู้รู้จะสามารถสะท้อนให้เราเข้าใจเนื้อหาของสัจญาณในรอบแรกได้เป็นอย่างดี  เมื่อได้ฟังเนื้อหาที่ผู้รู้ท่านแสดงสัจจะของทุกธาตุ-ขันธ์อันเป็นกองทุกข์ว่า  ว่างอยู่แล้ว

No comments:

Post a Comment