Thursday, February 7, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 2 ตอนที่ 9(จบ): สรุปโลก สรุปธรรม

กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

นี่ไม่ใช่วลีเด็ดจากเพลงพี่เบิร์ดนะครับ แต่เป็นสภาวะที่คนปฏิบัติกรรมฐานจะต้องเจอทุกคน ส่วนจะรู้ตัวช้าหรือเร็วนั้นก็แล้วแต่ปัญญาบารมีว่าจะสังเกตเจอหรือรู้ตัวหรือเปล่า หลายคนปฏิบัติไม่นานก็รู้แล้วว่าวน แต่บางคนปฏิบัติไปจนตายไปแล้วก็ยังไม่รู้ตัว เพราะนึกว่าคงมีข้างหน้าไปเรื่อยๆเพียงแต่อาจารย์ยังไม่บอกทางให้จนกว่าจะถึงเวลาเท่านั้น

ผมถึงขนาดเคยวางแผนว่าเมื่อเกษียณแล้วจะไปสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆสำนักปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะได้ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง หรือพูดง่ายๆว่าขอนิพพานก่อนตายก็แล้วกัน เพราะชีวิตที่มีที่เป็นทางโลกในตอนนั้นยังอีกยาวไกล คงต้องลุยสร้างเนื้อสร้างตัวไปก่อนจนกว่าจะถึงวันนั้น หากไม่มีหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตมาสรุปให้ว่ามันจบอยู่แล้ว มีหวังป่านนี้คงออกหนังสือแนวสติปัฏฐานไปสัก 5 เล่ม...เตรียมลงนรกแล้ว 555

นี่ยังไม่นับว่าช่วงเวลาที่ผมเคยภาวนาอยู่ตลอดนั้น ผัสสะ อายตนะยังทำงานอย่างเหนียวแน่นเต็มที่ กิเลสที่มีก็อยู่ครบ เพียงแต่ถูกกดทับเอาไว้ในช่วงที่ยังปฏิบัติอยู่ มันก็เลยดูเป็นคนดีอยู่ตลอด แต่ไม่มีใครรู้ว่า ทุกครั้งที่มีการกระทบกระทั่งเกิดขึ้น ในใจเราก็เกิดอารมณ์ตลอดเวลาแล้วก็ไปดูอาการของมันเพื่อกดเอาไว้

ผมถามกลับแค่นี้แหละว่า สภาวะที่เกิดกับกายกับใจเรานั้นมีสักกี่อย่างกัน ผู้ที่ตั้งใจภาวนาจริงๆนั้นไม่นานก็รู้แล้วว่ามันก็วนดูอยู่แค่นี้แหละ สภาวะก็ซ้ำๆเดิม รัก โลภ โกรธ ขัดเคือง พอใจ ดีใจ เสียใจ เฉยๆ เย็น ร้อน อ่อนแข็ง ไม่มีอะไรแตกต่างไปมากนัก พอดูทีก็วางสิ่งที่ถูกดูได้ที แต่ไอ้ตัวที่เป็นต้นทางของสังสารวัฏก็คือวิญญาณขันธ์นั้นยังทำงานอย่างเหนียวแน่นอยู่ พูดง่ายๆคือรากของสังสารวัฏยังอยู่ ในขณะที่ผู้ภาวนาเอาแต่ริดรอนกิ่ง แต่งใบให้มันเกรียน แล้วอย่างนี้ สังสารวัฏจะดับได้ยังไงเล่า

หากผู้ภาวนาเรียกพวกทำสมถะว่าหินทับหญ้า พวกภาวนาก็เข้าข่ายเอาหัวไปทับหญ้านั่นแหละครับ เผลอๆมีกินหญ้าเข้าไปด้วย ไม่รู้จะด่ากันไปทำไม

ทำทิ้งเบา ทำเอาหนัก

นอกจากวนรู้วนคิดไม่รู้จบ และไม่ยอมจบแล้ว การภาวนาทั้งหมดยังเข้าข่าย "ทำเอา" ซึ่งถือว่าเป็นวิถีของโลกด้วย

