Friday, February 8, 2013

กรรมอุปโลกน์ โลก 2.0

ช่วงนี้(ช่วง เม.ย. - พ.ค. 53) หลายๆคนคงอยู่ในอาการมึนตึ้บ กับสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายไม่รู้จบ...ก็เพราะมันไม่เคยจบไงครับ กรรมมันมีลักษณะวนเป็นวงกลมอยู่นั่นแหละ ชาตินี้ทีมึง ชาติหน้าทีกู ไม่จบสิ้น

ความรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายของสื่ออินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กๆทรงพลัง สร้างแรงกระเพื่อมออกไปสู่โลกภายนอกได้ด้วยการสื่อสารออกไปผ่านเว็บประเภทเครือข่ายสังคมที่เชื่อมโยงกันหมด ก็ยิ่งทำให้สังสารวัฏน่าเวียนหัวขึ้นไปอีก หรือว่าไม่จริง

อย่างที่เรียกว่าห้าขันธ์(คนหนึ่งคน) ส่งกระแสไปให้อีกล้านๆขันธ์ได้วนกันมันสะใจไปเลยนั่นแหละ แบบนี้เขาเรียกกรรมทั้งนั้น เป็นกรรมบนโลก 2.0 (คือเป็นกรรมบนเครือข่ายเว็บไซต์สังคมนั่นแหละ)

ผมเองจริงๆก็มีบัญชีบนเครือข่ายเว็บสังคมเหมือนกัน แต่ไม่เคยไปปลูกผักให้ใคร ไม่เคยเข้าแก็งค์ใคร นานๆเข้าไปที ซึ่งไปๆมาๆแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองเข้าไปทำอะไร พอดีไม่ค่อยอยากจะรู้เรื่องคนอื่น เพราะเรื่องของตัวเองก็ปวดหัวพอแล้ว ที่ต้องใช้บ้างก็คงจะเป็นการนำความสว่างไสวสู่โลกแค่นั้นเอง

ความสะดวกสบายและทรงพลังของเครือข่ายแบบนี้เองที่ทำให้ผู้คนมากมาย เต็มอกเต็มใจถอดวิญญาณกลายร่างเป็นสัมภเวสีแห่งโลกไซเบอร์ไปสิ่งเว็บโน้นที เว็บนี้ที จุติร่างอวตารลงไปวนในสังสารวัฏ 2.0 ร่อนเร่หาเพื่อนไปเรื่อย เป็นการจำลองภพภูมิที่จะไปเกิดในชาติหน้าได้ดีทีเดียว

เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนั้นอย่านึกว่ามันดีนะครับ ที่เราเห็นในอินเตอร์เน็ตนี่กรรมทั้งนั้นครับ เป็นเรื่องของมโนกรรมโดยตรง ซึ่งแปลได้ว่าเป็นเนื้อหาแห่งสังสารวัฏล้วนๆ โดยปกติปุถุชนก็วนกันอยู่แล้ว พอมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามาก็ยิ่งวนง่าย วนมาก วนบ่อยเข้าไปอีกเป็นสองสามเท่าหรือ ทวีคูณไม่รู้จบ และสามารถทำนายได้เลยว่าคนยุคใหม่จะมีความสุขยากขึ้น มีความทุกข์มากขึ้น ติดเชื้ออุปาทานง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เปราะบางมากขึ้น และล่มสลายเร็วขึ้น ตามความเจริญและความเร็วของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

การติดวนในความคิด ความปรุงแต่ง ความเพ้อฝัน นั้นก่อให้เกิดความมืดมนในจิตในใจ คนที่มืดมนหนึ่งคนก็สามารถก่อให้เกิดความมืดแผ่ต่อไปให้คนอื่นได้อีก ส่วนคนที่สว่างหนึ่งคนก็สามารถเเผ่ความสว่างออกไปได้เหมือนกัน โชคร้ายตรงที่ว่าคนที่มืดมนหรือคนที่วนนั้นมีเยอะกว่าคนที่สว่างมากมายนัก และคนที่มืดมนนั้นมีกำลังทรัพย์และเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายกว่า ส่วนคนที่สว่างแล้วเขาจะหลีกเลี่ยงกระแสลบที่อยู่บนโลกเครือข่ายสังคมครับ เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปรับกระแสวิบากของคนอื่น

ไม่เชื่อลองไปสังเกตตัวเองดูได้ ใครเล่นเน็ตเยอะๆลองสังเกตตัวเองว่ามีความสุขไหม ลุกลี้ลุกลนไหม มีสมาธิไหม ถ้าเป็นแบบที่อ่านมานะครับ นั่นแหละคุณกำลังรับวิบากกรรมอยู่ ส่วนคนที่เล่นบ่อยๆจนติดนั้นถือว่าเป็นกรรมอนุสัยครับ คือชอบทรมานตัวเองด้วยการวนอยู่ในสัญญา สังขาร วิญญาณขันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์กันเลยทีเดียว

ถ้าจะออกจากวิบากก็ง่ายๆครับ แค่ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่อะไรกับมัน เดี๋ยวมันก็จะจืดจางและไม่อยากไปเอง ที่สำคัญคืออย่าหาเหตุผลให้ตัวเองเข้าไปวนอีกก็แล้วกัน




No comments:

Post a Comment