Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#17

  • ใจที่ตรงต่อความเป็นจริงที่ว่า ไม่...อยู่แล้ว ไม่ต้องอยู่แล้ว จะมีลักษณะอิสระ โปร่ง เบา เพราะไม่มีตัณหา – อุปาทานรัดรึง  จำกัดเป็นขอบเขตหรือต้องแบกพันธะภารกิจการงานทางใจใด ๆ เป็นการอยู่ที่ไม่เนื่องด้วยเจตนาคอยอยู่  เป็นอยู่แบบตื่น  เบิกบานด้วยตัวของธาตุเอง
    • จะมีการตื่นโดยธรรมชาติของธาตุรู้ ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร ซึ่งก็คือ สติสัมปชัญญะที่มีอยู่เอง  มิใช่จงใจตื่น  จงใจรู้ตัวทั่วพร้อม
      • เป็นสติสัมปชัญญะที่ไม่มีเนื้อหาหรือโอกาสให้ตัณหา – อุปาทานได้แทรก – ซ้อน, เคลือบเป็นเงาซึ่งมันจะแทรกมาพร้อมกับเจตนา หรือความจงใจทางใจนั่นเอง
      • เป็นสติสัมปชัญญะที่โพลงออกไม่ใช่ มุ่ง พุ่ง เข้า เอา ไม่มีเนื้อหาของการ    สร้างจุดมุ่งหมายในการรู้ให้เป็นที่อยู่ของอุปาทาน  ไม่ใช่ รู้แบบให้ความสำคัญ - มั่น – หมายสภาวะ ไม่ใช่รู้ติด  ไม่ใช่รู้ต่อ อันเป็นการหลงตอกย้ำ วกวน หมกมุ่นกับของเก่า  มันจะเป็นการ  รู้แบบผ่าน  รู้แบบแล้วแล้วไป ไม่ใช่รู้แบบแวะ  แบบแช่   แบบงม หรือจมสภาวะ อีกทั้งจะไม่เป็นเหตุให้เกิดการหลงรู้,  ติดรู้,  ต่อรู้,  ยึดรู้
      • สติสัมปชัญญะนี้ไม่ใช่ผลจากความชำนาญในการทำ ไม่ใช่ผลจากเจตนาทำขึ้น สร้างขึ้น แต่กลับเป็นเพราะไม่ทำ จึงเข้าถึงความตื่นที่มีอยู่แล้ว มันจะเป็นเราตื่นหรือความตื่นเป็นของเราทันทีที่เกิดความจงใจ หรือเจตนาเร้า หรือกระตุ้นให้ตื่นฃ
      • สติสัมปชัญญะนี้ เมื่อไม่ได้เป็นผลจากการทำ มันจะไม่มีความรู้สึกว่า ของเรา เพราะความเป็นของเราเกิดจากมีเราที่แทรกซ้อนอยู่ในขณะมีเจตนากรรมแล้วไปทำ หรือปรุงสภาวะรู้สึกตัวขึ้นมา และเบื้องหลังที่ไปหลงทำสติขึ้น ก็เพราะหลงผิดคิดว่า มี “เรา” ก็เลยกลายเป็นเรื่องของละครอุปโลกน์ที่มีความหลงเป็นผู้กำกับว่ามี “เรา” แล้วก็พยายามทำๆ ๆ ๆ  อะไร ๆ ๆ ๆ  เพื่อ “เรา” ซึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงมายากรรม เป็นมายาซ้อนมายา  เกิดเป็นโมฆะกรรม กิเลสกรรม กรรมกิเลส ที่ล่อหลอกสัตว์ให้หลงวกวนเป็น สังสารวัฏ อันไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดได้จริง

        สติสัมปชัญญะนี้หมายถึงความตื่นที่ประกอบด้วยปัญญาอยู่โดยอัตโนมัติ และเป็นปัญญาที่ตรงต่อความเป็นจริง อันเป็นบทสรุปถึงที่สุดของทุกสภาวะ แม้แต่ตัวมันเอง(สติปัญญา)ก็ไม่เว้น จึง เป็นปัญญาที่ตัดปัญญาเอง  ซึ่งจะไม่ทำให้ปัญญากลายเป็นเป้าให้เกิด
• ทิฐิ   หรือ ทิฐานุสัย มานะ
• ตัณหาซ้อนปัญญา
• อุปาทานแทรกปัญญา
• อวิชชาอมยิ้ม
ลักษณะสำคัญของปัญญาอีกอย่าง คือ ความไม่ลังเลต่อสภาวะ  - สถานการณ์  ทั้งภายนอกภายใน เพราะใจแจ้งต่อสัจธรรม ไม่ลังเล  ไม่สงสัย  เรียกว่า ได้บทสรุปของชีวิต จิตใจ จึงปลงใจ วางใจเต็มที่ ไม่ลังเล  ไม่สงสัย  ต่อสัจธรรมอีกต่อไป ก็จะมีแต่ลุล่วงพ้นไป ๆ  แล้ว แล้วไป  ไม่มัวแต่อะไรกับอะไรให้เนิ่นช้ากลายเป็นความอาลัยอาวรณ์ในอะไรๆ ก็ตรงต่อดับ  ตรงต่อนิโรธ ทันที

