Tuesday, February 19, 2013

ความเป็นจริงที่ทุกคนรอคอย ตอนที่ 1

สนทนาธรรม หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต
วัดร่มโพธิธรรม
ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย

ความเป็นจริงที่ทุกคนรอคอย

หลวงพ่อ: เออ ไม่เป็นไรหรอกลูก ทุกอย่างให้มันจบเป็น ถ้าจบไม่เป็น ก็ มันไม่ใช่สัจธรรม  ถ้าจบไม่เป็นไม่ใช่สัจธรรม คือ กรรม กรรมซ้อนธรรม คำว่า “กรรม” ก็คือการเข้าไปกระทำ ตั้งแต่ลูกไปทำจิตน่ะ ทำรู้ทำเห็น ทำนึกทำคิด ทำสัญญงสัญญา ที่เข้าไปเจริญ ที่เข้าไปดำเนิน ที่เข้าไปขับเคลื่อน เขาเรียกว่า “เข้าไปกระทำ” เรียกว่า “กรรม” ทั้งนั้น องค์พุทธะให้ปลง ขันธ์ทั้งห้าขันธ์นี่ให้ปลงไม่ใช่ให้ไปเจริญ สตินั้นมีเอาไว้ให้ตัดไม่ใช่มีไว้ให้ตั้ง ที่ไปตั้งสติ มันไม่ได้ตัดหรอก มันติด สตินั้นมีเอาไว้ให้ตัด ไม่ใช่มีไว้ให้ตั้ง  มีไว้ตั้ง จะติดทันที มันจะตึง ตัด

ฉะนั้น สติกับความเข้าใจ ก็ให้ไปด้วยกัน ก็หมายถึงอะไร ระลึกถึงบทสรุป ระลึกถึงการปลง ระลึกถึงการวาง ระลึกถึงการช่าง การแล้วๆไป เขาเรียกว่า “สติ” ประกอบด้วยปัญญา ความเข้าใจ ตัด ไม่ใช่เป็นสติชนิดตั้ง ตั้งสติ แล้วมาตึงในการยืน การเดิน การนั่ง การนอน การรู้การเห็น คำว่า “ตึง”ไม่ใช่ อันนั้นมัน “สติติด” วิปัสสนูกิเลสทั้งหมด

ฉะนั้น ที่ฝึกสติติดนี่มันไม่ถูก สติของจริงไม่ต้องฝึก ปกติเราใช้ชีวิตประจำวันน่ะ มีสติอยู่แล้ว ลูกหยิบผ้าขึ้นมาใส่ สวมใส่กับตัวเองอย่างนี้ ก็มีสติในการนุ่งห่มอยู่แล้ว ใช้งาน แต่ไม่ใช่สติตัด เดินเข้าห้องน้ำก็ถูก เดินข้ามถนนก็เป็น มันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่สติตัด พระพุทธเจ้าให้สติชนิดตัด สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้นี่ก็คือ “สติชนิดตัด” ไง ไม่ใช่ชนิดทรง ไม่ใช่ชนิดตั้ง ก็หมายความว่าให้แล้วไปกับสิ่งรู้สิ่งเห็น ให้แล้วไปกับสิ่งได้ยิน สัมผัส ให้แล้วไปกับความคิด อย่าไปตั้งใส่ ให้แล้วไปกับการรับรู้ อย่าไปตั้งใส่ตัวรู้ ไม่งั้นมันก็ยึดขันธ์ ไม่ได้ปลงขันธ์

