Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#18

  • สัจธรรมของเดิม มีอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว พออยู่แล้ว สมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ขาด - ไม่เกินอยู่แล้ว
    • ว่างอยู่แล้ว - ว่างจากความหมาย - ว่างจากความเป็น
      • ไม่ยึดกันอยู่แล้ว
        • วางกันเองอยู่แล้ว
          • หลุดกันเองอยู่แล้ว

           เนื้อหาของการปฏิบัติ (เป็นเรื่องของการยืมใช้ภาษา แต่ถ้าจะให้ตรงต้องใช้คำว่า เลิก – หยุด – ไม่ปฏิบัติ) จึงไม่ใช่การกระทำ ซึ่งต้องอาศัยเจตนา แต่ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำคือ นอกเหนือ หรือไร้ซึ่งเจตนาของการเข้าไปทำ นั่นแหละจึงจะตรงต่อธรรมซึ่งจะไม่เป็นเหตุของทุกข์ติดตามมา

สภาวะทุกสภาวะไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ตาม หากมีเจตนาปรุง ขึ้นใหม่(สังขาร) ก็เป็นส่วนเกินทั้งสิ้นเค้าเรียกว่า สิ่งปรุงแต่งใหม่  (กรรมภพ) เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งปรุงแต่งใหม่ ไม่ใช่ของเดิม นี้คือความจริง สิ่งปรุงแต่งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเอา หรือยึด หรืออยู่ได้ เพราะแม้แต่ของเดิมก็ยังยึด ยังเอา ยังพึ่งพาอาศัยไม่ได้เล้ย

ของเดิมแท้ ๆ : ไม่ต้องการอะไร เรื่องความพ้นทุกข์ ความหลุด ความไม่ยึดติด ความว่าง นิพพาน นิโรธ วิมุติ ไม่ต้องการเหตุ – ปัจจัย  ไม่ใช่ทำ ๆ ๆ  อะไร ๆ ๆ  แล้วจะถึงนิพพาน  แล้วจะได้เข้านิพพาน  คงอยู่ได้แค่หน้าประตูนิพพาน (เกือบใช่ แต่ไม่ใช่)

ไม่ต้องการอะไร แม้สติ สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ต้องการ นี้แหละที่ท่านกล่าวว่า สติ สมาธิ ฌาน  ญาณ  ปัญญา ก็ไม่ใช่ ที่ท่านว่าไม่ใช่ ก็คือ ไม่ใช่ของเดิมแท้ ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่อะไรที่จะจริงจังด้วยได้  ไม่ใช่นี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี  ไม่ดี  หรือปฏิเสธ การเข้าใจ หรือสำเหนียกถึงความจริงในข้อนี้ให้ดีก็จะได้ไม่หลงอยาก – หลงปฏิฆะอะไรๆให้กลายเป็นกิเลสในธรรมะไปเสียได้  ก็จะตรงต่อความบริสุทธิ์ของสติ สมาธิ   ฌาน  ญาณ  ปัญญาจริง ๆ

เนื้อหาของการปฏิบัติ คือ การรู้ความจริง ที่เรียกว่า ปัญญา หรือสัมมาทิฐิแล้วเลิกหลงเป็นทุกข์ไปกับสภาวะทุกข์ ไม่หลงปั่นป่วน วุ่นวายกลายเป็นความทุกข์ - ผู้ทุกข์ไปซะเอง
สัมมาทิฐิ   คือปัญญารู้ความจริง  ว่า


  • นี้คือทุกข์ หรือ ทุกข์คือดังนี้   รู้ทุกข์ในเนื้อหาอันเป็นบทสรุป จบลงที่ความเป็นจริงอันเป็นที่สุดของทุกสภาวะที่ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว  วางอยู่เองแล้ว  ว่างอยู่เองแล้ว รวมถึงรู้ความจริง(สัจจะ) ในแง่มุมต่าง ๆ  ของกองทุกข์นั้นด้วย
  • นี้คือสมุทัย  อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มีอาการเป็นอย่างนี้ ๆ  คือรู้แจ้งอย่างแจ่มชัดถึง เนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่รู้แค่ชื่อ  ได้รู้เท่าทันถึง เล่ห์เหลี่ยม และการแสดงออกของ ตัณหา – อุปาทาน ในทุกรูปแบบ
  • นี้คือความดับแห่งทุกข์ ความพ้นทุกข์ เราไม่อาจใช้ภาษาแสดงพระนิพพานให้คนฟังเข้าใจแม้ระดับสัญญาได้ แต่ผู้รู้สามารถสะท้อนพระนิพพาน โดยใช้ภาษาที่แสดงถึงสิ่งที่ไม่ใช่ให้เรารู้ได้ เมื่อ ท่านแสดงถึงสิ่งที่ไม่ใช่ เราก็ตรงตามนั้นไปเลย  และเมื่อแจ่มชัดว่าหน้าตาของตัณหาเป็นอย่างไรก็จะไม่หลงก่อตัณหาให้เป็นตัณหาไปซะเอง  คือไม่มัวหลง เข้าไปทำ ไปเอา ไปยึด  ไปแช่ ไปทรง  สภาวะใด ๆ ให้วุ่นวายไปซะเอง  เมื่อไม่หลงเกาะ หลงติด ดิ้นรน  แส่ส่ายกับอะไรอยู่ มันก็ตรงต่อ  หลุดอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว เป็นเนื้อหาของความพ้นทุกข์ทันที โดยปริยาย เพราะความดับลงของตัณหานั่นเอง  มิใช่พยายามจะนิพพาน หรือเข้านิพพาน แต่หมายถึงนิพพานอยู่แล้ว  เพียงแต่อย่าดิ้นรนให้เกินหรือเลยนิพพานไปซะเอง
  • นี้คือทางพ้นทุกข์ หนทางที่จะไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์ไปซะเอง

