Monday, February 18, 2013

จบทุกเส้นทาง - 1

ถอดความไฟล์เสียง
“ จบทุกเส้นทาง - 1 “ / 30 ก.ค. 2553
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ไม่ต้องไปดำเนินนั่นแหละลูก  รู้..ก็ไม่ต้อง  เห็น..ก็ไม่ต้อง  ไม่ต้องไปดำเนิน..ไม่ต้องไปเจริญตัวมันเอง  ไม่ต้องไปคอยดำเนินตัวมันเองนั่นแหละ  ลูกก็..ไม่ต้องทุกอย่าง  จะไปคอยผูก..คอยแก้..อะไรมันก็..ไม่ต้อง  ก็ ไม่ต้องทุกอย่างเลย  แล้วมันก็เรียกว่า..ตัดให้เองแบบ..ไม่ต้องไปตัดหรอก..มันตัดให้เอง  พอไม่ไปดำเนิน..มันก็ตัดแล้ว  ตัดทุกเส้นทาง  เรียกว่า..จบทุกเส้นทาง  ไม่เป็นทาง..ไม่เป็นมรรคอยู่..จบทุกมรรค  ถ้าไปดำเนินมันก็ยังเป็นมรรคอยู่ไงลูก  มันก็จะไม่จบ  มันจะไปเรื่อยแหละ

ฉะนั้นในทางสายกลางนี่ก็ต้องสรุปลงสู่..ความว่างลูก  กลางก็คือ..ศูนย์..ศูนย์กลาง..ศูนย์..ศูนย์ว่าง  ไม่ใช่ตัวดำเนิน  ไม่งั้นมันจะไม่จบเลย..ความเป็นสรรพสัตว์ในทางอยู่นั่นแหละ  มัวแต่อุปโลกน์ความเป็นสรรพสัตว์ขึ้นมา  แล้วอุปโลกน์ทางเดินขึ้นมา  ไม่จบโดยความเป็นสรรพสัตว์  ให้มันจบ..ก็สรุปลงสู่..ว่าง..นั่นแหละลูก

ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน  รู้..ก็ไม่ต้องดำเนิน  เห็น..ก็ไม่ต้องไปคอยดำเนิน  จิต..ไม่ต้องไปคอยดำเนินมัน  ไม่ต้องนั่นแหละ  แล้วลูกจะ..จบทุกส้นทาง  ไม่ว่าจะทางนรก..ทางสวรรค์..ทางอบายภูมิ  มันปิดหมดล่ะ  มันตัดหมดทุกทาง  แม้แต่ทางนิพพานก็..ไม่ใช่  นิพพานอยู่แล้ว..ไม่เป็นทาง  นิพพานนี่..ไม่เป็นเส้นทาง  จบอย่างเดียว..จบทุกเส้นทางอย่างเดียว  จึงจะตรงต่อนิพพาน

ฉะนั้นคำว่า “ จบทุกเส้นทาง “  ก็หมายถึง..จบการดำเนินคือ..ไม่ต้องไปดำเนิน  ไม่ต้องไปคอยเจริญตัวมันเอง..มันก็จบทันที  นิพพานนี่..ไม่ใช่ว่าทางนิพพาน..ไม่ใช่  จบทุกทาง..นิพพานทันที  บัญญัติอะไรที่มันไม่ตรงต่อเนื้อหาจริงๆก็..ตัดทิ้งให้หมด

ไม่ต้องไปคอยเจริญตัวมันเองแบบไหนเลย  คอยดำเนินตัวมันเองแบบไหนก็..ไม่ต้องลูก  รู้..เห็น..จิต..นึก..คิด..ปรุงอะไร  นั่นแหละมันจะ..จบหมดทุกทางลูก  มันไม่เป็นทางไปไหนทั้งนั้น  ไปอบายภูมิ..ไม่ไป  ไปนรก..ไม่ไป  ไปเปรต..ไม่ไป  ไปอสูรกาย..ไม่ไป  ไปสัตว์เดรัจฉาน..ไม่ไป  มันจะไม่เป็นทางไหนทั้งนั้น  ไม่เป็นสายเวร..สายกรรม  สวรรค์ก็..ไม่  นรกก็..ไม่  เรียกว่า..จบหมด  นิพพานอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว  ไม่มีเข้า..ไม่มีออก  การที่ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหนนั่นแหละลูก  มันจะ..ไม่มีเข้า..มีออก..ไม่มีนอก..ไม่มีใน  เรียกว่าไม่เป็นตัณหากวัดแกว่ง  ไม่เป็นตัณหาเสาะแสวง  ไม่เป็นตัณหาเคว้งคว้างลูก  มันไม่เป็น..มันจะไม่เป็นเลย  ที่ลูกยังเคว้งคว้างอยู่..เพราะลูกไปดำเนินตัวมันเองอยู่  ไปดำเนินอยู่ไง  ไปเจริญตัวมันเอง..ไปเจริญจิตอยู่  เจริญตัวดู..เจริญตัวรู้..เจริญตัวเห็นอะไร  ลูกก็เคว้งคว้างอยู่..ลูกก็กวัดแกว่งอยู่  เค้าเรียกว่า..เป็นเส้นทางแห่งความเป็นสรรพสัตว์ทั้งนั้นเลย  ลูกก็ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏะภูมิทั้งหลาย  ไปใช้กรรมเพราะการดำเนินนั้นทันที