ฉะนั้น เมื่อมันฝึกสติมา ฝึกสมาธิมา มันเป็นสติชนิดฝึกนี่ มันจะมีตัวยึดซ้อนลงไปในสติในสมาธิ ซึ่งตัวนี้พร้อมจะกระทบกระเทือนได้ตลอดเวลา ตัวตั้งก็คือ “ตัวตั้งรับ” นั่นแหละ ถึงไม่พุ่งเข้าใส่ แต่ก็ตั้งรับ ก็มีตัวเข้ามาชน ให้ไร้ ไม่ใช่ตั้ง ให้ไร้ ไม่ตั้งซ้อนรู้ ไม่ตั้งซ้อนเห็น ไม่ตั้งซ้อนจิต ไม่ตั้งซ้อนนึก ไม่ตั้งซ้อนคิด ไม่ตั้งซ้อนสัญญา ปลงทุกขันธ์ นิพพานทันที ถ้าตั้งปุ๊บนี่ มันมีทันที มีตัวกระทบทันที มันไม่หมด

ฉะนั้น สรุปแล้วไม่ใช่ตรงปฎิบัติ ให้ปลงอย่างเดียว ให้แล้วๆไปกับธาตุขันธ์ที่มีอยู่นี่ ไม่ต้องไปตั้งมันขึ้นมาอีก ซ้อน ให้ปลง ไม่ใช่ให้ปฏิบัติ ที่ไปฝึกกันทุกวันนี้ มันฝึกกรรมซ้อนธรรมทั้งนั้นลูก มันหนีไม่พ้นผัสสะ ไม่มีใครหนีพ้นผัสสะเลย กระทบกระเทือน นี่ให้ปลง รู้ไม่ต้องเอา เห็นไม่เห็นไม่ต้องเอา เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องเอา ให้แล้วๆไปกับการรู้ของตัวเอง การเห็นการสัมผัส จำได้จำไม่ได้ ให้แล้วไปอย่างเดียว อย่าไปยึดสัญญา นึกคิดปรุงแต่งสังขาร อย่าไปยึด ให้แล้วๆไปกับความคิดนั้น จะเกิดเองเป็นเอง ตั้งใจก็ตามที แล้วไปไวเท่าไรก็คือฉับพลันมากเท่านั้น ฉับพลันในการตัดมากเท่านั้น ไม่ใช่การนิพพาน ปลงทุกฐานนิพพานทันที

ถาม: ง่ายปานนั้นเลยหรือครับ

หลวงพ่อ: ขนาดนั้น จริงๆแล้วไม่ยากไม่ง่าย สิ่งเหล่านี้เคยดำรัสตรัสกล่าวเอาไว้ในสมัยพุทธะ แต่พอมารุ่นหลัง มันไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม มันไปสร้างลีลาในการปฏิบัติซะมาก มันก็เลยเกิดความกดดัน ก็เลยกลายเป็นหนทางที่ยืดเยื้อ เยิ่นเย่อ ยืดยาว จริงๆแล้วท่านให้จบทุกเส้นทาง ไม่ใช่ให้เดินทาง ฟังปั๊บ ชัวะ บรรลุฉับพลับปุ๊บ นอกจากคนที่มีวิบากกรรมมากๆ มันก็เลยไปใช้วิบากก่อน

ถาม: ตรงนี้แหละครับ ที่น่าจะเป็นปัญหาของทุกคน วิบาก

หลวงพ่อ: วิบากลูก มันใช้วิบาก จิตไม่ต้องเจริญ

ถาม: ไปตรงนั้นเลยหรือครับ

หลวงพ่อ: ตรงนั้นเลยลูก ปกติมันอัตโนมัติอยู่แล้วไง จิต มันก็ดำเนินไปเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ว่า เราไม่ต้องไปซ้อนลงไป ไม่ต้องเจริญ รู้มันก็รู้อยู่แล้ว รู้แผ่วเบา เห็นก็เห็นน่ะเห็นแผ่วเบา

ถ้าเราไปเจริญซ้อนลงไป มันรู้จะตั้งใจรู้ เห็นจะตั้งใจเห็น พอตั้งปั๊บนั่นแหละ เขาเรียกว่า “อุปาทานซ้อน” แล้วมันจะชนแรง สัมผัสแรง กระทบแรง

ถาม: ผิด ?

