Wednesday, February 20, 2013

ฉับพลัน 1

ลูกก็ไม่ต้องโดยตัวมันเองนั่นแหละ  โดยตัวมันเองนั่นแหละ รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั่นแหละ  แล้วมันจะหมดสั้นหมดยาวในรู้เลยเรียกว่า มันไม่เกาะ มันจะไม่เกาะของมันไปเอง  เรียกว่า คลายคลาย คลายเอง  คลายเลย นี่ถ้าลูกยังไม่หมดสั้นพอรึยังไม่สั้นพอ หมดสั้นพอก็จะ ทุลักทุเลหน่อย

ก็อย่าไปอะไรให้มันมากความ  อย่าหลายแง่หลายมุมอย่าไปหลายความเห็น หลายความหมายลูก อย่าไปซอกแซก ถ้ารู้ลูกไม่สามารถจะตัดรู้เองได้นะ รู้ไม่สามารถจะหมดในรู้เองได้ลูก  ก็อย่าซอกแซกอย่ามากความเห็นอย่ามากความหมาย ไม่งั้นลูกก็จะอยู่ในวังวนของทิฐิของยานทัศนะเก่าๆเดิมของตัวเอง  ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอกลูก  เก่าๆเดิมๆ มันเป็นวังวนเหมือนเดิม รู้ก็ไม่ต้องในตัวมันเองนั้นแหละ  รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั่นแหละ  นั่นแหละมันก็เลิกแล้วลูกเลิกพลุกพล่าน  เลิกเป็นแง่เป็นมุม มันก็จะได้เลิกในเรื่องของความเห็นความหมาย  สะเปะสะปะอะไร ก็ไม่ต้องในตัวมันเองนั้นแหละลูก  รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั้นแหละ  ไอ้หมดสั้น หมดสั้น หมดสั้น  หมดสั้น เค้าเรียกมันไม่  ไม่เหลือ เค้าเรียกมันไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง มันไม่เหลือ อุปาทานไม่เหลือ  เชื้อของการคอยยึดคอยเกาะอะไรมันจะไม่เหลือ  นั่นแหละเรียกว่าตัดวงโคจรแห่ง กรรมในภาคปัจจุบัน เค้าเรียกว่าไม่เป็นกรรมปัจจุบัน

รู้ก็ไม่ตั้งในรู้นี้เลยลูก เค้าเรียกมันไม่เป็นวัฏจักรแห่งกรรมในภาคปัจจุบัน  อย่าให้มันคิดไปไกล อย่าให้มันเยิ่นเย่อ เยิ่นเย่อไปไกลกับความคิด หรือการที่ต้องร่อนเร่ในรู้ทั้งหลายในเห็นทั้งหลายรู้เห็นแบบร่อนเร่ อะไรลูก อย่าให้มันยาวไกล โดยที่ดับอยู่แล้วโดยที่ไม่ตั้งไม่ต้องอยู่แล้ว โดยที่ดับอยู่แล้วนั่นน่ะลูก รู้ก็ไม่ต้องในรู้อยู่แล้วเห็นก็ไม่ต้องในเห็นอยู่แล้ว ไม่ต้องไม่ตั้งในเห็นอยู่แล้วนั่นแหละลูก เรียกว่าหมดโมหะในทิฐิ หมดโมหะในญาณสัมผัสหรือใน หรือในญาณทัศนะ เรียกว่าหมดโมหะในรู้ หมดโมหะในทิฐิ หมดโมหะใน เห็นในความเห็น ไม่ต้องนั่นแหละลูก มันตัดเอง มันตัดรู้ตัดเห็นให้เอง