อันนี้มันจะเลิกหลงทุกอย่างลูก  อย่างดีก็จะแค่อุปโลกน์ขันธ์ใช้งานโปรดสัตว์..เกื้อกูลสังสารวัฏเท่านั้น  อุปโลกน์ขันธ์ขึ้นมาโปรดสัตว์..เกื้อกูลสังสารวัฏเท่านั้นเอง  ไม่มีมากไปกว่านั้น  ขันธ์ทุกขันธ์เป็นของทุกข์ทั้งหมดอยู่แล้ว  แล้วมันจะดับในตัวมันเองเลยลูก

รู้..ก็ไม่ต้องดำเนินรู้  เห็น..ลูกก็ไม่ต้องดำเนินตัวเห็น  สิ่งนั้นล่ะ..เป็นทาง..ทางแห่งวิบาก..ทางแห่งกรรมวิบาก  ไอ้ตัวรู้..ตัวเห็นของลูกเนี่ย  มันพุ่งไป..มันทะยานไป  ไปสู่กลไกแห่งกรรมมากมาย  ในความรู้สึกนึกคิด..อารมณ์ปรุงแต่ง..ทั้งหลายนานาประการ  อันนั้นแหละมันกรรมทั้งนั้นแหละลูก  แล้วมันก็จะได้ไปเสวยกรรมต่อไปอีก  มันตายแล้ว..มันไม่จบนะ  มันไม่จบนะ..ที่ตายเนี่ย  มันยังมีภูมิชั้นที่รองรับการใช้วิบากของลูกอีก  จากการที่ไปดำเนินธาตุ..ดำเนินขันธ์นั่นแหละ  ขนาดทรงสติ..ก็ยังไม่ยกเว้น  ทรงสมาธิ..ก็ไม่ยกเว้น  ทรงฌาน..ทรงญาณ..ก็ยังไม่ยกเว้น  มีภูมิชั้นรองรับการใช้กรรมทั้งหมด..ก็มันไม่หลุดน่ะ  มันไปเจริญตัวติดขันธ์นี่  นี้ลูกก็..คลายตัวมันเอง  ก็คือ..ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน  เรียกว่า..คลาย  ไม่แช่..ไม่ทรง  อันนั้นแหละมันตัดทุกเส้นทางของชั้นของภูมิทั้งหลาย

ลูกก็ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วเลย  ไม่ต้องไปมัวแต่อัพ..อัพเกรดอะไรอยู่  ตัณหาทั้งนั้นแหละ..ไอ้อัพเกรดอะไรเนี่ย  จะจิตแบบไหน..จิตอย่างไรก็..ตัณหาทั้งนั้นแหละลูก  นอกจากการอุปโลกน์ใช้..เกื้อกูลสงเคราะห์ในหนึ่งขณะจิต  ลูกจะได้ตรงต่อเนื้อหาที่มันไม่ติด..มันไม่หลุด..อยู่แล้วจริงจริง  มันไม่ใช่อะไรติด..อะไรหลุดอยู่แล้ว  เรียกว่าไม่เป็นสมุทัย..ไม่เป็นตัณหา..ไม่เป็นอุปาทาน  คำว่า..สมุทัย..ก็แปลว่าเหตุ  เหตุนี่ก็จะหมายถึง..ตัณหาอุปาทานนั่นแหละลูก  ความหลงทั้งหลายนั่นแหละเค้าเรียกว่า..เหตุทั้งนั้น  เหตุ..ก็คือความหลงน่ะแหละ  แล้วมันจะไม่เป็นโมหะทั้งหลาย..ไม่เป็นความหลงใดใด  หลงติด..หลงหลุด  มันก็จะไม่เป็น  ที่มันยังหลงติด..หลงหลุดอยู่..เพราะลูกไปเจริญมันนั่นแหละ..........ให้จบกิจ  ไม่ให้ไปกิจอยู่  ลูกจะได้จบเป็น..  จบในจิตของลูก..เป็น

