Thursday, February 7, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 2 ตอนที่ 5: กรรมฐานคือระบบพึ่งพาครูบาอาจารย์

เคยได้ยินไหมครับว่าวิปัสสนากรรมฐานสอนให้ผู้ปฏิบัติสามารถพึ่งตนเองได้

แต่ลองไปเบิ่งตาดูความเป็นจริงให้ดีๆนะ ผู้ภาวนาทุกคนล้วนต้องเข้าคอร์ส ปีละครั้งหรือหลายๆครั้ง ต้องส่งอารมณ์การปฏิบัติ ต้องปฏิบัติให้อยู่ภายใต้การดูแลชี้แนะ แนะนำของกลุ่มวิทยากรหรือครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิดเพราะอาจจะไปติดอุปกิเลสหรือหลงไปกับนิมิต ซึ่งอาจจะทำให้เพี้ยนได้

ไม่ใช่การเป็นเพียงข้อสังเกตนะครับ ผู้สอนระดับวิปัสสนาจารย์เป็นคนบอกผมเองว่า ฝึกวิปัสสนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์นั้น อันตรายมาก

ไม่น่าเชื่อว่าวิปัสสนากรรมฐานจะน่ากลัวและอันตรายขนาดนั้น ถ้าเป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนจริงๆนั้นไม่มีอันตรายหรอกครับ ไอ้ที่อันตรายน่ะ เพราะปุถุชนเอามาดัดแปลง มั่วสอนกันเองจนไม่เหลือเค้าเดิมของสัจธรรม หรือเราสามารถเรียก วิปัสสนากรรมฐานว่าเป็นพระสัทธรรมปฏิรูปได้เลยเต็มปากเต็มคำ

สัจธรรมที่พระองค์ทรงสอนนั้นเป็นคุณสถานเดียวไม่ว่าจะแง่มุมไหนก็ตาม ไม่มีอันตรายแอบแฝงอย่างที่เห็นกันในการฝึกกรรมฐาน เหตุที่การฝึกกรรมฐานจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิดก็เพราะ มันไปเล่นกับมายาไง จิตเองมันเป็นโมหะมายา การดู การเห็นก็เป็นโมหะมายา การดูจิต ดูกายมันจึงเป็นมายาซ้อนมายา มันจึงหลงทางได้อย่างง่ายดาย เผลอๆเป็นบ้าจากการฝึกไปก็มี วิปัสสนูกิเลสน่ะมีกี่อย่างเล่านับเข้าไปสิ

แล้วการเข้าไปติดมายาพวกนี้นี่ บางทีไม่รู้ตัวกันนะครับ บางคนพูดก็ไม่ฟัง บางคนหลงติดวนกันหลายปี บางคนไม่รู้ตัวว่าไปติดในฌาณ คือฝึกวิปัสสนาอยู่ดีๆ เข้าฌาณไปเฉย อยู่ในองค์ฌาณทั้งๆที่ลืมตาก็มีแต่ไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่มีใครแก้ได้ด้วย

ส่วนสัจธรรมแท้นั้น แค่ฟังให้เข้าใจ ฟังแล้วไม่ต้องคิดตาม ไม่ต้องวิเคราะห์ตาม แต่ฟังแล้วให้จบตามที่ฟังทันที อานุภาพของสัจธรรมก็จะแสดงออกมาเองจากการคลายในความยึดติด บางคนถึงกับบรรลุฉับพลันก็มีมากมาย บางคนแจ้งจากการฟัง mp3 เทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเท่านั้น โดยที่ไม่ได้ฟังต่อหน้าด้วย บางคนก็ไม่เคยไปวัดเลยก็มี เพราะจบไปแล้วจากการฟังสัจธรรมนั่นเอง

คนที่แจ้งแล้วจากการฟังสัจธรรม ก็จะเป็นสัมมาทิฏฐิไปเอง ซึ่งสัมมาทิฏฐินี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยกลั่นกรองเนื้อหาว่าอันไหนเป็นสัจธรรม อันไหนไม่ใช่ เราจะเห็นว่าคนที่แจ้งในสัจธรรมแล้วจะไม่แสวงหาความเข้าใจอะไรอีก เพราะความเข้าใจก็ไม่ใช่ มันก็ยังหลงในทิฏฐิการตีความอีก แต่ถ้ายังมีการแสวงหาก็จะน้อยลงอย่างมาก อาจเพราะติดมาจากอนุสัยเก่า แล้วก็ไม่รับเนื้อหาที่ผิดสัจธรรม การตรงต่อสัมมาทิฏฐินี่แหละคือการพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง

ผิดกับระบบวิปัสสนากรรมฐานที่ยิ่งฝึกยิ่งสงสัย ยิ่งศึกษา ยิ่งอ่านเยอะยิ่งสับสน ยิ่งพึ่งพาครูบาอาจารย์ กลายเป็นระบบอาจาริยวาท แบ่งเป็นสำนักนั้น สำนักนี้เพื่อเผยแพร่แนวทางของตัวเองที่คิดว่าตัวเองถูก วกวนไม่รู้จบ ไม่เชื่อไปดูในกระดานสนทนาแนววิปัสสนากรรมฐานได้เลย ยิ่งกว่าพายเรือวนในอ่างเสียอีก ฟาดปากกันข้ามสำนัก มีแต่วนทั้งนั้น ก็มันพึ่งตัวเองได้ที่ไหนเล่า สัมมาทิฏฐิยังไม่เกิด ก็ไม่สามารถแยกแยะเนื้อหาสัจธรรมแท้กับของปลอมได้หรอก มันก็เลยตระเวนควานหาไปทั่วไง ท่านนี้ดีก็ไป ท่านนั้นดีก็ไป วนกันไม่รู้จบ สรุปให้ต้วเองไม่เป็น พึ่งพาแต่ครูบาอาจารย์ให้ชี้เป็นชี้ตายตลอดเหมือนพวกฤาษี นี่คือความอ่อนแอและล้มเหลวของพระพุทธศาสนาโดยแท้

ไม่เชื่อลองถามผู้ภาวนาดูสิ รู้จักไปหมดแหละสำนักนั้น สำนักนี้ อาจารย์นั่น อาจารย์นี่ แต่ละสำนักก็อ้างคำสอนพระพุทธเจ้าขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของตัวเองตลอด อย่างนี้ไม่เรียกอาจาริยวาทก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว

ผมมีรุ่นน้องคนนึงที่ไม่เคยผ่านคอร์สกรรมฐานใดๆเลย เพราะเธอบอกว่าหนังสือแนววิปัสสนากรรมฐานนั้นยิ่งอ่านยิ่งเกิดคำถาม ยิ่งอ่านยิ่งสงสัย เธอก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ใช่สัจธรรมจริงๆ แต่พอมาฟังหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะต่อหน้าเท่านั้น เธอถึงกับพูดออกมาเลยว่า "หลวงพ่อฯท่านมาสรุปให้แล้ว" เล่นทำเอาผมอึ้งเหมือนกัน เพราะผมไม่เคยบอกข้อมูลอะไรเธอ มากกว่าการชวนไปกราบหลวงพ่อฯเท่านั้น นี่คือคนที่เข้าใจสัจธรรมอยู่แล้วนั่นเองครับ

แล้วถามว่าลูกศิษย์วัดร่มโพธิธรรมยึดหลวงพ่อฯไหม บางคนก็ยังยึดครับ แต่สุดท้ายก็ยึดได้ไม่นาน ใครที่สว่างแล้ว ก็จะไม่ยึดหลวงพ่อฯครับ พึ่งตัวเองได้แล้ว ก็จะเฉยๆไป ไม่ได้ไปเจ๊าะแจ๊ะติดพันหลวงพ่อเป็นภาระให้ท่านอีก อย่างผมนี่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดอะไรกับหลวงพ่อ แล้วก็ไม่ใช่ศิษย์เอกอะไรด้วย คนที่คิดว่าตัวเองสำคัญเป็นศิษย์เอกอะไรน่ะ คิดเพ้อเจ้อไปเองครับ สำคัญตัวผิดไปทั้งนั้น ที่นี่ไม่มีระบบศิษย์เอก ศิษย์โท นะครับ เรียบไร้เสมอกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ไป ต่างคนต่างก็ชำระวิบากเก่าไป เพราะมันทำแบบไม่เอาอะไร ไม่ยึดอะไรนั่นแหละ มันเลยไม่มีระบบแปลกประหลาดมาแบ่งชั้นวรรณะ แบ่งศักดิ์ แบ่งยศกันเหมือนที่อื่นๆ

ถึงขนาดที่พระบางรูปยึดติดตำแหน่ง สะสมพรรษาเพื่อให้ได้ยศ ให้ได้เป็นพระเถระ พอใกล้ๆถึงกำหนดครบสะสมแต้ม(พรรษา) หลวงพ่อฯท่านให้สึกเลยก็มีครับ เพื่อไม่ให้เหลือตัวตนอะไรให้ยึดอีก

ไม่เท่านั้น หลวงพ่อสอนไม่ให้ยึดแม้กระทั่งองค์ท่านเอง หรือแม้แต่ศรัทธาในองค์ท่านก็ไม่ให้ยึด เพราะอะไรก็ตามที่เราเข้าไปยึด ยึดว่าเราต้องเข้าคอร์ส ยึดว่าเราต้องไปหาหลวงพ่อฯ ฯลฯ มันก็เกิดเป็นระบบการพึ่งพาครูบาอาจารย์ แล้วที่สุดก็พึ่งตนเองไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งนี่แหละคือความหมายแท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธพึ่งตัวเองครับ

ไม่ยึดติดกับทุกๆสิ่ง คือ ที่สุดแห่งการพึ่งตนเองอยู่แล้ว เพราะแม้แต่ตัวตนของตัวเองก็ไม่ต้องพึ่งพามันอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment