Thursday, February 7, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 2 ตอนที่ 4: รู้ manual vs รู้ automatic

รู้หรือไม่ว่าทำไมผู้ภาวนในแนวทางวิปัสสนากรรมฐานถึงได้มีแค่อาการ "เพ่ง" กับ "เผลอ"

เหตุผลก็คือ "เพ่ง" กับ "เผลอ" นั้นคืออาการของคนที่ "พยายาม"หรือมี "เจตนา"ในการบังคับสติให้เข้าไปดูไปรู้ในสภาวะต่างๆนั่นเอง

นอกจากนี้ก็ยังสอนกัน ให้เจริญสติจนเป็นอัตโนมัติด้วย คือสร้างกำลังสติให้มันดูเอง รู้เอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณเข้าไปฝึกสติจนมันเป็นอัตโนมัติแล้ว มันไม่ใช่การดูเองรู้เองนะครับ มันมีเจตนาแฝงอยู่ทุกขณะจิตที่เข้าไปดูไปรู้(พูดง่ายๆว่ากูนี่แหละเป็นผู้ดู) และสิ่งที่คุณจะเจอก็คือ คางเหลือง ครับ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ก็เพราะการฝึกสติแบบที่เข้าไปเจตนาทำนั้นมันคือการใช้ตัณหา อุปาทาน หรือ "ตัวกู" ในการลากวิญญาณขันธ์ให้ไปดูไปรู้นั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสติระบบ manual (กูไม่วางใจว่ามันจะเป็นไปเอง กูจึงต้องเล่นเองซะเลย)ให้ทำงานเร็วจนคล้ายสติ automatic ของอริยะ การทำแบบนี้ต้องใช้พลังงานมาก ผู้ฝึกถึงต้องเจริญสมาธิควบคู่ไปด้วยเพื่อสร้างกำลังให้"ตัวกู" และการทำแบบนี้จะสร้างความวกวนให้กับผู้ฝึกในที่สุด ซึ่งลึกๆแล้วผู้ฝึกส่วนใหญ่พอฝึกไปนานๆก็ขี้เกียจครับ เพราะมันวนอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหนเสียที

การรู้ การดูแบบเจริญสตินั้น ขั้นตอนทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากๆ ตั้งแต่เข้าไปดู เห็นแล้วก็วิตกวิจัยวิจารณ์ จนมันดับไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถือว่าเข้าไปวนแล้ว ก็ไอ้วิตก วิจัย วิจารณ์นั่นแหละ คือมันเข้าไปคิดไปปรุงแล้วไง วนคิด วนจำ วนค้นหาความหมาย ซึ่งความวกวนจากการดู การคิดแบบอัตโนมัติ ชนิดที่แม้แต่จะนอน มันก็ยังเข้าไปดู ไปรู้ ไปกำหนด แบบนี้ไม่คางเหลืองก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว และกระบวนการทั้งหมดนี้เองคือกระบวนการเกิดสังสารวัฏครับ ไม่ใช่ทางนิพพานอะไรแบบที่เขียนกันสวยๆน่ะ นิพพานไม่ใช่ทางโว๊ย

ความผิดพลาดทั้งหมดนี้ก็เพราะไม่รู้ว่าสตินั้นมันมีระบบ automatic ของมันเองรองรับอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไป manual หรือบังคับมันซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ไม่เชื่อไปดูเด็กแรกเกิดได้เลย เด็กๆนั้นสว่างมาแล้วตั้งแต่เกิด ทุกอย่างเขาก็อัตโนมัติของเขาเอง ไม่เห็นเขาจะไปดัดจริตดู ดัดจริตรู้เลย มันก็สว่างของมันอยู่เองแล้ว แต่พอโตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ดัดจริตมากขึ้นมันก็ค่อยๆเริ่มมืดลงๆ แล้วก็ถูกส่งไปใช้กรรมในหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานต่อไป(ฮา)