ไม่ต้อง นั้นแหละ จากการที่มันงมรู้นะแช่ รู้นะ มันก็จะไม่งมลูก ก็ไม่ต้องโดยตัวมันเองนั้นแหละ รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั่นแหละ ไม่ต้องในตัวมันเองนั้นแหละ มันก็จะค่อยๆทิ้งการแช่รู้ลูก ทิ้งการงมในรู้ทิ้งการหลงในรู้มันจะทิ้งเลย จะไม่หลง แล้วนั่นแหละมันจะให้ความเด็ดขาด กับระบบใจตัวเอง และให้ความอาจหาญกับระบบใจตัวเองทั้งหมด เพราะมันตัดแหละมันก็เลยอาจหาญเด็ดขาด เพราะว่ามันตัด มันก็ตัดของมันไปเองนั่นแหละ มันเลยไม่หวั่นใหว มันเลยไม่อ่อนแอ มันไม่อ่อนแอ ไม่หวั่นใหวเพราะมันตัด ตัดนั่นแหละ โดยที่ไม่ต้องนั้นแหละมันก็ไม่ไปอ่อนแอกับอะไร ไม่ไปหวั่นใหวกับอะไรลูก มันไม่ใช่การรู้ไปรึว่าการเพ่ง เพ่งมองไปเพ่งดูไป มันหมายถึงดูก็ไม่ต้องในดูนั้นเลยลูก รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั้นเลย

ฉะนั้นมันไม่ใช่การเพ่งไปรึว่าการทะยานไปแห่งรู้แห่งเห็นทั้งหลาย มันจะไม่เป็นลักษณะแห่งตัณหาลูก เค้าเรียกว่ามันดับอยู่แล้วมันไม่ เนื่องด้วยตัวมันเองรู้ไม่เนื่องด้วยรู้ เห็นไม่เนื่องด้วยเห็น ซะเองเลยรู้ก็ไม่เนื่องด้วยรู้ซะเองเลย เรียกว่าดับอยู่แล้ว เรียกว่าวางอยู่แล้ว เรียกว่าไม่สั้น ไม่ยาวละหมดสั้นหมดยาวทันทีจิต หมดสั้นหมดยาวทางรู้ในรู้ในเห็น มันไม่ซ้อนรู้ไม่ซ้อนเห็น งั้นลูกก็โดยที่มันไม่ต้องในตัวมันเอง นั่นแหละรู้ เห็นก็ไม่ต้องในเห็นนั้นแหละ มันก็จะเลิกซ้อนเห็นเลิกเหนียวแน่นกับเห็นไปเอง รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั่นแหละ มันก็เลิกซ้อนรู้ไปเอง เลิกเป็นตัณหาซ้อนรู้ไปเอง ดังนั้นจะให้มันเฉียบขาดแล้วก็ฉับพลัน ในเนื้อหาของการตัดหรือตรัสรู้ลูกก็ไม่ต้องเท่านั้นเอง รู้ก็ไม่ต้องในรู้นี้แหละลูกเท่านั้นเอง ก็ดับอวิชาแล้วเรียกว่าหมดอวิชา หมดตัวหลงรู้ ไม่มีการแก้ที่ปลายเหตุ เรียกว่าสละที่ต้นเหตุเลย ตัวหลงรู้นั่นแหละ ต้นเหตุ

ที่มันสงสัยเยอะทุกวันนี้ก็เพราะ การหลงรู้นั่นแหละลูก ยังตั้งซ้อนรู้ ตั้งซ้อนรู้ก็ขับเคลื่อนตั้งซ้อนรู้ รู้ไปรู้มาก็กลายเป็นหลงรู้ แล้วก็กลายเป็นหลงสงสัยต่อไปอีก ดังนั้นมันจะไม่ใช่ข้างหน้าข้างหลัง ไม่ต้องในตัวมันเองแค่นี้แหละ รู้ก็ไม่ต้องในรู้เนี้ยมันจะไม่มี ลักษณะที่ว่าข้างหน้าข้างหลัง เรียกว่าดับอยู่แล้ว เรียกว่าจบอยู่แล้ว นั่นแหละก็ไม่ต้องในรู้นั้นแหละ มันก็จะไปสลายตัณหายุติ ตัณหาในลักษณที่คอยรู้เพ่ง รู้จดจ่อรู้อะไรเนี่ย มันจะสลายไปเองเลย โดยที่ไม่ต้องอยู่แล้วเนี่ยแหละลูก นั่นแหละฉะนั้นลูกก็ให้หมดใจไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเสียดายจริตแบบใหนใจแบบใหน ฮะ รู้เห็นอารมณ์ ไม่ต้องเสียดายมัน ถ้าไม่ต้องนี้ก็ตัดแล้ว ก็ให้หมดใจเลยไม่ต้องเสียดาย ไม่ต้องก็คือไม่ต้อง เอ้า โส โสโส……