จะปล่อยให้ตามเวร..ตามกรรมอยู่ไม่ได้  มันไม่จบ..รกโลกไปเฉยๆ  รกสังสารวัฏไปเฉยๆ..วุ่นวาย  ธาตุสวนธาตุ..ธาตุชนธาตุ..จิตสวนจิต..จิตชนจิต..สวนกันไป..สวนกันมา..เฉี่ยวกันไป..โฉบกันมา..ชนกันไป..ชนกันมา  เรียกว่า..เนื้อหาของปุถุชนตลอด..วุ่นวาย  ไม่มีอะไรดีขึ้น  ลูกก็จบตัวเอง..ให้เป็น  จะได้เป็นแบบอย่างแห่งความร่มเย็น..สว่างไสวแก่โลกสังสารวัฏ..คลี่คลาย  มันไม่ต้องอะไรมากแล้ว  แค่ให้มันคลี่คลายเท่านั้นแหละ

มันดับเป็น..มันไร้เป็น  มันไม่หน้า..เป็น..ไม่หลัง..เป็น  ไม่หน้า..ไม่หลัง..เป็น  ไม่ซ้าย..ไม่ขวา..เป็น  มันไม่อะไรกับอะไร..เป็น  เท่านั้นแหละมันก็อานุภาพช่วยแล้ว  มันก็มีอานุภาพในการช่วยสังสารวัฏแล้ว  ถึงพูดไม่ได้ก็ตามที  ถึงจะพูดไม่เป็นก็ตามที  ถึงจะไม่รู้จักการกล่าวในเรื่องสัจจธรรมก็ตามที  ขอให้อานุภาพมันตรงต่อการคลายตัวมันเอง  อานุภาพที่มันตรงต่อการคลายตัวมันเองนั้นน่ะ..มันช่วยไปเอง  อยู่ตรงไหนก็ร่มเย็นตรงนั้น  มันไม่ไปเติมอนุสัย..มันไม่ไปเติมวิบาก  ให้สรรพสัตว์สังสารวัฏทั้งหลาย  มันไม่ไปย้ำอนุสัยกัน  มันไม่ไปเติมอนุสัยกัน  ไม่ใช่เอาอนุสัยเราไปเติมอนุสัยเค้าอยู่  เอาจริตเราไปเติมจริตเค้าอยู่  อันนั้นแหละ..วุ่นวาย  ลูกก็ไม่ต้องอย่างเดียวเลย  ไม่ต้องไปดำเนินจิต..ลูก  ตัวพุ่งรู้..พุ่งเห็น..เพ่งรู้..เพ่ง..มันจะได้ดับไปเอง..หยุดไปเอง  มันจะไม่ไปชนกับอะไร  ไอ้ตัวพุ่งรู้..พุ่งเห็นเนี่ย  มันไปชน..ไปกระทบกัน  ไปสัมผัส..ไปผัสสะกัน  มันจะได้ไม่เป็นเนื้อหาปุถุชน  ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหนลูก  มันก็จะตื่น..ตัดในตัวมันเองไปเอง  ดับเอง..ไม่ต้องไปดับหรอก..มันดับเอง  ไม่ไปเจริญมันก็ยุติ..ดับของมันเอง

งานทั้งหลายที่ทำนี่ก็เรียกว่า..ใช้ขันธ์..อุปโลกน์ขันธ์ขึ้นมาสงเคราะห์เกื้อกูล..ก็แต่พอดี..เบาบาง  อย่า..จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง..จดจ่อ..จริงจัง..รุนแรง  ไม่งั้นมันจะทุกขเวทนาตีกลับเลย  ทำไปแบบจิตที่ผ่อนคลายลูก  คลายตัวมันเองไปด้วยลูก..ผ่อน...อนุโลม.....คลายตัวมันเองไปด้วย  อย่าไปจึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง  เสียจนหนัก..จนตึง  สภาพของเวทนามันจะตีกลับเยอะ  ใช้ขันธ์ให้เป็น..ใช้จิตให้เป็น  ใช้ธาตุ..ใช้ขันธ์ให้มันเป็น..พอดี  ไม่ใช่ว่า..วางแล้ว..ทำไม่ได้ลูก  มันทำได้หมดน่ะแหละ  เรียกว่าอุปโลกน์ขึ้นมาทำ..เกื้อกูลสงเคราะห์  เป็นเนื้อหาของการโปรด..การสงเคราะห์  ก็ทำให้พอดี  ไม่ใช่ว่า..ว่างแล้ว..ทำอะไรไม่เป็น  ก็กินไม่เป็นดิ  พูดไม่เป็น..กินไม่เป็น..ว่างแล้วใช่มั้ย  แบบนั้นหรือเปล่า   เรียกว่าอุปโลกน์ขึ้นมาพูด..อุปโลกน์ขึ้นมาทำ..อุปโลกน์ขึ้นมารู้..เพื่อให้มันก่อเกิดประโยชน์  ถ้ามันไม่เกิดประโยชน์..ก็ดับไปเลยลูก..ไร้ไร้ไป..ไม่ต้องอุปโลกน์อะไร..  ไม่พร่ำเพรื่อ..ไม่เรื้อรัง

