Saturday, February 9, 2013

สมดุลแห่งสสารและพลังงานของโลกธาตุ ตอนที่ 1: ไตรลักษณ์และจุดกำเนิดแห่งสังสารวัฏ

จากที่ผ่านมา ผมได้อธิบายเรื่องนิพพานโดยอ้างอิงกฏไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะอันสามัญของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกธาตุสากลไปแล้ว แต่จะขอยกมาอธิบายอีกครั้งอย่างละเอียดในแง่มุมของสสารและพลังงาน

เป็นที่รู้กันดีแล้วว่า "ทุกสรรพสิ่ง" ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์อยู่แล้ว นั่นก็คือ

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ทุกขัง คือ ความไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเป็นอิสระจากกัน เหตุและปัจจัยจริงๆจึงเป็นเรื่องชั่วคราว สัมพันธ์แต่ไม่ผูกพัน

อนัตตา คือ ทุกอย่างไม่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรดำรงอยู่จริงในโลกธาตุนี้อยู่แล้ว

การที่กฏไตรลักษณ์อธิบายในลักษณะนี้ ก็แปลได้ว่าไอ้ที่เราเห็นเป็นตัวตนเราเขา เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีจริง นั้นคือการรู้การเห็นที่เป็นไปบนโมหะอวิชชาความหลงทั้งนั้น ซึ่งความหลงเองก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ด้วยเหมือนกัน คือหลงได้เดี๋ยวก็หมดหลงได้

กฏไตรลักษณ์นั้นคือคำอธิบายเนื้อหาของพระนิพพานครับ เพราะนิพพานจริงๆมันไม่ใช่อะไรก็เลยต้องอธิบายออกมาเป็นแบบนี้

และการที่ทุกอย่างนั้นตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ทั้งสิ้น นั่นก็แปลว่ามันนิพพานกันอยู่แล้วนั่นเอง

ซึ่งถ้าเราถอดเอาความหลงหรือโมหะอวิชชาออกไปจนหมด โลกธาตุนี้โดยความเป็นจริงแล้วมันเป็นเพียงแต่สภาวะของธาตุและพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา แล้วแต่เหตุปัจจัยที่เกิดมีขึ้นในคราวหนึ่งๆ คือธาตุกระทบธาตุแล้วก็แยกจากกันไป ไม่มีอะไรสัมพันธ์กับอะไรอย่างแท้จริง เพียงแต่ที่เราไม่เข้าใจตรงนี้เพราะหลงไปยึดเอาว่าสภาวะต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายและจิตใจนั้นเป็นตัวเรา เมื่อธาตุและพลังงานในสภาวะต่างๆในร่างกายแปรเปลี่ยนไปตาม "ธรรม" ของมันเอง เราก็หลงไปว่าเกิดอะไรผิดแปลกขึ้นกับตัวเราใจเรา เพราะมี "เรา"เข้าไปยึดสภาวะธรรมนั้นๆเป็นตัวเรา

ทุกอย่างนั้นล้วน "สมดุลอยู่แล้ว" ภายใต้กฏไตรลักษณ์หรือนิพพาน ซึ่งผมจะแทนค่าความสมดุลของนิพพานด้วยจุดๆหนึ่ง ซึ่งจุดนี้ไม่ใช่จุดที่อยู่นิ่งๆ แต่เป็นจุดสมดุลที่ "เป็นไปของมันเอง" เป็นจุดสมดุลดั้งเดิมของสรรพสิ่งทั้งปวงในโลกธาตุ เหมือนกับการเกิดขึ้นของภูเขา การระเบิดของดวงดาว จนถึงการหายใจเข้าออกของสิ่งมีชีวิตที่ไม่มี "เรา" ไปกำหนดมัน ไม่มีเราเป็นเจ้าของอะไร ไม่มีเราซ้อนลงในทุกๆสภาวะธาตุและพลังงานที่แปรเปลี่ยนไป ทุกอย่างมันเป็นไปโดยธรรรมชาติธรรมดาของมันอยู่แล้ว แม้ว่าเราพยายามจะเอา "ตัวเรา" เข้าไปบังคับมันอย่างไรมันก็บังคับไม่ได้ตลอด ไม่สามารถผูกอะไรเข้าด้วยกันตลอด  ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนอยู่ได้ตลอด ทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราวหมดไม่มีเว้นแม้แต่เรื่องเดียว และจุดนี้ก็คือ "เนื้อหาเดิมแท้" นั่นเอง

