Thursday, February 7, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 2 ตอนที่ 6: กูรู-กูรู้ ตัณหาในปัญญา

มีพฤติกรรมหนึ่งในหมู่ผู้ภาวนาที่เรามักจะพบเจอกันบ่อยๆก็คือ สามารถเอาสภาวะที่เข้าไปดูกาย ดูจิต ขึ้นมาคุยกันได้ชนิดตะบักตะบวย บางทีสภาวะผ่านไปเป็นเดือนๆแล้ว ยังเอามาคุยข่มกันอยู่เลย

แบบนี้เข้าข่าย "กูรู้" ครับ คือเอากูเข้าไปรู้ มันเลยมีเรื่องมีราวเอามาเล่าสู่กันฟังตลอด นอกจากนั้นก็เอาสภาวะที่กูรู้แล้วนี่แหละไปส่งการบ้านอีก ทั้งหมดนี้เข้าข่าย ตัณหาในปัญญาครับ คืออยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง พอฝึกปฏิบัติเสร็จก็มาอ่านตำรา สนทนาธรรมเพื่อจะ "ปรับปรุง" สติให้ดีขึ้นเหมือนแต่งรถเอามาวิ่งแข่งกัน แบกปัญญาแท่กๆไปด้วยทุกที่

จริงๆแล้ว "สติอริยะ" ที่ทุกคนปรารถนานั้น ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องหรือผูกติดกับสัญญา(ความจำ)หรือสังขาร(ความปรุงแต่ง) แต่อย่างใด สติอริยะคือสติรู้ตัวเปล่าๆที่รู้เองดับเอง ไม่ใช่การดัดจริตเอาตัวกูเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการรู้ ปรุง จำ แล้วเอามาเล่าส่งการบ้านเป็นตุเป็นตะ อย่างที่เป็นกันดาษดื่นในหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน

เรียกว่าการเอา "การบ้าน" ไปส่งหรือที่เรียกอีกอย่างว่าสอบอารมณ์นั่นแหละ มันผิดตั้งแต่ต้นเลยครับ ก็สภาวะมันผ่านไปแล้วจะย้อนกลับไปหามันอีกทำไมเล่า และการเข้าไปดูน่ะ ยังไงก็มีเจตนาซ้อน จะว่าดูเป็นกลางๆก็ยังไม่ใช่ เพราะเพียงแค่ "จะ" ดูขึ้นมา มันก็มีตัวกู "ตั้ง" ขึ้นมาทันที แล้วมันจะเป็นกลางได้ยังไง ขนาดรู้แล้วละเร็วๆยังติดรู้เลย เพราะรู้แบบจงใจนั้นมัน "ล้ำหน้า" ลึกเข้าไปที่สัญญาและสังขารขันธ์โดยไม่รู้ตัวแล้ว ในที่สุดผู้ภาวนาก็ไม่สามารถแยกออกได้อีกต่อไปว่า รู้แบบจงใจกับรู้เปล่าๆนั้นแตกต่างกันอย่างไร ชีวิตการปฏิบัติที่เหลือคือมั่วเอาตามยถากรรมแบบคนตาบอดคลำทางออกจากถ้ำครับ

หากไปถามผู้ที่ตรงเนื้อหาอริยะว่า จำสภาวะได้ไหม เขาก็จะบอกว่าจำไม่ได้ แม้กระทั่งตอนนั่งฟังสัจธรรมอยู่ก็แทบจะจำเนื้อหาที่ฟังไม่ได้เลย เพราะมันไม่ใช่อยู่ตรงที่การจดจำ แต่เนื้อหาที่แท้จริงของสัจธรรมนั้นคือการคลี่คลายอุปาทานในธาตุขันธ์ครับ อีกอย่างคือ รู้แบบนี้มันไม่มีตัวกูเข้าไปเช็คสภาวะใดๆด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเอง เป็นเอง ผ่านเอง โดยไม่มี "เรา" เข้าไปแทรกแซง จดจำ ปรุงแต่งทั้งนั้น มันจึงไม่จดจ่ออยู่กับสภาวะใดสภาวะหนึ่ง