ฉะนั้น..ธาตุนี้..กายนี้..ขันธ์นี้  มันมาแล้วก็ให้มันเกิดประโยชน์  อย่าให้มันเน่าทิ้งไปเฉยๆ  จิตก็ให้จบกิจ..จบจิต  ตรงที่ไม่ต้องไปคอยติด..คอยหลุดแบบไหนนั่นแหละ  ไม่ต้องไปคอยติด..คอยหลุดอย่างไรอยู่แล้วนี่แหละ  ไม่ต้องไปคอยดำเนิน..ตัวคอยติด..คอยหลุดแบบไหนนั่นแหละ  จบในตัวมันเอง..จบในตัวมันเอง  จิตนี่ก็..จบจิต  สังขารได้มาแล้วก็ให้เป็นประโยชน์  คำว่า..เป็นประโยชน์..นี่มันไม่ใช่แบบอย่างโลกโลก  หมกมุ่นเพื่อตัวเอง..หมกมุ่นเพื่อตัวเอง..หมกมุ่นเพื่อตัวเอง..หมกมุ่นเพื่อตัวเอง  ไอ้นั่นมันเป็นความหลง..ลูก  เค้าเรียกว่า..สนองกรรมอนุสัยลูก  คือ..กรรมอนุสัย..กิเลสอนุสัย  มันเป็นความหลงเพื่อตัวเอง..เพื่อตัวเอง  มันนั่งทิ้ง..นอนทิ้งทุกวัน  ตายทิ้งทุกคน  มันจะไปเพื่อตัวเองอะไรอีกล่ะลูก  นั่งทิ้งทุกคืน..นอนทิ้งทุกวัน    นั่นแหละให้เรียกว่ากระจ่างด้วยความเป็นจริง

ฉะนั้นไม่ต้องไปอินกับการเป็น..การอยู่  ไปหลงติด..หลงยึดกับการเป็น..การอยู่ส่วนตัวหรอกลูก  ตายทิ้งหมดน่ะ  ให้มันพลิ้วน่ะ  นั่งไม่ติดนั่ง..นอนไม่ติดนอน..ยืนไม่ติดยืน..เดินไม่ติดเดิน..อยู่ไม่ติดอยู่  โดยที่มันไม่ต้อง..มันไม่ตั้งอยู่แล้วน่ะ..จิต  มันไม่ต้องเจริญตัวมันเองแบบไหนอยู่แล้ว  มันก็เลยไม่พุ่งไปเกาะอะไร....ไม่พุ่งไปจับอะไร..ไม่พุ่งไปติดยึดกับอะไร  อยู่ก็เหมือนกับ..ไม่ได้อยู่  นี่น่ะมัน..จบจิต  การที่มันไม่ได้ดำเนินตัวมันเองแบบไหนอยู่แล้ว..รู้..เห็น..เนี่ย  มันก็ไม่พุ่งไปจับอะไร..ไม่ไปเกาะอะไร  นี่อยู่ก็เหมือนกับ..ไม่ได้อยู่  ทำอะไรก็นอกเหนือสิ่งที่ทำ  ยิ่งไม่เป็นประโยชน์ก็ยิ่งไม่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว  นั่นเรียกว่า..ตัดเส้นทางแห่งภพชาติให้กับตัวเอง  ที่จะไปเสวยกรรม..เสวยวิบากทั้งหลายหรือว่าลำบากทั้งหลายนั่นน่ะ..ตัดซะให้หมด
ตัดปัจจุบันนี่แหละลูก..ตัดเหตุ..ตัดสมุทัย
ตัดตัวเข้าไปเจริญ..ดำเนินธาตุขันธ์..จิตนั่นน่ะ  มันจะได้ไม่ยึด
ไม่ดำเนินจิต..มันก็ไม่ยึดจิต
ไม่ดำเนินจิต..มันก็ไม่เกาะในสภาวะจิต
ไม่เจริญ..มันก็ไม่เสื่อม  ไม่มีเสื่อม..ไม่มีเจริญ  ก็ตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้วทันที

นั่นหมายถึง..ความไม่ยึดติดนั่นแหละลูก  ไม่ใช่อะไรคอยยึด..คอยเกาะอะไร  หรืออะไรคอยติดอะไรลูก  ลูกก็..ไม่ต้องเจริญตัวมันเองแบบไหนเลย..จิต..ไม่ต้องไปดำเนินมัน  ไม่ต้องไปคอยเจริญมันใน..ส่วนรู้..ส่วนเห็น..ส่วนจิตแบบไหน..จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง..อะไร
ไม่ต้องไปเจริญ  แล้วมันจะไม่พุ่ง..ไม่เพ่ง..ไม่เคว้งคว้าง..ไม่กวัดแกว่ง
ยิ่งลูกไปเจริญก็..ยิ่งแกว่ง..ยิ่งเคว้งคว้าง
พอไม่ต้องไปเจริญ..มันก็หยุดแล้ว  ความเคว้งคว้าง..ความกวัดแกว่งน่ะ  ไม่ต้องพูดถึงอารมณ์อื่นหรอกลูก  จบไปด้วยกันหมด  แค่เจริญ..ตัวรู้..ตัวเดียว  ตัวเห็น..ตัวเดียว  นี่ก็แกว่งแล้วลูก  ก่อเกิดอารมณ์หลากหลาย..ความหลากหลายทางจิตทางอารมณ์  มันจะตามมาทั้งหมด  เนื้อหาของผัสสะ..เนื้อหาของการกระทบ  มันจะเยอะ  การเข้าไปชนน่ะแหละ..มันจะเยอะ  เรียกว่า..ชนสะเปะสะปะ  นั่นแหละโดยที่..ไม่ต้องนั่นแหละลูก  มันจะไม่ไปชน  เค้าเรียก..มันไม่เป็นเนื้อหาปุถุชน