แรงกระทำที่ไปฝืนความเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติของสภาวะธาตุสภาวะธรรมทั้งหลายนี้ เราเรียกว่า "กรรม" ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลงหรือโมหะอวิชชาที่ไม่รู้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นไปโดยธรรมของมันอย่างนั้นอยู่เองแล้ว ถูกแล้วครับ ทุกสรรพสิ่งมันเป็นเช่นนั้นเอง หรือจะพูดว่ามันนิพพานอยู่แล้ว(ตถตา)ก็ได้

"กรรม" นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี "ผู้กระทำ" และ "ผู้ถูกกระทำ" (ซึ่งหลงทั้งคู่) หรือ กับ "สิ่งที่ถูกกระทำ" (เป็นความหลงของผู้กระทำเองว่ามีสิ่งที่ถูกกระทำ) เมื่อมีกรรมเกิดขึ้น สังสารวัฏทั้งภายในและภายนอกจึงเกิดขึ้น เอาแค่หลงไปปรุงแต่งก็เกิดกรรมขึ้นเป็นดวงจิตแล้วครับ

ด้วยโมหะอวิชชาความหลงที่เข้าไปจัดแจง เข้าไปแทรกแซงในสภาวะธาตุสภาวะธรรมต่างๆโดยการใส่พลังงานกรรมเข้าไปหมายจะจัดการสรรพสิ่งต่างๆ สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายให้เป็นไปในแบบที่ตนต้องการนี้เอง หรือเรียกว่าขัดขืนต่อธรรมชาติเดิม ก็ทำให้ระบบที่มันสมดุลอยู่แล้ว ตอบสนองต่อแรงกระทำนั้นๆ ไปตามธรรมชาติของมัน อย่างเช่น เมื่อใส่พลังงานกรรมที่เป็นสมาธิเข้าไปที่จิตมันก็เป็นสมาธิให้ไม่นาน แล้วมันก็คลายตัวมันเองออกมาในปริมาณเท่าเดิม ตามกฏไตรลักษณ์ไม่มีบิดพริ้ว เพียงแต่ความที่มันหลงไปว่าสภาวะทั้งหลายเป็นตนเอง มันก็ไม่พอใจที่จิตมันไม่เป็นสมาธิ ก็พยายามที่จะใส่พลังงานกรรมที่เป็นสมาธิเข้าไปในระบบเดิมอีก เป็นกรรมซ้อนลงบนสภาวะธรรมที่นิพพานอยู่แล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิเป็นเวลานานเท่ากับจำนวนพลังงานที่ใส่เข้าไปเพื่อที่จะทำให้สภาวะมันนิ่ง พอหมดพลังงานกรรมตรงนั้นมันก็คลายพลังงานนี้เป็นกรรมตีกลับออกมา เป็นอย่างนี้ตลอดไม่ว่าจะกี่พุทธันดรก็เป็นแบบนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง นิพพานอยู่แล้วตลอด เพียงแต่เราหลงไปยึดมันว่าเป็นตัวเราตัวเขาเสียเอง เลยทำกรรมไม่จบสิ้น แล้วกรรมนั้นเองก็ไปบังเนื้อหาเดิมที่มันนิพพานอยู่แล้ว

แต่ถ้าปล่อยวางไปเลย วางใจไปเลย ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ไม่ไปบังคับ ไม่ไปทำกรรมเพิ่ม พลังงานกรรมทั้งหลายที่หลงทำมานานก็จะเริ่มคลายตัวลง หรือที่เรียกว่าวิบาก(ทั้งกุศลและอกุศล) วิ่งเข้าหานั่นแหละครับ เราก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้ ไร้(ตัวตนใน)ท่ามกลางวิบากทั้งหลายไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องใส่พลังงานกรรมลงไปในระบบอีก มันก็จะเข้าสู่สมดุลที่ "เนื้อหาเดิมแท้" หรือ นิพพานไปเองในที่สุด ซึ่งไอ้กระบวนการคลายตัวมันเอง แบบไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรนี่แหละครับ เรียกว่า อริยมรรค อันเป็นวิถีการคลายตัวมันเองจนเรียบไร้ในที่สุด

ตามเส้นกราฟที่แสดงข้างต้นนั้น เมื่อมโนธาตุเกิดความหลงไปปรุงแต่งว่าจิตเป็นตนเองจนเกิดเป็นกรรมขึ้นแล้ว จากนั้นจึงเกิดเป็นสังสารวัฏขึ้นจากการเข้าไปทำกรรมนั้น แล้วก็หลงเข้าไปยึดติดในสภาวะธรรมต่างๆว่าเป็นตัวตน(วิ่งไปตามเส้นกราฟขึ้นๆลงๆ) มันก็เลยไปหลงเกิดหลงดับไปตามสภาวะธรรมที่ยึดติดและแรงกรรมที่ถูกใส่เข้าไป สภาวะธรรมที่ตนยึดก็เป็นเพียงมายาไม่ใช่ตัวตนจริง(เพราะมันไม่มีจริง) แต่ถูกปิดบังด้วยผัสสะ อายตนะ ก็เลยเกิดการหลงเวียนว่ายตายเกิดกันอย่างยาวนานข้ามพุทธันดร

