Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#19

ไม่ใช่เราหลุดพ้น แต่หมายถึง    มันไม่ยึดกันเองอยู่แล้ว
  • นิวรณ์ธรรม  มีทั้งเป็นผลจากของเก่า (วิบาก ) และ จากการที่ไม่รู้เรื่องเลยหลง สร้างเหตุใหม่แล้วทำให้เกิดนิวรณ์ใหม่ทับถมของเก่าเพิ่มไปอีก  เช่น อาการซึม – หนัก – เครียด – ตึง – ฟุ้งซ่าน – ลังเลสงสัย เป็นต้น   เมื่อไร “ต้อง”ใจก็ “ตึง”เมื่อนั้น  เมื่อไร “ตั้ง”ใจก็หนัก   เมื่อนั้น  มากเข้า ๆ ก็เลยซึมทื่อ  ซื่อบื้อไปก็มี  
                   “ ต้องมาก ตึงมาก    ต้องน้อย ตึงน้อย
                 ตั้งมากหนักมาก    ตั้งน้อย  หนักน้อย    
                     เมื่อไม่ต้อง ไม่ตั้ง ก็ไม่ตึง  ไม่หนัก ”

                อันเท่ากับเบา โล่ง  โพล่ง  ของเดิมมันเองทันที  เคยรู้มาก่อนมั๊ยว่า เจ้าความฟุ้งซ่านความลังเล – สงสัยนี้มันมาจากไหน?  มันก็มาจากความอยากนานาชนิด โดยเฉพาะความอยากรู้ – อยากเข้าใจ  จะเอาปัญญา โดยเริ่มที่สนใจรู้ สนใจดู สนใจเห็น ถ้าไม่เอารู้  ไม่ให้ความสำคัญว่าจะรู้หรือไม่รู้  จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่เอาปัญญา ไม่เลือก ไม่หาสภาวะ  ความลังเล – สงสัยมันจะมาจากไหน ที่ผุดโผล่ขึ้นมา ก็จะเป็นเพียงแค่ผลของความเคยชิน  ซึ่งเป็นของเก่า  และเมื่อเราไม่ทำสนองต่อความลังเลสงสัยเก่าๆนั้น มันก็ดับเอง แล้วแล้วไปเอง สงบราบเรียบไปเอง จืดไปเอง  หมดอิทธิพลไปเอง

                    ด้วยความไม่รู้เรื่อง   แล้วก็งมหาทางพ้นทุกข์ ก่อเกิดวิธีการ – พิธีกรรม –ขั้นตอน ขึ้นมาให้หลงยึด หลงติด เรียกว่า  สีลพตปรามาส คือเข้าใจผิดว่า(คาดว่าหรือเดาว่า) ใช่แล้ว แม่นแล้ว ถูกแล้วที่จะบรรลุนิพพานด้วยวิธีการดังกล่าว ด้วยความดูดี น่าเลื่อมใส ศรัทธา  หรือให้ผลเป็นความเบาสบายขึ้นมา มาก –น้อยก็ตาม หรืออาจตรงต่อตำรา (ที่เราตีความเอง)  คำสอนของครูบาอาจารย์ แต่เมื่อไม่ตรงต่อสัจธรรม  ก็ไม่อาจตรงต่อวิมุติอยู่แล้ว(ของธรรมชาติ)ได้จริง  ได้แต่วิมุติเทียมๆแบบของเรา(อัตตา)เท่านั้น