วิถีแห่งธรรมจริงๆนั้น "ทำทิ้ง" ครับ เพราะทำเอาก็ยิ่งพอกพูนอัตตาทางธรรมให้มากขึ้น ทำให้มันหนักขึ้น

วิถีโลกก็นี่ไง เรียนดีๆสอบได้ที่หนึ่ง กระเสือกกระสนหางานดีๆทำ เพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ เพื่อที่จะได้สุขสบายกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา เก่งมากก็สนองกิเลสตัวเองได้มาก(หรือไม่จริง) หาทุกอย่างมาบำเรอผัสสะ อายตนะตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองตกเป็นทาสมันตั้งแต่เริ่มเข้าไปใช้งานธาตุขันธ์อย่างจริงจัง หรือที่หลวงพ่อฯท่านใช้คำว่า คอยเป็นคอยอยู่ นั่นแหละ วิถีทางโลกนั้นจึงตะกละตะกลาม ทำเอาๆราวกับเปรตที่หิวโหยมาจากไหนไม่รู้ ทั้งๆที่มันก็กินข้าว 3 มื้อเหมือนกัน นอนก็ใช้เวลาเท่าๆกัน แต่ทุกขณะจิตของปุถุชนนั้นมีแต่เอา เอาแต่ได้ แต่สุดท้ายก็เอาไปไม่ได้ เช่นเวลาทำบุญก็เอาบุญให้ส่งให้ถึงพระนิพพาน เลือกทำบุญแบบที่ได้บุญเยอะๆ อยากได้อะไรก็ทำไป ทำให้ตัวเอง เวลาปฏิบัติก็ทำเอาสติ ทำเอาสมาธิ ปฏิบัติก็เพื่อจะเอานิพพาน แม้แต่ทำทานก็ยังพยายามหาใบเสร็จมาหักภาษีเลยคิดดู พวกนี้ทำอะไรมันมีข้อแลกเปลี่ยนอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ให้ก็ให้ไม่จริง

วิถีโลกนั้นเอามาใช้กับธรรมไม่ได้ครับ เพราะวิถีโลกนั้นต่อกรรมไปข้างหน้าเรื่อย จริงๆแล้วใครปรารถนานิพพานนั้นต้อง "ทิ้ง" ครับ เพราะสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่ยึดนั้น ก็เกิดจากที่เราหลงเข้าไปยึดนั่นแหละ ถ้ายิ่งทำเอาแล้วมันจะไปคลายจากความยึดติดได้ยังไง มันก็ยิ่งยึดมากขึ้นนั่นไง ไม่เชื่อไปสังเกตวิถีทางโลกได้เลย ยิ่งเอาได้ยิ่งต้องเอา โกยกันเข้าไป ส่วนที่เกินจากความจำเป็นของธาตุขันธ์ก็คือส่วนของกิเลสนั่นแหละ ยิ่งทำเอายิ่งหนัก ยิ่งพอกพูนอัตตา ทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้น สังสารวัฏจึงเสียสมดุล องค์พุทธะท่านจึงสอนให้จาคะไง เพราะทรัพยากรของโลกนั้นมีพอสำหรับธาตุขันธ์ของทุกคนแต่มีไม่พอสำหรับกิเลสมนุษย์ นี่คือสาเหตุของปัญหาทุกๆอย่างในโลกใบนี้ครับ เพราะมันไม่เคยพอ

คิดดูว่าทุกวันนี้เวลามันจะให้อะไรกัน มันยังมีเงื่อนไขเลย แม้แต่จะให้ก็ยังจะเอาคิดดูก็แล้วกัน เอาไปไม่ได้ก็ยังจะเอา เอาเพื่อตัวเองไม่ได้ก็เพื่อลูกหลาน วงศาคณาญาติ พอได้ไปเสร็จแล้วก็ไปนั่งกลัวอีกว่าชีวิตไม่สมบูรณ์ มันไม่ท้าทาย ก็เอาอีก ออกไปวิ่งหาอีกไม่รู้จบ