ซึ่งการฝึกตัวกูเข้าไปรู้แบบนี้แหละ ที่ทำให้ผู้ภาวนามีอาการ "โหยหา" ปัญญา บางคนอาจจะถึงขั้น "โหยหิว" เป็นเปรตไปเลยก็มี พอมีอะไรขึ้นมานิดนึง ก็เข้าไปดู ไปรู้ ไปวิเคราะห์ คุ้ยแคะแกะเกา คิดเปรียบเทียบ เทียบเคียงสภาวะกันหลายตลบครับ พอมาฟังสัจธรรมก็จะมีพฤติกรรมแบบคุ้ยแคะแกะเกา อยู่ไม่สุข สงสัยตลอดเวลา ซึ่งเป็นกรรมอนุสัยที่คลายยาก ส่วนอาจารย์ผู้สอนกรรมฐานก็พูดเร่งเร้าตัณหาให้เร่งพากเพียรภาวนากันเข้าไป ผู้ภาวนาจึงยิ่งพุ่งไปดู พุ่งไปรู้มากขึ้นอีก สอนไปเป็นเปรตทั้งนั้น

ถามว่าการเข้าไปดูไปรู้สภาวะแบบนั้น มันเป็นธรรมชาติธรรมดาหรือไม่?

อย่างนั้นน่ะมันผิดธรรมชาติ ซึ่งธาตุและพลังงานทุกอย่างมันยักย้ายถ่ายเทโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว จะไปดูไปศึกษาหาอะไร หรืออย่างที่ไปพยายามบังคับสภาวะ โดยสอนกันว่า เมื่อนั่งเมื่อยแล้วก็อย่าเพิ่งเปลี่ยนอิริยาบถจะได้ดูเวทนาได้ถนัดๆน่ะ นั่นมันวิชาทรมานกายของฤาษีทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนหรอก ของจริงมันก็เคลื่อนไหวถ่ายเททุกข์ของมันไปเอง ไม่ใช่ไปทรมานกายแล้วจ้องดู จ้องรู้แบบที่ทำกันอยู่ในการฝึกกรรมฐานครับ

การรู้แบบที่เข้าไปฝึกตัวกูนั้น เวลามีสิ่งใดมากระทบ ผู้ภาวนาก็จะดูมันจนกว่าจะดับ แต่หารู้ไม่ว่าการเข้าไปดูแบบนี้ มันทำให้ไปวนคิด วนใช้ปัญญาในการพิจารณาในการที่จะวางสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น กระบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ผู้ภาวนาวางสิ่งที่ถูกรู้ได้จริง แต่มันก็กลายเป็นสังสารวัฏภายในไปแล้วในชั่วขณะที่ดูนั่นเอง พอฝึกมากๆเข้า ทีนี้พอรู้ขึ้นมาทีมันก็วนเป็นอัตโนมัติไปเลย พอไปส่งการบ้านทีไร ครูบาอาจารย์ก็บอกว่ามืด ทั้งๆที่ต้วเองก็สอนเองแท้ๆ

แล้วถามว่าเกิดปัญญาไหม เกิดครับ แต่เป็นโลกียปัญญานะ ไม่ใช่โลกุตรปัญญาแบบที่เข้าใจ ก็เข้าไปดู ไปรู้ ไปวิเคราะห์สภาวะ แบบมีตัวตนเข้าไปรู้น่ะ มันต่างจากการอ่านหนังสือตรงไหนเล่า มันเหมือนกับการอ่านหนังสือเลย ไม่มีผิด โลกุตรปัญญานั้นเป็นปัญญาที่ตัดเหตุครับ ปัญญาตรัสรู้นั้นจะรู้เองเลยว่า จะเกิดสังสารวัฏภายในแล้ว มันก็ตัดให้ทันที เป็นปัญญาที่ทำหน้าที่ในการตัดความวกวนแห่งสังสารวัฏให้สิ้นไป ไม่ใช่ปัญญาแบบที่เรียนรู้แล้วต้องแบกไปทุกที่ทุกเวลาครับ ซึ่งปัญญาแบบแบกปัญญานี่แหละที่หาเรื่องมาให้ผู้ภาวนาอยู่เรื่อยๆ เพราะพอรู้อะไรขึ้นมานิด จิตมันก็วิ่งไปเปิดฐานข้อมูลแล้ว พอจิตมันทำงานตลอดเวลา แล้วมันจะว่างได้ยังไง แล้วมันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ไม่รู้ ไม่คิด ไม่วิตก วิจัย วิจารณ์ไม่ได้ กลัวไม่รู้ นี่คือสภาพจิตของเปรตที่หิวการดูการรู้อยู่ตลอดครับ ไม่ใช่ผู้ที่จะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม

พอเจริญปัญญาไปมากๆเข้า มันก็วางได้หมดนั่นแหละครับ แต่ก่อนจะวางมันก็เข้าไปถือขึ้นมาดูก่อน แล้วค่อยวาง เปรียบได้กับการช็อปปิ้งน่ะ พวกหลงโลกก็หลงไปหมดทุกอย่าง สินค้าในร้านก็หยิบขึ้นมาดู แล้วก็หลงว่าสวย ว่าชอบไปหมด จมอยู่กับสิ่งที่เป็นมายา พอไอ้พวกหลงธรรมเข้ามามันก็หยิบดูเหมือนกัน แต่พอหยิบมาปั๊บ ปัญญาทำงานทันที ไม่หลงๆๆโว๊ย พอวนวิเคราะห์เสร็จแล้ววาง แล้วก็ไปหยิบชิ้นอื่นต่อไป ดูไปเรื่อย พิจารณาไปเรื่อย ซึ่งผู้ที่จะตรงต่อนิโรธจริงๆ จะไม่หยิบอะไรขึ้นมาดูครับ ถ้าเห็นก็ไม่เอาไม่สน ปล่อยผ่านไปเลย หรือถ้าไม่เห็นก็ไม่สนใจจะไปเหลือบแลดู นี่ไงที่ว่ามันวางอยู่แล้ว จบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ แล้วจะไปเริ่มวนหาหอกอะไร

พวกหลง "ทำ" ธรรมนั้น วางได้แต่สิ่งที่ถูกรู้ แต่วางปัญญา วางตัวกูไม่เป็น และไม่กล้าวางปัญญา(ก็มันอันเดียวกับวางตัวกูนั่นแหละ) เพราะนึกเอาว่าหมดปัญญาเมื่อไหร่ก็อวิชชาเมื่อนั้น เมื่อผลักไสอวิชชา ปรารถนาวิชชาเพื่อความหลุดพ้น(ก็ตัณหาไงจ๊ะที่ปรารถนา) จึงคิดไม่หยุด ปรุงไม่หยุด คุ้ยไม่หยุด ทำไม่หยุด เรียกว่าหยิบของขึ้นมาดูทุกชิ้น เสร็จแล้วก็วางทุกชิ้น ไม่ซื้อสักกะชิ้น(แล้วจะหยิบทำห่าอะไร ไม่ซื้อก็ไม่ต้องดู ง่ายจะตาย หลุดพ้นเลยทันที) กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน คอยคุ้ยแคะแกะเกา "ดูแต่ไม่ซื้อ" สภาวะต่างๆไปเรื่อยไม่จบสิ้น ถ้าไปถามว่าจะจบเมื่อไหร่ พวกนี้จะไม่ยอมจบครับ จะรู้สึกเอาเสมอว่ายังไม่พอๆๆ เพราะครูบาอาจารย์ยังไม่บอกให้จบ กลายเป็นปมด้อยในการภาวนาขึ้นมาอีก กลายเป็นเด็ก(เปรต)น้อยผู้หิวโหยหาปัญญาตลอดเวลา แถมชอบกระโจนลงในเว็บบอร์ดทำตัวเป็นกูรู-กูรู้ชวนคนอื่นวนอีก พอมาเจอสัจธรรมแท้อันเป็นปัญญาฝ่ายโลกุตระเข้าก็เป็นงงครับ เรียนธรรมคู่มาซะเพียบแปล้ เจอสัจธรรมที่เป็นธรรมเอกเข้าไป ไปต่อไม่เป็น ฟังไม่รู้เรื่อง ปัญญาที่สั่งสมมาตลอดชีวิตไม่ทำงานไปซะดื้อๆ จำแนกธรรมให้ลงกับความเข้าใจของตนเองไม่สำเร็จ เลยพาลโทษว่าสัจธรรมแท้เป็นมิจฉาทิฏฐิบ้าง เดียรถีบ้าง โดยที่ไม่เข้ามาพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ให้รู้ไว้เลยว่า เรียนธรรมคู่(ให้ตาย)ก็ไม่รู้ธรรมหนึ่ง โว๊ย มันคนละอันกัน เหมือนเรียนวิชาภาษาไทยแล้วไปสอบภาษาอังกฤษน่ะ แล้วมันจะสอบผ่านไหมเล่า ตรรกะง่ายๆยังตกม้าตายเลย แล้วจะสำมะหาอะไรกับพระนิพพานได้เล่า

ก็แค่ทิ้งธรรมคู่เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะแจ้งธรรมหนึ่งไปเอง โอเค๊!!

No comments:

Post a Comment