       ด้วยความไม่รู้เรื่อง จึง          
              • ส่งเสริมให้เกิดอนุสัยใหม่และตอกย้ำอนุสัยเก่าที่ผุดโผล่ขึ้นมา แต่หารู้ไม่
     • ก่อเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ความเห็น ความหมาย และเอ๊ะอ๊ะ นั่นนี่ กลายเป็นการเจริญสมุทัย แล้วมีผลให้เกิด ความติด – ขัด – ข้อง – คา แทนที่จะเป็นล่วงผ่านแล้ว แล้วไป ตามกลไกของสัจธรรมเอง
     • การรอคอย มีแต่เนื้อหาของการหนักไปข้างหน้า เดี๋ยวจะได้บรรลุพระนิพพาน
เดี๋ยว ๆ ๆ ไปเรื่อย แต่ในความเป็นจริง นิพพานอยู่แล้ว เต็มสมบูรณ์อยู่แล้ว หลุดอยู่แล้ว ไม่ใช่เดี๋ยว เพราะมันไม่เกี่ยวเนื่องกับอะไร แม้แต่เวลา เมื่อเราไปหลงเกี่ยว หลงติด  หลงขัด  หลงข้อง  หลงคา  หลงเกาะ  หลงกำ หลงแวะ(แม้ซอยวิจัย ซอยวิจารณ์) หลงแช่อะไรไว้ มันก็ไม่ตรงต่อสัจธรรมที่ดับอยู่แล้ว หลุดอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการไปทำ ๆ ๆ ๆอะไรๆ ๆ ๆ ให้หลุด ให้ดับ ชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมาอีก ซึ่งมันก็เป็นเพียงความหลุดปลอม ๆ ความดับปลอม ๆ เท่านั้นเอง

        ท่านจึงกล่าวว่า “ ก็บอกสติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญาด้วยซิว่า  นิพพานอยู่แล้วโว้ย! ”

     • สร้างความแปลกแยก แตกต่าง เหลื่อมล้ำ ให้เกิดขึ้นกับธาตุขันธ์ เช่น ตอกย้ำขันธ์ในความเป็นฝ่ายธรรมะกับฝ่ายกิเลส กลายเป็นการเลือกข้าง  ฝักฝ่าย  คติ – อคติ เรียกว่า  แตกสามัคคี กันไปโดยปริยาย ทั้งที่ธรรมชาติเดิมแท้ของเค้าก็ไม่ใช่สิ่งแปลกแยก ไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างกันอยู่แล้ว  จึงไม่ต้องไปพยายามทำหรือสร้างความสมังคีสมานฉันท์ให้กับธาตุขันธ์ใดๆอีกด้วย

     • ก่อเกิดความเป็น... มั่นในความหมาย, มุ่ง, พุ่ง,  จริงจัง

      ล้วนแต่เป็นเรื่องของการแบกขันธ์ไว้ซะเอง   รวมทั้งปรุงสมุทัยอันเป็นเหตุของทุกข์ทั้งนั้น การให้ความสำคัญจริงจังในความหมายจอมปลอม – มุ่งพุ่งไปอย่างเอาจริงๆเอาจังๆ กับการรับรู้ไม่ว่าจะเป็นอายตนะไหนๆ ก็เลยต้องทุกข์จริง ๆ ทุกข์จัง ๆ แล้วก็มาโอดครวญ ท้อแท้ เบื่อหน่าย หมดเรี่ยวหมดแรง(อยาก) แต่พอมีแรง(อยาก) ก็ขยันทำอีก เอาอีก ตะเกียกตะกายอีก ดิ้นรนอีก  จึงเป็นที่มาของอาการเบื่อๆ อยากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางโลกหรือทางธรรม(สมมติ) ก็เหมือนกัน