ถ้าไปสังเกตเด็กๆดูคุณก็จะรู้ว่า เด็กๆนั้นจะไม่จมแช่ในอารมณ์ วินาทีนี้ร้องไห้ พอหยุดกึกก็ไม่มีอารมณ์ค้างแบบผู้ใหญ่ สามารถยิ้มหัวเราะได้ทันทีในวินาทีถัดไป ผิดกับผุ้ใหญ่ที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ มันจะต้องอยู่ในอารมณ์ดรามาไปสักสองอาทิตย์ก่อน โอ้เอ้กับอารมณ์เศร้าให้ดูเก๋เข้าไว้ หากเป็นคนมีชื่อเสียงหน่อยก็ต้องไปแชร์วิบากให้คนอื่นโดยการให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีก่อนเพื่อเป็นอุทาหรณ์ หรือไม่ก็ออกพ็อกเก็ตบุ๊ค แล้วค่อยๆค้นหาความหมายของชีวิต(ที่มันไม่เคยมีอยู่แล้ว)ต่อไป

ทั้งหมดนี้ก็เพราะผู้ใหญ่เข้าไปติดวนจมแช่อยู่กับสภาวะอารมณ์อันเป็นสาเหตุของความมืดมิดนั่นเอง นี่คือสาเหตุที่มีคำพูดว่า จิตของพระอรหันต์ นั้นเหมือนเด็กทารกครับ เพราะจิตของเด็กทารกนั้น ไม่ติดขัดข้องคากับอะไร แล้วทีนี้จะเข้าไปทำเอาหาห่าอะไรเล่า (ก็เด็กมันทำเสียที่ไหน มันอัตโนมัติของมันเองไง มันถึงสว่าง ไม่ใช่ว่ามันภาวนามาตั้งแต่อยู่ในท้องเสียที่ไหนเล่า)

ความตลกร้ายของระบบวิปัสสนากรรมฐานอยู่ตรงนี้เองครับ คือพยายามดัดจริตฝึกจิตฝึกใจเพื่อที่จะกลับไป สว่างเหมือนเด็กทารกอีกครั้งหนึ่ง ฟังดูแล้วโครตขัดแย้งเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรที่ขัดแย้งกันเองอย่างนี้แน่ๆ โดยเฉพาะข้อหาที่ว่า หลักการภาวนานั้นขัดแย้งกับกฏของไตรลักษณ์อย่างแรงน่ะ ทำให้ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่การภาวนาจะพาใครพ้นทุกข์ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นิพพาน มันก็ง่ายๆครับ ก็ทิ้งสติระบบ manual นั่นแหละ ปล่อยพวงมาลัยหรือคันบังคับทันที ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ มันก็จะเป็นสติระบบ automatic ไปเองโดยไม่ต้องเข้าไปทำ ตรงกับกฏไตรลักษณ์เป๊ะๆแบบไม่ต้องพยายามแม้แต่นิดเดียว

คนที่กล้าปล่อยวางทันทีนั้นจะสว่างฉับพลัน แต่คนที่ยังกล้าๆกลัวๆไม่ยอมปล่อยมือก็จะค่อยๆคลายไปเอง หรือถ้าใครกรรมบัง ก็ถือพวงมาลัยต่อไปจนตายคาที่นั่นแหละ เดี๋ยวชาติหน้าก็ต้องมาถือพวงมาลัยกันอีก

ผมถึงเคยโพสต์เอาไว้ในคอมเมนต์ให้งงเล่นไงว่า "ไม่มีมึง มันก็อยู่ได้" ซึ่งถ้าใครเคยได้อ่านประโยคนี้ก็อาจจะงงแตกว่าผมพูดถึงอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ ถึงแม้ไม่มีมึง(หรือกู)เข้าไปดูไปรู้ กายและใจมันก็รู้ของมันเองอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ และมันก็อยู่ของมันเองได้อยู่แล้ว นี่แหละครับ เนื้อหาแห่งอริยะ เพียงแค่ปลดตัวกูออก ปล่อยมือจากพวงมาลัยคันบังคับ ก็อริยะทันที ง่ายมะ

