Thursday, February 7, 2013

เลิกมีปมด้อย ภาค 2 (เรื่องของอาบัง)

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านเรื่องขององคุลีมาล จอมโจรที่ฆ่าคนเพื่อสะสมนิ้วให้ได้พันคน ซึ่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินคำว่า เราหยุดแล้วท่านเล่าหยุดหรือยัง? ไปกันแล้วนะครับ


เรื่องเล่าที่เราได้รับรู้กันนี้เป็นเรื่องที่เล่าผ่านบุคคลที่ 3 ซึ่งเอาความคิดความเห็นของตนเองเข้าไปบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆองคุลีมาลคิดอะไรในตอนนั้น แล้วทำไมถึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แบบฉับพลันได้ด้วยการฟังสัจธรรมจากพระโอษฐ์ การบรรลุฉับพลันที่เราได้ฟังก็ไม่มีใครเข้าใจและอธิบายได้ว่าทำไมถึงได้ทำให้บรรลุได้อย่างนั้น

ย้อนกลับมาถึงคำสอนเรื่องบัวสี่เหล่าที่จำแนกผู้คนประเภทต่างๆเทียบเคียงกับดอกบัวสี่เหล่า อันได้แก่

1. บัวใต้ตม อันได้แก่ คนที่ชาตินี้จะไม่มีวันได้บรรลุธรรม
2. บัวใต้น้ำ คือคนที่ยังต้องทำบุญทำกุศลต่อไปอีกเพื่อที่จะมีโอกาสบรรลุธรรม
3. บัวปริ่มน้ำ คือผู้ที่อินทรีย์พร้อมที่จะบรรลุธรรมในไม่ช้า
4. บัวพ้นน้ำ คือผุ้ที่บรรลุธรรมแล้ว

ผมถามกลับว่า ถ้าองคุลีมาลรู้เรื่องบัวสี่เหล่าก่อนที่จะเจอพระพุทธเจ้า แล้วคิดว่าตนเองเป็นบัวใต้ตมเล่าจะเป็นยังไง?

ท่านก็อาจจะคิดเทียบเคียงตนเองแล้วกลายเป็นปมด้อยขึ้นมาบังสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนน่ะสิครับ และวันนี้เราก็จะไม่มีเรื่องขององคุลีมาลที่เป็นพระอรหันต์มาเล่าสู่กันฟัง

ในอันที่จริงแล้วองคุลีมาลไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นโจรหรือเป็นฆาตกรเสียด้วยซ้ำ ท่านคิดว่าตัวท่านเองนั้นบำเพ็ญบารมีด้วยการฆ่าคนแล้วตัดนิ้วครับ และท่านก็ไม่ได้คิดด้วยว่าตัวเองบารมียังไม่พอ มันเลยไม่มีอะไรบังสัจธรรมไงเล่า พอฟังพระพุทธเจ้าก็เปรี้ยงเดียวจบเดี๋ยวนั้น

คิดดูนะครับ มหาโจรยังจบได้เลย ดังนั้นจะเทียบเคียงไปหาอะไรเล่า

ทีนี้ความซวยของเหล่าสรรพสัตว์มันอยู่ตรงนี้นี่เอง คือพวกเราก็ได้ยินได้ฟังเรื่องบัวสี่เหล่ากันแทบจะทุกคนแล้ว และเคยเอามันไปจำแนกแยกแยะคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งตนเองแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่เราเข้าไปเทียบเคียงแล้ว ทำกรรมในการจำแนกแยกแยะหมู่สัตว์หรือตนเองแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะให้สัจธรรมใครหรือไม่ให้สัจธรรมใคร หรือไม่ยอมให้ตัวเองได้ฟังสัจธรรมแล้ว มันก็บังไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมถึงต้องวงเล็บว่าเรื่องของอาบัง ก็มันบังจริงๆน่ะ