ไม่ใช่รู้วิธีการทำให้ถูกทาง  คำว่า มรรค จะมีคำว่าสัมมา... นำหน้า องค์มรรค คำว่า สัมมา แปลว่า ชอบ หรือถูก แต่เนื้อหาของ สัมมาจริง ๆ คือ ตรงต่อสัจธรรม ไม่ใช่ทำให้ถูก ทำให้ดี   ทำให้สมบูรณ์ ไม่ใช่อย่างนั้น ของเดิมสมบูรณ์เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว ไม่ขาด ไม่บกพร่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเติมแต่งสิ่งแปลกปลอมลงไปอีก ผู้ปฏิบัติเพียงจริงใจ เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด กล้าหาญ ศรัทธา  ไว้วางใจต่อความเป็นจริง ซื่อสัจ (ซื่อ = ตรง , สัจ = ความจริง) หรือตรงต่อความเป็นจริง ชีวิตก็จะอยู่บนเนื้อหาของสัมมาไปโดยปริยาย

                มรรคจึงหมายถึง การดำเนินชีวิตทั้งภายนอก – ภายในที่ตรง หรือสอดคล้องต่อความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องของการสร้างขั้นตอน หรือ การมุ่งกระทำอะไรขึ้นมาให้ดูดี พิเศษ พิสดารไปจากชีวิตธรรมดา ๆ  นี่เรียกว่าใช้ชีวิตเป็น นอกเหนือชีวิตได้ ไม่ใช่เป็นทาสชีวิต หรือเสพติดชีวิต เราอย่าหลงภาษา อย่าหลงบัญญัติ เนื้อหาถ้าไม่ตรงต่อสัจธรรมแล้ว จะดูดีแค่ไหน ตรงกับตำรา หรือครูบาอาจารย์อย่างไร ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ได้จริง ๆ ขอให้ท่านทั้งหลาย สำเหนียกในแง่มุมดังกล่าวนี้ให้ดี ๆ

มรรคที่ถูกต้องอันเป็นสัมมา คือ ไม่ ,ไม่คือมรรค , มรรคคือไม่  ไม่ต้อง – ไม่ตั้ง, ไม่...อยู่แล้ว จึงจะสอดคล้องและตรงต่อความเป็นจริง ให้เราพิจารณาเนื้อหาของคำว่า “ ไม่  ” ให้ดี ๆ ให้ละเอียด ลึกซึ้งซักหน่อย

                       สังเกตดูคำตอบของพระพุทธองค์ที่ตอบเทวดาว่า

                             “ เราไม่พัก   และ  ไม่เพียร ” จึงข้ามโอฆะได้

เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ใจไม่ตรงต่อ ไม่ต้อง , ไม่ตั้ง ไม่...อยู่แล้ว ผู้ปฏิบัติจะหลงไปติดฝั่ง 2 ฝั่งทันที ความมีศรัทธาต่อเนื้อหาของสัจธรรม เป็นสิ่งจำเป็น มิใช่ศรัทธาในตัวบุคคล  หรือ วิธีการ มีใจตรงต่อความเป็นจริง   ด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ  กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่ไม่ทำอะไรล่วงหน้า จะไม่ทำอะไรกับปรากฏการณ์ภายใน จึงเรียกได้ว่า ปล่อยวาง ให้กล้า ๆ หน่อยนะ

กล้าที่จะไม่ต้องเป็นอะไร
   กล้าที่จะไม่เอาแม้สติ สมาธิ  ญาณ  ฌาน  ปัญญา
       กล้าแม้แต่จะไม่เอาความพ้นทุกข์
          กล้าแม้แต่จะไม่เอาพระนิพพาน
              เด็ดขาด – เด็ดเดี่ยวต่อความเป็นจริง นี้ให้ดี ๆ

            อย่าเอาตัวตนไปปฏิบัติ เพื่อให้หมดตัวตน เพราะตัวตนจริง ๆไม่มี ไม่ใช่ปฏิบัติ เพื่อให้ตัวตนพ้นทุกข์ พ้นกิเลส ไม่ใช่ให้ตัวตนหมดกิเลส หรือทำให้กิเลสหมดจากเรา, สิ่งที่ไม่มีจะหมดได้อย่างไร

              ใจจริง ๆ ไม่มีอะไรอยู่แล้ว และไม่มีเนื้อหาของการเอาอะไร ๆ ดังนั้น จึงอย่าได้ทำใจ ทำอะไรให้ได้ดังใจ ที่มีอะไร เอาอะไร ,เพื่ออะไร , เพราะอะไร นั่นไม่ใช่ใจ แต่มันคือ ส่วนเกิน เรียกว่าเป็น มิจฉาทิฐิ- สักกายทิฐิ

No comments:

Post a Comment