ไม่ต้องไปคอยติด..ไม่ต้องไปคอยหลุดอะไร  ไม่ต้องน่ะแหละ  นอกเหนือความเป็นลักษณะ  นอกเหนือความเป็นสภาวะ  นอกเหนือความเป็นอาการ  เรียกว่า..มันทิ้งทุกสภาวะ..มันทิ้งทุกอาการ..มันทิ้งทุกลักษณะ  โดยไม่ต้อง..ไม่ตั้งนั่นแหละ  มันไม่จัดว่าเป็นอะไร  ไม่จัดว่าเป็นสภาวะจิต  ไม่จัดว่าเป็นลักษณะทางจิต  มันไม่เป็นลักษณะ..ไม่เป็นอาการไหน

นี่ถ้าลูกไม่สรุปให้มัน..สั้นและก็หมดสั้น  มันจะลำบากตลอด  ลูกก็จะลำบากตลอด..ในเรื่องวิถีธาตุ..วิถีจิต  จะเป็นสภาพที่เคว้งคว้างตลอด..กวัดแกว่งตลอด..ขวักไขว่ตลอด  เรียกว่ามันเป็นสภาพวิบาก  เค้าเรียกว่า..ลำบาก  วิบากก็คือลำบาก  ก็เหมือนกับ..ทางวิบากนั่นแหละก็คือทางลำบาก..ทางที่ลำบาก  ถ้างั้นวิบากในที่นี้ก็แปลว่าลำบากน่ะแหละลูก  มันจะลำบาก..ถ้าลูกไม่หมดสั้นในตัวเอง  มันไม่สรุปให้กับจิตตัวเอง  มันยังไปดำเนินอยู่ไง..เห็นคอยเห็น..รู้คอยรู้..คิดคอยคิด..นึกคอยนึกอะไร  ไปคอยเจริญเข้าใจ..ไม่เข้าใจ  ไปคอยเจริญ..ดำเนินอยู่อย่างงี้  ถ้าไปเจริญอยู่..มันก็ยังวิบากอยู่  ยังลำบากอยู่ลูก  มันจะแกว่ง..แกว่งตลอด..แกว่งตลอด  ไม่มีอะไรที่สมประดี..ไม่มีอะไรที่อิ่ม..ไม่มีอะไรที่พอจริงจริง  มันจะไม่มีในจิต..มันจะไปเรื่อย

นี่จะได้ตรงต่อพุทธะอรหันต์..เป็น  ตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว..เป็น  ไม่เสียชาติเกิด..ที่ได้เกิดมาแล้วได้พบกับ...สัจจธรรม  สิ่งที่มันเป็นเนื้อหาสัจจธรรมที่ถูกประกาศขึ้นในสังสารวัฏ..ในวัฏฏะ  ไม่เสียโอกาส  เนี่ย..มันก็ดับแล้วลูก  แค่ไม่ต้องไปคอยเจริญมัน  จิต..มันก็จบแล้ว  มันจบอย่างนี้เลย..จบสั้นๆน่ะแหละลูก  มันไม่ได้เยิ่นเย่ออย่างที่จินตนาการ  อย่างที่จินตนาเกินกันหรอก