แล้วไอ้พวงมาลัยที่ว่านี่ก็ยึดถือเอาไว้มั่นโดย ทิฏฐิกับปัญญานั่นแหละครับ ซึ่งสองตัวนี้ก็มีรากฐานมาจากโมหะ อวิชชาความหลง ซึ่งทำให้คุณไม่วางใจต่อสรรพสิ่งว่ามันอัตโนมัติของมันอยู่แล้ว (คือไม่มีมึงเข้าไปยุ่มย่ามมันก็เป็นไปเองอยู่แล้ว) ทิฏฐิกับปัญญาที่มีรากฐานจากโมหะก็คือ มิจฉาทิฏฐิและความฉลาดบนความโง่นั่นเอง แล้วทีนี้มันจะพาคุณไปจบที่ไหนลองคิดดูเอาเอง

แนวคิดของระบบวิปัสสนากรรมฐานนั้น เกิดขึ้นโดยไม่รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานว่า ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว แต่พอมีมึงกะกูเข้ามา มันก็เลยกลายเป็นสังสารวัฏแทน การปฏิบัติในระบบของวิปัสสนากรรมฐานจึงยืนพื้นอยู่บนการสาละวนหาทางออกจากสังสารวัฏ ด้วยการก่อให้เกิดสังสารวัฏภายในขึ้นเอง เพื่อที่จะดับมันทีหลัง หรือหวังลมๆแล้งๆว่าจิตจะสลัดคืนสภาวะเดิมอะไรนั่นในขั้นตอนสุดท้าย

การเข้าไปบังคับเอาแบบ manual นี้เองครับ มันจึงเกิดเป็นอาการ "เพ่ง" กับ "เผลอ" เพราะสภาวะธรรมต่างๆมันเกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็นปัจจุบันอยู่แล้ว พรึ่บเดียวเป็นล้านๆๆสภาวะ พอไปบังคับสติเอาแบบ manual มันก็ต้อง "เลือก" ว่าจะวิ่งไปดูหรือเกาะสภาวะไหน พอดูเข้าไปก็เป็นอุปาทาน ไปยึดเกาะสภาวะนั้นๆแล้ว เป็นสังสารวัฏแล้ว ประกอบกับที่สอนกันว่า ให้ดำรงสติอย่างต่อเนื่องด้วย ก็เลยทำให้ผู้ปฏิบัติไม่อยาก(เกิดตัณหาในการเจริญสติ)พลาดขาดสติ จึงเป็นที่มาของการเพ่งบังคับ เข้าไปคอยดู คอยรู้ สร้างความตึงเครียดในการปฏิบัติขึ้นมาอีก ส่วนอาการเผลอนั้นก็คือ อาการปล่อยให้ตนเองไหลไปตามสภาวะต่างๆทั้งๆที่พวงมาลัยยังคาอยู่ในมือแท้ๆ จึงถูกอาจารย์ตีมือ(ฮา)

ก็ปล่อยพวงมาลัยเลย (ไม่ใช่ปล่อยไหลไปตามสภาวะนะ อย่าเข้าใจผิด) ไม่ต้องบังคับ มันก็ไม่ไปติดกับสภาวะอะไรอยู่แล้วทันที พ้นจากการเพ่ง พ้นจากการเผลอทันที สติอัตโนมัตินั้นไม่มีเพ่งกับเผลอครับ เพราะมันไม่มีเจตนาที่จะไปยึดกับอะไร มันจึงไม่พลาดจากอะไร แล้วจะเข้าสู่เนื้อหาอริยะโดยไม่ต้องทำเอา ก็แค่ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละคือการปล่อยพวงมาลัยให้ระบบ auto pilot (ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ) มันทำงานของมันเอง เพียงแต่มันจะเข้าสู่เนื้อหาแบบนี้ได้ ก็ต้องวางใจก่อนครับ

วางใจให้ได้ว่า ไม่มีกู มันก็อยู่ได้ ไม่อย่างนั้นพระอรหันต์จะอยู่ยังไงเล่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใครทรมานตัวเองนะครับ ที่สอนให้ทรมานตัวเองน่ะไม่โยคีก็ฤาษีทั้งนั้น อานุภาพของสัจธรรมแท้ๆนั้นช่วยคลายทุกข์ได้ในทันที ไม่ใช่ให้ไปวนทุกข์ทรมานก่อนแล้วค่อย หลุดพ้นจากทุกข์เสียที่ไหนเล่า

No comments:

Post a Comment