ไม่ต้องในรู้นั้นน่ะแหละลูกไม่ใช่รู้ไปไปรู้ รู้ไปไปรู้ ไปรู้รู้ไป คอยรู้ไม่ใช่นะ จะได้ดับรู้เป็น ก็ไม่ต้องในรู้นั้นแหละ ไม่ต้องในรู้ นั้นแหละลูก ฉะนั้นที่ไม่ต้องเนี่ยมันไม่ใช่ลักษณะไปรู้หรือรู้ไป รู้ไปแล้วมันไป ถ้าไปรู้มันก็ไป เฮ้อ เป็นภพเป็นชาติไปเลยเป็นคุ้งเป็นแควไปเลยลูกเรียกว่าใหลหลง ฟังดีๆนะเรียกว่าเอาไปใช้ยุติสมุทัยตลอดชีวิตเลย ฟังดีๆ ลูกก็ไม่ต้องนั้นแหละในรู้นั้นแหละไม่ต้องนั่นแหละลูก มันจะตัดไอ้ตัวรู้ไปหรือ ไปรู้เนี่ย นั่นแหละมันจึงค่อยสว่างขึ้นตัวมันเอง เรียกว่าจ้าขึ้นในตัวมันเอง แล้วมันจะไม่แช่อะไร ที่มันยังไปแช่อารมณ์อยู่เพราะลูกยังไปรู้อยู่ไงมันก็ไปใหน แช่สิลูก มันยังไปเจริญตัววิญญาณสัมผัสอยู่ อันนี้มันตัดวิญญาณสัมผัสนั่นแหละ จึงจะนอกเหนือการเวียนว่ายตายเกิดเป็น ในปัจจุบันนี้เลย

ฟังดีๆนะไม่ตกหล่น อันนั้นก็ไม่ต้องนั้นแหละลูก สนิท มันหมดกึ๋น เรียกว่าสละหมดรู้ สละหมดจิตสละหมดรู้ เรียกเนื้อหาตรัสรู้ไม่ติดรู้เลย สละหมดรู้ มันยังมาห่วงแค่รู้ไปไปรู้มันก็นั่นแหละ เค้าเรียกมันวนวนในธาตุในขันธ์ รู้วนแล้วไม่ต้องห่วงอาศัยด้วย อาศัยของมันเองเรียกว่าอัตโนมัติอยู่แล้ว อาศัยรู้อาศัยเห็นอะไรไม่ต้องไปห่วงอาศัยลูก เพราะลูกมันอาศัยเองอยู่แล้ว ฉะนั้นมันจะไม่ใช่ลักษณะของการรู้ไป หรือไปรู้ลูก หรือคอยรู้ ไม่ใช่ ไม่ต้องเนี่ย ไม่ต้องในรู้นี้ลูก เค้าเรียกมันจะคลายตัวมันเอง รู้คลายจากรู้เองเลย ไม่เป็นลักษณะกำหนด ไม่เอากรรมไปกำ นั่นแหละมันจะได้หมดกึ๋นหมดจิตหมดใจ อ้อยอิ่งรู้เห็นอะไร จะได้ไม่ต้องเมื่อยขากรรไกรลูก อ๊ะถามบ่อยตอบบ่อย เรียกว่ารวดเดียวรวดเดียว ฉับพลันฉับพลัน ฉับพลัน จ้าฉับพลัน จ้าฉับพลัน สว่างฉับพลัน สว่างฉับพลัน  ทิ้งฉับพลันทิ้งฉับพลัน รวดเดียว รวดเดียว ไม่เป็นขณะ ไม่ต้องมาไล่เบี้ย ไม่ต้องมามัวเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด รวดเดียว รวดเดียว รวดเดียว ไม่ต้องนี้ก็ฉับพลัน ฉับพลัน ฉับพลัน ฉับพลัน ฉับพลัน เป็นสิ่งเดียวที่ลูกจะจบ ในทุกเส้นทางแห่งกรรมและวิบาก ของลูกได้ มันเป็นเนื้อหาเดียวเท่านั้นลูก ที่จะทำให้ลูกจบทุกเส้นทางในวิบากธาตุขันธ์ของลูกได้ วิบากในรู้ในเห็นในนึกในคิดในอารมณ์ปรุงแต่ง สัญญงสัญญาเวทนานั่นนี่อะไร เป็นวิบากในขัน์ทั้งหลาย เป็นเส้นทางแห่งกรรมทั้งนั้น ในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสรรพสิ่งสรรพธาตุ ทั้งหลายก็เป็นเส้นทางแห่งกรรมวิบากทั้งหลาย ของแต่ละคนแต่ละดวงจิตแต่ละดวงวิญญาณ มันจะจบให้กับทั้งหมด จบให้กับทุกเส้นทางแห่งกรรมวิบาก ทั้งหลายลูก