ที่ฟังแล้วบรรลุก็อย่างนี้แหละลูก..ฟังแล้วบรรลุ..ฟังแล้วจบ..ฟังแล้วดับ  ก็อย่างงี้แหละ  พอลูกไปเจริญหนทางของลูกมันก็มากขึ้น  มันไม่ใช่มีแค่ทางเดียว..สองทางหรอก  ทางนรก..ทางสวรรค์..ทางภูมิ..ทางชั้นนั้น..ชั้นนี้  มันโอ้โห..ทางมันจะเยอะขึ้น  ถ้าลูกไปดำเนินมันอยู่..มันก็ทางมันก็เยอะขึ้น  ก็เหมือนกับคนเราน่ะยังติดการสัญจรไปมามากมายอยู่  ยังหลงการไป..การมาอยู่  ที่มันไม่ใช่เนื้อหาโปรดสัตว์นี่  ทางมันก็มีหลายเส้น  มันก็ไปทั่ว..ทั่วที่..ทั่วแดน  เส้นนั้นเส้นนี้..ก็ไปเรื่อย  ก็ไอ้ตัวดำเนินนั่นแหละ  เรียกว่าไปด้วย...โมหะความหลง  มันไม่ใช่เนื้อหาของการโปรด..ไปด้วยความหลง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน..การดำเนินจิต..นี่ก็เหมือนกัน  ยิ่งดำเนิน..ทางก็ยิ่งหลายเส้นมากขึ้น  ไม่ใช่ทางสายกลางด้วยนะ  กลางจริงก็คือศูนย์  ศูนย์คือ..ศูนย์กลางเรียกว่า..ศูนย์กลาง  ศูนย์คือว่าง..ไม่ใช่ตัวดำเนิน  ถ้าสรุปทางสายกลางไม่เป็นนี่มันก็..งมทาง..คลำทางอยู่นั่นแหละ  ไม่จบหรอก  ฉะนั้นที่มันกลางจริง..มันไม่ต้องดำเนิน  ถ้าไปดำเนินแล้วรับรองได้..มันไม่กลางหรอก  มีแต่กระโดด  ถ้าไปดำเนินแล้ว..ไปเจริญแล้วเนี่ย  มันไม่กลางหรอกลูก..มีแต่กระโดด  กลางจริงๆน่ะ..ไม่ต้องเจริญ..ไม่ต้องดำเนิน  เรียกว่า..วาง..เรียกว่า..ว่าง  เรียกว่า..เนื้อหาของความไม่ยึดติดน่ะแหละ..เนื้อหาของคำว่ากลางจริงจริง  ซึ่งกลางจริงจริงนี่มันจะไม่มีทั้งเป็นหนึ่งเป็นต้นไป..มันไม่มีหรอก  เรียกว่า..ว่าง  ไม่เนื่องด้วยความพยายาม  ถ้าเนื่องด้วยความพยายาม  แล้วมันกลางไม่ได้หรอก..มันตัณหาพาเอียงตลอด

ถ้าลูกไม่จบให้กับตัวเอง  ลูกก็ยังลำบากอยู่..ยังวิบากอยู่  ยังแกว่ง..ยังเคว้งคว้าง.ไม่อิ่ม..ไม่พอ..ในภาวะจิตอารมณ์..ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย  ไม่อิ่ม..ไม่พอ..ไม่เต็ม..ไม่บริบูรณ์อะไรหรอกลูก  มันมีแต่สภาพที่ไม่บริบูรณ์น่ะ..ตัณหาเนี่ย  การเข้าไปเจริญ..ดำเนินทั้งหลายเนี่ย  จะติดก็ไม่ต้อง..หลุดก็ไม่ต้อง..จบเลย  คอยเกิดก็ไม่ต้อง..คอยดับก็ไม่ต้อง..จิต..จบเลย..จบเลย

ไม่เกี่ยวกับหลับตาหรือลืมตา  ถ้าหลงเข้าไปเจริญมันก็..ไม่จบ  มันก็ไปตามตัวเจริญ..ดำเนินนั่น
ไม่เกี่ยวกับนั่ง..ไม่เกี่ยวกับยืน..ไม่เกี่ยวกับเดิน  ไม่เกี่ยวกับอิริยาบถ
ไม่ต้องไปคอยเกิด..คอยดับอะไรจิต..จบเลย
ไม่เกี่ยวกับนั่งอยู่หรือนอนอยู่  ไม่เกี่ยวกับหลับตาอยู่หรือลืมตาอยู่..ไม่เกี่ยว..ไม่เกี่ยวกับอิริยาบถ
ไม่เกี่ยวกับเปลือก..กระพี้  พูดถึงแก่นแห่งความเป็นจริง  มันจะไม่เกี่ยวกับกระพี้หรือเปลือก
และไอ้ที่มันทรงจิต..ทรงจิต  ทรงรู้..ทรงรู้  ทรงนิ่ง..ทรงนิ่ง  ทรงเฉื่อย..ทรงเฉื่อย  ทรงเฉย  มันก็จะคลายจากการทรงออกไปเอง  ไม่ต้องไปคอยเจริญมัน..ไม่ต้องไปคอยเจริญมัน  ไม่ต้องไปคอยดำเนินมันแบบไหน  ไม่ต้องไปคอยดำเนินมัน..ไม่ต้องไปคอยดำเนินมัน  แล้วมันจะคลายออกจากตัวของมันเอง..เอง
ไอ้แช่นิ่ง..แช่เฉื่อย..แช่เฉย  นี่เค้าเรียกว่า..เพาะเชื้อ..เพาะพันธุ์  เพาะเผ่า..เพาะพันธุ์แห่งความเป็นสรรพสัตว์  มันไม่หมดเชื้อไง  มันไม่หมดเหตุ..หมดเชื้อ
ไม่ต้องไปคอยเจริญตัวมันเอง..ไม่ต้องไปคอยเจริญตัวมันเอง
ไม่ต้องไปคอยดำเนินตัวมันเอง..ไม่ต้อง
มันจะคลายเอง..คลายจากความเป็นตัวมันเอง..ไปเอง  เรียกว่า..ไร้ความเป็นตัวตนในภายใน
ไม่ใช่เป็นระบบคอยผูก..คอยแก้..ลูก..ไม่ใช่  อันนี้ให้..จบเลย
ไม่ใช่เป็นระบบคอยผูก..คอยแก้  ตามผูก..ตามแก้..ไม่ใช่  อันนี้ให้..จบเลย..ให้หมดสั้น