ปัญญาที่มีบทสรุปตรงต่อสัจธรรมนี้  สำคัญมาก  ที่เรียกว่า เป็นปัญญาตัดปัญญา  ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นบทสลบแทนที่จะเป็นบทสรุป (อันเท่ากับจบ) ก็เลยไม่ตรงต่อดับ    อยู่แล้ว หรือจบอยู่แล้วไปซะเอง เพราะยัง in (อิน) ปัญญา – อิงปัญญา -  เอาปัญญา  คือสลบ หลับใหล  นอนเนือง  เพลิดเพลิน  หมักดองอยู่ในปัญญา นั่นเอง แล้วแบบนี้จะเรียกว่ามีปัญญา ได้อย่างไร เพราะมันปนเปื้อนกิเลสไปเรียบร้อยแล้ว

    • สติสัมปชัญญะหรือความตื่นนี้ (สัมมาสติ) จะมีลักษณะของความตั้งมั่นด้วยตัวของมันเอง (สัมมาสมาธิ) ไม่ต้องคอยระวังรักษา ประคอง หรือ บังคับ เมื่อไม่มีเจตนาที่จะเอารู้  เอาปัญญา เอาความเข้าใจ  ใจก็จะไม่แส่ส่าย  ดิ้นรน  หาเรื่องรู้  ต่อเมื่อรับรู้ก็จะไม่ถลำ รู้ ดู เห็น โดยจงใจ หลงใหลไปกับการรู้  จนกลายเป็นการแช่รู้  ติดรู้  ซึ่งเป็นลักษณะที่จิตใจสูญเสียความตั้งมั่นโดยธรรมชาติไปซะแล้ว ดังนั้น สัมมาสมาธิ จึงมิได้เกิดจาก การฝึก หรือ ทำให้ชำนาญ หรือบังคับจนได้ที่ แต่เนื้อหาที่แท้ หมายถึง การหมดเหตุที่จะทำให้จิตเคลื่อนออกไปวุ่นวายกับอะไร ซึ่งที่แสบและเนียนที่สุด คือ เอารู้ เอาเห็น เอาเข้าใจ  นี้แหละเป็นเหตุที่ทำให้จิตไม่ตั้งมั่น และแส่ส่าย ฟุ้งซ่าน หรือ จมอารมณ์ได้ง่าย เวลามีการรับรู้ใด ๆ เกิดขึ้น ก็เป็นรู้ติด – ติดรู้, ถลำรู้ ,ทรงรู้ – ดำรงรู้  ซึ่งมันผิดธรรม  เพราะธรรมโดยธรรมแล้วไม่มีการแช่  การทรง  การดำรงสภาวะ  มีแต่เกิดตามเหตุปัจจัย  แต่ดับเอง  แล้ว แล้วไปอยู่เองแล้ว

ผลิตผลใด ๆ ที่เนื่องมาจากการทำจนชำนาญ  จนดูคล้ายกับไม่ได้จงใจหรือมีเจตนาที่จะทำ ซึ่งมักเรียกกัน ฝึก – หัดให้ชำนาญจนเป็นอัตโนมัติ หรือ วสี นั้น ก็ยังไม่ใช่ เพราะ ไม่ตรงต่อเนื้อหาที่จบอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว ไม่ต้อง – ไม่ตั้งอยู่แล้ว ที่จริงมันก็เป็นเพียงผลิตผลของโมหะ – ตัณหา – อุปาทานอยู่ดี  เพียงแต่ดูละเอียดขึ้น ประณีตขึ้น  เลยดูสบาย – เบา แต่ก็ยังมียาง – ใย – เยื่อของตัณหา – อุปาทานซึมแทรกอยู่ ไม่อาจขาดสะบั้นได้จริง จนกว่าใจจะรู้ทันใจ แล้วไม่สนใจ  ไม่ลังเลด้วย ก็เป็นการตัดใจ วางใจ  ปลงใจ ตรงต่อสัจธรรมที่ไม่...อยู่แล้วจริง ๆ  ตรงต่อ ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง ไม่ทำตาม ไม่ทำต้านจริงๆนั่นแหละ  สมุทัย จึงเป็นอันถูกละได้เด็ดขาดไปเรื่อย ๆเอง

No comments:

Post a Comment