หลวงพ่อ: ผิด ไม่ได้ถูกเลย จริงๆตัวรับรู้มันมีอยู่แล้วไง แล้วก็ตัวหลงก็มีอยู่แล้ว หลงรู้นี่ หลงเห็น หลงนึก หลงคิด หลงจด หลงจำ มันมีอยู่แล้ว

ความหลงตรงนี้ครอบงำสัตว์โลกอยู่แล้ว ถ้าเราไปตั้งซ้อนอยู่ มันก็เหมือนกับว่าจงใจหลง ตั้งใจหลง ให้ปลง ให้แล้วๆไปกับสิ่งที่มันมีอยู่ แค่นี้ คือไม่ต้องไปเน้นรู้ เน้นเห็น เน้นเข้าใจไม่เข้าใจ ไม่ต้องเน้น พอไม่เน้นแล้วมันจะเบาของมันเอง จะคลายออกของมันเอง นั่นแหละมันคลาย คลายปัจจุบัน ก็ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ไม่ใช่ข้างหน้า

สิ่งนี้ไม่ต้องฝึก ให้ปลงอย่างเดียว ไม่ต้องเน้นเอา ก็พูดง่ายๆ ไม่ต้องเน้นรู้ เน้นเห็น เน้นเข้าใจ ไม่ไปต้องเน้น ทุกธาตุขันธ์ ไม่ต้องไปเน้นมัน แล้วจากการที่เราเคยตั้งซ้อน ต้องซ้อน ตั้งซ้อน จนกลายเป็นกดทับธาตุขันธ์ แล้วเกิดการหนักการตึงตามมานี่ มันจะเบาลง ไอ้ที่เราเคยตั้งซ้อนลงไปมากๆ มันก็เกิดการกดทับ ขันธ์ถูกกดทับด้วยอุปาทานและเจตนา กดทับ เป็นความหนักตึงเครียดตามมา ทุกขเวทนาตามมา การกระทบรุนแรงตามมาเรื่อยๆ มันจะเบาลง

พอเราไม่เน้นรู้เน้นเห็น เน้นเข้าใจ เน้นขันธ์หนึ่งขันธ์ใด แล้วทุกอย่าง ผัสสะมันจะลดลงพร้อมกันพรึบเดียว ไม่ใช่ทีละด้านสองด้าน ทีละอย่างสองอย่าง ลดพร้อมกัน จึงเป็นที่มาของบทสรุปที่ให้บัญญัติเอาไว้ว่า ทุกอย่างก็คือ “ไม่ต้องไม่ตั้ง” จะจบเลย เป็นรหัสนัยของนิโรธ คือดับเหตุ ดับทุกข์ ยุติเหตุ ยุติทุกข์ ดับเหตุ ดับทุกข์ เรียกว่า “ยุติกรรม” ไม่เจริญกรรมซ้อนธรรม

ถาม: ขยายตรงนี้ได้ไหมครับ ไม่เจริญกรรมซ้อนธรรม

หลวงพ่อ: ก็หมายความว่าในขณะที่เราตั้งดู ตั้งรู้ ตั้งเห็นนี่ ตัวตั้งตัวนี้เป็นเจตนากรรม เขาเรียกว่า “กรรมซ้อน” เราเจริญเจตนาซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ซึ่งธาตุขันธ์ทั้งหลาย มันเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้ว มันอนิจจัง ทุกขังอยู่แล้ว แล้วมันไม่ยึดอยู่แล้วโดยตัวมันเองด้วย พอเราตั้งซ้อนลงไปนี่ ก็เหมือนกับเราไปยึดมัน นี่ก็เรียกว่า “กรรมซ้อนธรรม” กรรมซ้อนธาตุ กรรมซ้อนขันธ์ มันไม่ได้ปลงขันธ์ ปลงธรรม ปลงทาง แต่มันดันไปเจริญเจตนากรรมซ้อน  ตั้งซ้อน ตรงนี้เรียกว่า “กรรมซ้อนธรรม”

No comments:

Post a Comment