ดังนั้นสังสารวัฏจบได้เพราะอย่างนี้ลูก  เพราะตรงต่อเนื้อหาสัจจธรรมจริงจริง  ความเป็นสรรพสัตว์ในดวงใจทั้งหลายของทุกคน..ก็จบได้อย่างนี้  จบได้โดยที่ไม่ต้องไปคอยเริ่ม..คอยจบอะไรในใจนั่นแหละลูก  เรียกว่า..จบ  รหัสนัยแห่งพระนิพพาน  รหัสนัยแห่งความพ้นทุกข์ทั้งหลาย  อย่างนี้ลูกก็ให้ตรงต่อรหัสนัยที่ให้ไว้..ลูกก็ตรงดีดีเท่านั้นแหละ  และเรียกว่า..ไม่พลาดจากโอกาสที่ได้ยิน..ได้ฟังแล้ว..ได้สดับแล้ว  ไม่ใช่ว่า..ใกล้เกลือกินด่างตลอด  ใกล้เกลือแต่กินด่าง ใกล้เกลือแต่กินด่าง  ใกล้ซื่อซื่อ..ใกล้เกลือกินด่าง..ใกล้เกลือกินด่าง

เห็นแต่เปลือก..เห็นแต่กระพี้  เห็นแต่เนื้อ..เห็นแต่หนัง..เห็นแต่เอ็น..เห็นแต่กระดูก  เห็นแต่กิริยาท่าทาง  เห็นแต่เปลือก..เห็นแต่กระพี้  จับเอาแต่เปลือก..จับเอาแต่กระพี้  มันไม่ดับตัวเห็นของตัวเอง  มันก็เลยไปเกาะอยู่แค่สิ่งถูกเห็น  มันไม่ตัดเส้นทางแห่งการรู้ของตัวเอง  มันก็เลยไปเกาะอยู่แค่สิ่งที่ถูกรู้  เกาะไปเรื่อย..เกาะไปเรื่อย..เกาะไปเรื่อย  จับไปเรื่อย..จับไปเรื่อย  มันยังไปหลงเจริญตัวรู้..ตัวเห็นอยู่ไงลูก  เรียกว่า..ติดลม..ติดลม..ติดลม  เกาะไปเรื่อย..เกาะสิ่งรู้ไปเรื่อย..เกาะสิ่งถูกรู้ไปเรื่อย....เกาะสิ่งถูกเห็นไปเรื่อย..  สะเปะสะปะไปเรื่อย  นั่นเรียกว่า..ไม่ใช่เนื้อหาสัจจธรรม  มันก็จะไปติดอยู่แค่เปลือก..แค่กระพี้แห่งปรากฏการณ์ทั้งหลาย  ดับของตัวเอง..ไม่เป็น  ไปเกาะอยู่เรื่อย..ไปเกาะอยู่เรื่อย  ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ  เกาะอยู่เรื่อย..เกาะอยู่เรื่อย  ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเล็บเท้า  มันจบตัวเห็นตัวเอง..ไม่เป็นไงลูก  มัวแต่ไปเจริญอยู่

บอกว่า..ไม่ต้องเจริญตัวมันเองแบบไหน..จิต..ไม่ต้อง  ลูกก็..ไม่ต้องอยู่เรื่อยๆเข้า  เดี๋ยวหนึ่งเดียว..มันก็ไม่ใช่  อย่าว่าแต่..สอง..สาม..สี่..ห้า  อยู่เป็นร้อยมันก็..ไม่มีเลยสักคนเดียว  มันจะจบในตัวเองลูก  อยู่เป็นพันก็เหมือนกับ..ไม่มีเลยซักคนเดียวลูก  เรียกว่า..มันดับเหตุ..ดับเชื้อ  ดับเหตุรู้..ดับเชื้อรู้  ดับเหตุเห็น..ดับเชื้อเห็น  นี่ตราบใดที่ยัง..ตัวเองในเห็น..ตัวเองในรู้..อยู่  นั่นแหละคือตัวลำบาก  ไม่ใช่ตัวเงิน..ตัวทองนะ  เรียก..ตัวลำบาก..ตัวลำบาก..ตัวลำบากลูก  ตัวเองในเห็น..ตัวเองในรู้  เรียกว่า..ตัวลำบาก  เค้าเรียกว่า..ตัวเวร..ตัวกรรม
ลูกก็จบได้  ไม่ต้องไปเจริญตัวมันเองแบบไหน..ไม่ต้องไปเจริญตัวมันเองแบบไหน
ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน..จิต
ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน..รู้
ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน..เห็น  ไม่ต้องลูก  แล้ว..จบทิฐิ..จบญาณทัศนะ  นอกเหนือทิฐิ..นอกเหนือญาณทัศนะ..รับรองได้  ไม่ใกล้เกลือกินด่าง..แน่นอน