ยิ่งเรื่องการให้อภัยและอโหสิกรรมไม่ต้องพูดถึง พออารยธรรมแบบ "ตั้งเอา" เข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลกแล้ว การทะเลาะเบาะแว้ง การแบ่งแยกแบ่งฝ่าย การเอาชนะคะคานกันก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น บางที่ถึงขั้นกลายเป็นสงครามกลางเมืองไปก็มี เพราะไม่มีใครยอมใคร จะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ขนาดชาวพุทธแท้ๆยังไม่สนใจเลยว่ากรรมที่ทำกันเอาไว้จะกลับมาให้ผลในชาติต่อๆไป พูดง่ายๆคือแก้ปัญหาด้วยการใช้เกลือจิ้มเกลือน่ะไม่จบหรอก ชาตินี้ทีกู ชาติหน้าทีมึง ผลัดกันอย่างนี้ไม่จบ เหล่านี้ล้วนเป็นคติแบบตั้งเอาทางโลกทั้งนั้น และมันกำลังครอบโลกทั้งโลกอย่างรุนแรงจนกู่ไม่กลับแล้ว

เห็นไหมครับวิถีทางโลกนั้นมาใช้กับสัจธรรมไม่ได้ ไอ้พวกที่เจริญมรรคเพื่อให้ได้ผลนิพพานน่ะ ไปดูได้เลยว่าอริยสัจสี่ตามลำดับนั้น คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ไอ้ที่เข้าไปเจริญน่ะมันเอามรรคขึ้นก่อนนิโรธ มันก็เลยไปทำเอาไง มรรคจริงๆมันคือ "อริยมรรค" ถ้าเอาความเป็นปุถุชนไปดำเนินแล้วเรียกอริยมรรคมันก็ตลกไปหน่อยว่าไหม ซึ่งอริยมรรคจริงๆก็คือการปลงทิ้งซึ่งทุกสิ่งแม้กระทั่งกายใจตนเองเพื่อที่จะออกจากวงจรกรรม ออกจากสังสารวัฏ ถ้ายิ่งเข้าไปทำมันก็กรรมนซ้อนลงไปอีกน่ะสิ

เกิดเป็นมนุษย์สุดประเสริฐ เป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุธรรม?

ประโยคดังกล่าวข้างต้นเป็นความโอหังของมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองเจ๋งอยู่ฝ่ายเดียว เพราะคิดว่ามีกายเอาไว้ให้ทำกรรมฐานเพื่อบรรลุธรรม โดยหารู้ไม่ว่า ไอ้ที่ฟังกันอยู่ ทำกันอยู่น่ะมันไม่ใช่สัจธรรมแท้ แต่เป็นวิชาทรมานกายของฤษีทั้งนั้น สัจธรรมแท้นั้นภพภูมิอื่นเช่นเทวดาหรือรูปพรหม จิตญาณทั้งหลายถ้าได้ฟังตรงๆ ได้ขอขมากรรมก็สามารถสว่างไสวได้เหมือนกัน จบให้ตนเองได้เหมือนกัน (ยกเว้นพวกเดรัจฉานที่ฟังไม่รู้เรื่อง) ที่พระพุทธเจ้าต้องลงมาจุติบนโลกมนุษย์ก็เพราะให้มนุษย์สามารถรับรู้สัจธรรมได้ด้วย ขืนท่านเป็นพระพุทธเจ้าที่มีแต่ภาคทิพย์ มนุษย์ที่ไหนจะเห็นท่าน ลื่อสารกับท่านได้ ขณะเดียวกัน จิตญาณภพภูมิอื่นก็สามารถเห็นภาคทิพย์ของพระองค์ท่านได้อยู่แล้วในขณะที่อยู่ในกายหยาบ ดังนั้นภพภูมิมนุษย์จึงเป็นภพภูมิที่เหมาะสมในการโปรดสัตว์ไปได้กว้างขวางที่สุด ไม่ใช่เหตุผลที่ว่าเพราะมนุษย์มีกายหยาบจึงใช้ทำกรรมฐานบรรลุธรรมได้ภพภูมิเดียวเสียที่ไหนเล่า มั่วเข้าข้างตัวเองได้ตลอด