อาจเคยได้ยินว่า  “ไม่ต้องทำอะไร” อย่างนี้มันก็เคว้งซิ
    • ถูกต้อง เมื่อไม่มีอะไรให้ยึดให้เกาะมันก็เคว้งเป็นธรรมดา เพราะมันเคยหลงเกาะ เคยหลงยึดสะเปะสะปะมาก่อน เมื่อได้ปฏิบัติทำธรรมนั่นแหละมันกลายเป็นเนื้อหาที่ให้ได้เกาะ หาสภาวะให้ได้ยึดไปเรียบร้อย แนบเนียน ดูดีมาก
    • แล้วเคยพิจารณามั๊ยว่า อาการเคว้งนั่นน่ะคืออะไร มันคืออาการแสดงออกของตัณหา – อุปาทานในการพยายามหาที่ยึดที่เกาะ เปรียบเหมือนลูกนกที่อ้าปากรอเหยื่อด้วยความหิวโหย เมื่อเราได้ทำตาม ที่มันเรียกร้อง โหวกเหวก โวยวาย ก็เท่ากับการให้อาหาร หรือ เติมเชื้อ เติมพลังให้กับกิเลสให้ทรงอิทธิพลมาครอบงำบีบคั้นจิตใจ  ให้ต้องดิ้นรน  เกิดการทำงานทางใจ  ไม่รู้หยุดรู้หย่อน ได้อีกต่อ ๆไป แล้วเราจะส่งเสริมมันไปทำมัย...ให้สมุทัยได้เจริญ
    • ดังนั้น การปฏิบัติทำที่ให้มีหลัก หรือฐานเกาะ มันดูดี แต่พิจารณาดูดี ๆ เถอะ
จะเห็นได้ชัดเลยว่า เรามีโอกาสที่จะหลงเล่ห์เหลี่ยมของตัณหา – อุปาทานได้ง่ายๆ คือ วิธีการปฏิบัติในลักษณะทำธรรมกลับเป็นการเจริญเหตุแห่งทุกข์ไปซะเองโดยเนื้อหา  แม้จะประสงค์หรือหวังว่าจะให้พ้นทุกข์ก็ตาม รวมทั้งเป็นการบิดเบือนและปิดบังสัจธรรมอีกด้วย ทั้งนี้แม้จะมี เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็เพื่อการเข้าถึงธรรมแท้ (สัจธรรม) แต่ผู้ปฏิบัติไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า มันไม่ตรงต่อสัจจะ แล้วจะเข้าถึงสัจจะได้อย่างไร

เล่ห์เหลี่ยมของตัณหา – อุปาทานที่แนบเนียนมากคือ การหลอกให้ผู้ปฏิบัติวกวนอยู่ในเนื้อหาของมัน ที่ดูดี มีหลักการ หลักเกณฑ์ที่พิจารณาตามตำราหรือเหตุผลแล้วก็ดูเข้าท่าดี ถ้าไม่เอะใจหรือแยบคายพอ หรือมีผู้รู้มาบอกกล่าวแล้ว มันจะเป็นการปฏิบัติที่หลงปฏิบัติ หรือปฏิบัติแบบหลง เพราะไม่ตรงต่อสัจจะ และบางทีกลับไปขัดแย้งกับสัจจะก็มี

ดังนั้น เมื่อปฏิบัติทำไปแทนที่กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันจะหมดไป กลับกลายเป็นหลง ช่วยให้มันสามารถอยู่รอดได้ ดูภายนอกเหมือนมันลดลง แต่จริง ๆ แล้วมันเพียงแปลงร่างให้ละเอียดตามการปฏิบัติ ดูดีดังยึด สมจริงดังอยาก มันก็เลยไม่เอะใจ นิ่งนอนใจ หารู้ไม่ว่ามันได้ฝังลูกหลาน-เหลนของมันที่ละเอียดไว้ จนเหยื่ออาจตายใจได้ แต่เมื่อรากเหง้ามันยังอยู่ ก็พร้อมที่จะขยายเผ่า - แพร่พันธุ์  สืบภพ – ชาติได้อีก หากขาดผู้รู้จริง คอยชี้แนะ หรือผู้ปฏิบัติไม่แยบคาย หรือไม่ตรงต่อไม่...อยู่แล้วจริง ๆ ก็ยากส์... ที่จะรอดจากความหลงยึดอันละเอียดอ่อนนี้ได้

ดังนั้นอุบาย – วิธีการ –พิธีกรรมที่ทำขึ้นอาจใช้ได้ไปก่อน แต่ก็ให้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นเพียงการอุปโลกน์เครื่องมือชั่วคราว คำนึงถึงสัจธรรมความเป็นจริงให้มาก กันหลงทาง

ผู้ปฏิบัติอาจเคยได้ยินประโยคที่ครูบาอาจารย์ กล่าวว่า การรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง นั่นแหละเป็นการละสมุทัยไปพร้อม  นี้เป็นความจริง แต่มีสิ่งที่เราต้องเข้าใจเนื้อหาของคำกล่าวนี้อย่างลึกซึ้งด้วย จึงจะไม่ผิดทางและผิด(สัจ) ธรรม

No comments:

Post a Comment