ไม่ต้องไปคอยดำเนิน..ลูกก็ไม่ต้องดิ..เรื่อยๆ  อย่ารอให้มันซ่านซะก่อน  ลูกก็ไม่ต้องน่ะแหละ  ไม่ต้องไปคอยทำตัวมันเองแบบไหน..จิต  ไม่ต้องไปดำเนินตัวมันเองแบบไหน..จิต  นั่นแหละเดี๋ยวมันดับให้ทุกแง่ทุกมุมของมันเอง  จบให้กับทุกแง่มุมของจิตไปเอง  แล้วมันจะไม่มีความลำบากแต่ประการใด..ไม่เป็นวัฏฏะ  ไม่เป็นสังสารวัฏในภายใน  ไม่ต้องเจริญตัวมันเองแบบไหน  มันจะได้ดับตัวมันเอง..ในรู้น่ะ  ไอ้ตัวเองในเห็น..ตัวเองในรู้เนี่ย  มันจะยุติ  เรียกว่า..ไร้ตัว..หายตัว..หมดตัว..หมดตน..ในภายใน  เรียกว่า..ไร้ภพ..ไร้ชาติ..เป็น  ไร้เหตุ..ไร้เชื้อ..เป็น  ไร้สมุทัย  แบบนี้มัน..จะเกิดก็ได้..ไม่เกิดก็ได้  ไม่ใช่ความอยาก  เกิดก็หมายถึงโปรดสัตว์ทันที  ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น  ไม่ใช่เกิดตามกรรมหรือกรรมพาเกิด  นอกเหนือกรรม..เป็น  เนื้อหาพุทธะอรหันต์..ไม่เกิดก็ได้ลูก  ไร้เหตุ..ไร้เชื้ออยู่แล้ว

ไม่ใช่อยู่สองคนเหมือนกับเป็นฝูงเลย  อยู่ประสาอะไร  ตัวรู้สวนกันไป..ตัวรู้สวนกันมาอยู่  ตัวเห็นพุ่งไป..พุ่งมาอยู่..ฟุ้งซ่าน  อยู่สองคนเหมือนกับอยู่เป็นฝูงเลย  อยู่ประสาอะไร..อยู่แบบไหน  อยู่ร้อยคนให้เหมือนกับไม่ใช่คน..ไม่มีคน  ไม่ใช่พุ่งกันไป..ชนกันมา  เฉี่ยวกันไป..เฉี่ยวกันมาอยู่..มันไม่ใช่
เอ้า.....โส......................................
เวลาที่วิบากมันลงเยอะๆ..วิบากมันลงหนักๆ  ลูกก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไร  นั่ง..นอน..ยืน..เดิน..คู้..เหยียด..เคลื่อนไหวแล้ว  ปล่อยให้มันผ่านไปเอง  ทุกเคราะห์..ทุกกรรม..ทุกวิบาก  อย่าพยายามดิ้นหนี..ดิ้นสู้  เวลาที่วิบากมันครอบงำเยอะๆ  เรียกว่ามันให้ผลเนี่ย..กรรมมันให้ผลน่ะแหละ  กลายเป็นความลำบาก..เรียกวิบาก  ไอ้นั่ง..นอน..ยืน..เดิน  แบบปล่อยให้มันผ่านไป  อย่าไปแก้ไขอะไร  อย่าไปดิ้นผูก..ดิ้นแก้..ดิ้นหนี..ดิ้นสู้กับมัน  ไม่ต้องดิ้น..ตอบโต้กันในกรรม..ในวิบากนั้นๆลูก  ปล่อยให้มันผ่านไปเอง..ผ่านไปเอง  แบบไม่ต้องดิ้นผูก..ดิ้นแก้..ดิ้นหนี..ดิ้นสู้..ดิ้นติด..ดิ้นหลุดอะไร..ไม่ต้องดิ้น
นั่ง..ก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง
นอน..ก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง
ยืน..เดิน..ก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง
ทุกกรรม..ทุกวิบาก ถ้าดิ้นมากมาก..แล้วมันจะเอาวิบากไปแปะใส่ชาวบ้านเค้าด้วยไงลูก  จะเป็นผลเสียนะลูกนะ

No comments:

Post a Comment