ก็ติดไอ้ตัวรู้ไปไปรู้นี่แหละ มันก็เลยเป็นเส้นทางแห่งวิบาก ไปเรื่อยๆ เส้นทางแห่งกรรมไปเรื่อย ก็เอ้า โสแล้ว สว่าง สว่างแล้ว ไอ้รู้ไปไปรู้นี่ไม่สว่างนะ ไม่สว่างลูกไอ้รู้ไปไปรู้เนี่ยไม่สว่าง ไอ้ตัวคอยรู้นี่ก็ไม่สว่างน๊า ลูกจะได้เค้าเรียกว่ายุติเหตุของความไม่สว่าง ก็สว่างทันที หา ก็ที่ดีๆนะ ดีๆ อย่าคลุมเครือ อย่าสะเปะสะปะลูก เด็ดขาดด้วยความที่ไม่ต้องโดยตัวมันเองนั่นแหละ อย่าสะเปะสะปะ ไม่สะเปะสะปะแล้วมันก็จะหมดหนักหมดตึงในตัวเองไปเอง หมดทั้งหนักหมดทั้งตึงอะไร ใช่แล้วอย่างเนี้ยลูกนั่นแหละตัดเลย พอมันจะไปรู้ก็ไม่ใช่แล้วนั่นแหละตัด ตัดเลยก็ไม่ต้องในรู้ ก็ไม่ต้องน่ะลูกไม่ต้อง นั่นแหละก็ไม่ต้องนั่นแหละ เพื่อจะไปตัดไอ้ตัวหลงรู้ไปนั่นแหละ ไปรู้รู้ไป เรียกว่าตัณหานั้นแหละ รู้ไปไปรู้นั่นแหละตัณหามันซ้อน วิญญาณตัวรู้ภาวะรู้การรู้ ยังเร่ร่อนพเนจรตลอดไปชนไปชนไปชน ปลายเหตุหมดไอ้ตัวไปชนเนี่ย มันไม่ใช่เบลอ แต่มันตัดรู้ทิ้งรู้เป็น ถ้ายังยังคิดว่าเบลออยู่เพราะลูกยังแอบรู้อยู่ รู้สึกว่าเบลอมันไม่ใช่เบลอหรอกลูกมันทิ้งเป็น ถ้ามันยังรู้สึกว่าเบลออยู่เพราะมันแอบรู้อยู่ไง  มันยังซ่อนรู้ยังแอบรู้ยังหลบ หรอยรู้อยู่ เค้าเรียกว่าตัณหามันแอบซ้อนอยู่ มันก็เลยเหมือนกับว่ามันเบลอ จริงๆมันไม่ใช่ทิ้งไปเรื่อย โส โสอีกแล้ว มันต้องเลิกเรื่อยๆ พอเลิกแล้วคลาย เลิกมันทั้งคืนเลย ทุกอย่างอโหสินะนะลูกในสังสาระวัฎนี้ ไม่ว่าอะไรอะไร

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

No comments:

Post a Comment