เรื่องราวเนื้อหาธรรมที่มีการจำแนกแยกแยะ เทียบเคียง แบ่งชั้น แบ่งระดับ ความดี ความเลวนั้น ไม่ควรเอามาสอนหรือพูดในวงกว้างครับ เพราะมันจะทำให้เกิดทิฏฐิมานะขึ้นได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แล้วเราจะรู้ได้จริงๆหรือไม่ว่าใครที่เป็นบัวเหล่าไหน? จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราเป็นบัวเหล่าใด ไม่มีใครรู้จริงๆนะครับ เพราะถ้าเป็นเราที่เจอองคุลีมาลด้วยตัวเอง ที่กำลังร้อยนิ้วทั้งหมดให้เป็นสร้อย เราก็คงจะตัดสินไปแล้วว่าท่านต้องเป็นบัวใต้ตมแน่ๆ  ก่อนที่จะโกยแน่บแบบไม่คิดชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่ต้องพึ่งญาณใดๆด้วยนะ เพราะอย่างพวกเราไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้าแหงๆ

กลับมาในโลกปัจจุบัน หากเราเจอฆาตกรโหดแม้จะฆ่าเพียงศพเดียว เราคงตัดสินไปแล้วว่า ไอ้นี่ไม่รอด ต้องไปวนอีกหลายรอบแน่ๆ อย่าไปให้สัจธรรมมันเลย ทั้งๆที่คนๆนั้นอาจจะเป็นผู้มีบุญบารมีแต่กรรมบังก็ได้ อาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ภาคใช้กรรมที่บารมีเต็มแล้ว แต่ต้องเจอวิบากกรรมตรงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หรือพระบางรูปที่เราคิดว่าต้องเป็นอลัชชีแน่ๆ ก็อาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ได้อีกเหมือนกัน

หรือเราอาจจะพิจารณตนเองแล้วว่าศีลห้ายังรักษาไม่ครบเลย จะบรรลุธรรมได้ยังไง

ถ้าผมคิดตัดสินตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ได้ไปหาหลวงพ่อฯแล้วครับ เพราะศีลไม่บริสุทธิ์

เห็นไหมครับ ยิ่งรู้เรื่องราวอะไรต่างๆมากๆเข้ามันก็วน มันก็เทียบเคียง มันก็ยึด มันก็บัง แต่ถามว่าเรื่องเล่านั้นฟังแล้วสนุกไหม มันก็สนุกครับ แต่มันบังน่ะนะ แล้วจะสอน แล้วจะรับรู้ไปทำไม จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ให้แจ้งก่อนดีไหมเล่า

นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจะไม่เทศนาแบบเล่าเรื่องหรือ เทียบชั้นอริยะ ชั้นดีชั้นเลวอะไรให้เป็นทิฏฐิกับสรรพสัตว์ครับ เพราะมันจะทำให้ไปติด ไปวน ไปเทียบเคียง ท่านจะให้แต่เนื้อหาและบรรยายให้เข้าใจในเนื้อหาตรงๆเท่านั้นจบ ถ้าจะมีเรื่องราวบ้างก็ไม่กี่ประโยคและส่วนใหญ่จะอยู่ในการสนทนาธรรม ยกให้เป็นตัวอย่างสั้นๆแล้วก็จบ ไม่ได้เอาเรื่องราวเป็นหลักแล้วแทรกสัจธรรมเข้าไปครับ

ดังนั้นใครจะฟังสัจธรรม จะศึกษาสัจธรรม ก็ไม่ต้องอะไรกับเรื่องกับราวหรือเครี่องเคียงความสนุกทั้งนั้น ข้ามลัดตัดตรงไปที่เนื้อหาเลยจะได้ไม่มีอะไรมาบัง เพราะเรื่องเล่าทั้งหมดในสากลโลกนั้น ล้วนแต่เจือปนไปด้วยทิฏฐิของผู้เล่า(บุคคลที่ 3)มาก่อนแล้วทั้งสิ้น

ไม่งั้นเดี๋ยวเราก็จะเห็นคนชอบบ่นว่าตัวเองยังด้อยปัญญา ยังไม่ถึงขั้น ยังห่างไกล ยังนั่นโน่นนี่ สารพัดที่จะหาเหตุผลและยกทิฏฐิคนอื่นมาบังตัวเองหรือเอาไปบังคนอื่นอยู่เรื่อยๆ

ถ้ามีคนบอกเว่าเราโง่ มันก็โง่ไม่จริงหรอก จะโง่ก็แค่ตอนเข้าไปยึด ไปเชื่อคำบอกว่าเราโง่นั่นแหละ

ทีนี้จะเลิกบังตัวเอง(และคนอื่น)กันได้หรือยัง

No comments:

Post a Comment