ความคับแคบในความเข้าใจของสรรพสัตว์ต่อพระนิพพานยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่บังสัจธรรม ถามจริงๆว่าผู้ภาวนาท่านใดที่รู้จักพระนิพพานบ้างว่าคืออะไร เป็นอย่างไร แล้วการปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้เข้าถึง หรือตรงเนื้อหาสภาวะนั้นได้อย่างไร ขนาดพระวิปัสสนาจารย์ระดับครูบาอาจารย์ยังอธิบายเรื่องนิพพานอย่างอ้อมแอ้มไม่เต็มปากเต็มคำเลย แล้วจะหวังว่าสิ่งที่สอนๆกันให้ทำเอา เจริญเอาโดยที่ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไรนั้น มันดูสิ้นหวังเกินไปครับ หรือว่าไม่จริงเล่า

ก็เพราะทัศนคติที่สั่งสมกันมาว่านิพพานเป็นเรื่องยากไม่ใช่หรือที่มันฝังใจเรา จนทำให้เราไม่เชื่อ เมื่อหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านสอนว่ามันนิพพานอยู่แล้ว แต่ตนเองก็ไม่ยอมพิสูจน์ให้ถึงที่สุดว่าทำไมท่านถึงสอนว่านิพพานอยู่แล้ว

ถามครับว่าใครไม่อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์บ้าง?

ทุกคน ทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ ทุกเพศทุกวัยล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์กันทั้งหมดอยู่แล้วครับ ไม่มีข้อยกเว้น ก็กฏไตรลักษณ์นั่นแหละครับคือการอธิบายรหัสนัยแห่งพระนิพพานตรงๆที่เราไม่เคยเข้าใจมันอย่างถูกต้องจริงๆ

กฏไตรลักษณ์ก็มีว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างไม่เที่ยง คงอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ไม่เป็นตัวตน ดังนั้น สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านสอนก็คือในเมื่อ ทุกอย่างไม่เที่ยง คงอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ไม่เป็นตัวตน ก็อย่าไปยึดติดมัน แค่นี้มันก็ตรงต่อกฏไตรลักษณ์ ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ไม่ต้องไปทำเอาหรือเจริญเอาอีก เพราะการเข้าไปเจริญเอามันก็จะเป็นกรรมซ้อนลงบนนิพพานที่"นิพพานอยู่แล้ว"นั่นเอง

และโดยนัยแห่งกฏไตรลักษณ์นี่เอง ท่านถึงได้อธิบาย นิพพานไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร จะเอาอะไรเข้านิพพานไม่ได้ เพราะนิพพานไม่ใช่อะไร ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร พูดง่ายๆคือ ปลงนาม(จิต)ทิ้งไป รูปก็ไม่มี ธรรมคู่ก็ไม่มี นั่นแหละนิพพาน

พูดง่ายๆก็คือทุกวันนี้มันวิตกกังวลไปเองว่า เราไม่นิพพานก็เลยเข้าไปทำมโนกรรมซ้อนลงไปหวังจะถึงพระนิพพาน แต่ในความเป็นจริงแล้วการเข้าไปทำนั่นแหละฝืนกฏไตรลักษณ์ ซึ่งมันก็หมายความถึงรหัสนัยแห่งพระนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง และอะไรที่ฝืนกฏไตรลักษณ์ก็เป็นกรรมครับ

ก็เพราะว่าทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้วนี่แหละ หลวงพ่อจึงสอนว่า ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ก็เพราะการไม่ตั้งเอา ไม่ต้องเอา ไม่อะไรกับสรรพสิ่ง สรรพธรรมทั้งหลายจึงเป็นการละเว้นกรรมที่จะซ้อนลงไปบนนิพพานนั่นเอง พอกรรมลดลงหรือวงจรกรรมถูกตัดฉับพลันจากอานุภาพของสัจธรรม ก็จะไปตรงกับสัจธรรม คือนิโรธหรือนิพพานไปเองทันที พอนิโรธแล้วก็เหมือนกับรู้จักพระนิพพานด้วยตนเองแล้วนั่นแหละ ที่เหลือก็คืออริยมรรคซึ่งเกิดเองเป็นเองจนกว่าจะหมดอัตตาตัวตน หมดจิตหมดใจแบบที่หลวงพ่อท่านสอนนั่นแหละ

สรุปลีลาธรรม มายากรรมภาคสองจบเพียงแค่นี้ครับ

No comments:

Post a Comment