ซึ่งกฏแห่งกรรมนั้นใครๆก็รู้กันอยู่แล้วว่า "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง" ไม่มีใครหนีผลกรรมพ้นแน่นอน แต่ไม่มีใครรู้รหัสนัยว่า ทำไมระบบมันถึงคลายแรงกรรมส่วนเกินในระบบออกไปด้วยการสะท้อนกรรมนั้นกลับไปสู่เจ้าของกรรมในรูปของวิบากในปริมาณที่เท่าเดิมเป๊ะ และคลายไปเพื่ออะไร ก็รู้กันแค่ว่ามันสนองกลับไปสู่ผู้กระทำโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งชาวพุทธทั้งหมดรู้แค่นี้จริงๆครับ คือกรรมที่สะท้อนกลับมาในรูปของวิบากในปริมาณเท่าเดิม แต่ไม่สามารถคาดเดาช่วงเวลาที่มันจะกลับมาได้ ในความเป็นจริงแห่งสัจธรรม การสะท้อนพลังงานกรรมกลับไปที่ต้นทางก็เพื่อคายพลังงานส่วนเกิดนั้นออกไป แล้วนำระบบเข้าสู่จุดสมดุลดั้งเดิมหรือ "เนื้อหาเดิมแท้" หรือนิพพาน ซึ่งเป็นความสมดุลที่ไม่มีแรงกรรมซ้อนเข้าไปในสภาวะธรรมใดๆอีกนั่นเอง!!!

ใช่แล้วครับ ทุกกรรมที่เรากระทำตีกลับมาหาเราก็เพื่อจะนำเราคืนสู่นิพพาน อ่านไม่ผิดหรอก แล้วเมื่อพลังงานส่วนเกินนั้นตีกลับจนหมดลงเป็นศูนย์แล้วนั่นแหละ เราจึงเรียกจุดสมดุลนี้ว่า สุญญตา คือว่างจากการมีตัวเราเข้าไปกระทำ ว่างจากความหลง ว่างจากตัณหาอุปาทานอันเป็นเชื้อให้เกิดกรรม ไม่ใช่ว่างเปล่าแบบไม่มีอะไรเลย

และโดยความเป็นสัตว์ที่ดิ้นหนี ดิ้นสู้สภาพความทนได้ยากไปตามตัณหาอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดเมื่อสภาวะที่ชอบเปลี่ยนแปลงไป ก็เลยเข้าไปตั้งเอาในภาพมายาแห่งสภาวะธรรมนั้นอีก เพื่อเข้าไปแก้ไขสภาวะให้ได้ตามที่ตนปรารถนา แทนที่จะคืนสุ่นิพพาน เราก็ดันไปหลงวนเวียนอยู่กับการทำกรรม-ใช้กรรมไม่รู้จบ เพียงเพื่อให้ได้สภาวะที่เราชอบเราหวัง โดยที่ไม่รู้ว่าทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว ไอ้ตัวเรานี่มันก็ไม่มีจริง

แล้วทำไมระบบมันถึงไม่เข้าไปสู่จุดสมดุลใหม่เล่า?

มันไม่มีจุดสมดุลใหม่หรือเก่าหรอกครับ จุดสมดุลมีจุดเดียวก็คือนิพพาน เป็นจุดสมดุลดั้งเดิมที่ตรงต่อกฏไตรลักษณ์ ตรงต่อนิพพาน ปราศจากแรงกรรมซึ่งเป็นพลังงานส่วนเกิน นี่คือรหัสนัยที่แท้จริงของกฏไตรลักษณ์ เป็นจุดสมดุลแห่งโลกธาตุอย่างแท้จริง ส่วนกรรมทุกชนิดนั้นคือพลังงานแปลกปลอมส่วนเกินที่ทำให้ระบบปั่นป่วนไปหมดจนระบบต้องปรับสภาพตัวมันเองเพื่อคืนสู่สมดุลเดิม

ง่ายๆครับ ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ปล่อยให้กรรมทุกอย่างที่เคยทำมา มันคลายตัวมันเองไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะแจ้งตรงต่อนิพพานไปเอง

ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาดั้งเดิมแท้ของทุกสรรพชีวิตและต้นกำเนิดแห่งสังสารวัฏที่ถูกอธิบายในรูปแบบสมดุลพลังงานครับ รู้ไว้จะได้เลิกหลงไปทำกรรมใหม่ๆอีก

โปรดติดตามตอนต่อไป

No comments:

Post a Comment